AI เกษตรผลิตภาพคืออะไร และทำไมจึงกลายเป็นยุทธศาสตร์เศรษฐกิจใหม่
AI เกษตรผลิตภาพคือการนำปัญญาประดิษฐ์ ระบบข้อมูล และระบบอัตโนมัติการเกษตรมาใช้ตั้งแต่การวางแผนเพาะปลูก การจัดการดิน น้ำ ปุ๋ย จนถึงการเก็บเกี่ยวและโลจิสติกส์ เพื่อเพิ่มผลผลิตต่อไร่ ลดการใช้ทรัพยากร และลดความเสี่ยงจากความผันผวนด้านภูมิอากาศและตลาด เป้าหมายไม่ใช่แค่ได้ผลผลิตมากขึ้น แต่คือการสร้างมูลค่าเพิ่มใหม่ให้ทั้งห่วงโซ่เกษตรเทคโนโลยี ตั้งแต่ครัวเรือนเกษตรกรจนถึงภาคอุตสาหกรรมอาหารและสุขภาพ เมื่อวันที่ 3 กันยายน นายศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโสเครือธุรกิจรายใหญ่ ขึ้นเวทีงาน The Bangkok Business Summit 2026 ภายใต้หัวข้อ Business Building the Future: Winning in Turbulence และย้ำว่าโลกเต็มไปด้วยสงคราม ความขัดแย้ง และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ แต่ความท้าทายเหล่านี้สามารถเปลี่ยนเป็นโอกาส เพื่อสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ได้ หากกล้าปรับโครงสร้างสู่เศรษฐกิจฐาน AI และระบบอัตโนมัติการเกษตร

เพิ่มผลิตภาพเกษตร 3–5 เท่าด้วยระบบอัตโนมัติการเกษตรไม่ใช่เรื่องไกลตัว
ประเด็นที่ชัดเจนที่สุดจากวิสัยทัศน์ครั้งนี้คือคำประกาศว่า หากใช้ Precision Farming ผสานกับ AI และระบบอัตโนมัติการเกษตรอย่างจริงจัง ผลิตภาพเกษตรสามารถเพิ่มขึ้นได้ 3–5 เท่าในพื้นที่เพาะปลูกประมาณ 20 ล้านไร่ของประเทศหนึ่ง นี่ไม่ใช่ตัวเลขเลื่อนลอย แต่คือแรงสั่นสะเทือนต่อโครงสร้างเศรษฐกิจโดยตรง เพราะการคูณผลิตภาพหมายถึงการคูณรายได้ การจ้างงาน และความสามารถในการลงทุนต่อเนื่องในเกษตรเทคโนโลยี ที่น่าสนใจคือวิธีคิดไม่จำกัดอยู่เฉพาะฟาร์มขนาดใหญ่ การยกระดับต้องเริ่มตั้งแต่ระดับครัวเรือนและเกษตรกรรายย่อย เปิดพื้นที่ให้ SMEs เข้ามาเชื่อมต่อบริการ AI เกษตรผลิตภาพ ตั้งแต่แพลตฟอร์มวิเคราะห์ข้อมูลฟาร์ม เซนเซอร์ราคาย่อมเยา จนถึงระบบวางแผนการตลาด บทสรุปคือเกษตรสมัยใหม่จะไม่ใช่การทำไร่ทำนาแบบโดดเดี่ยว แต่เป็นการเชื่อมต่ออยู่ในเครือข่ายข้อมูลขนาดใหญ่
| ด้านเปลี่ยนแปลง | ก่อนใช้ AI เกษตรผลิตภาพ | หลังใช้ AI และระบบอัตโนมัติ |
|---|---|---|
| ผลผลิตต่อไร่ | เติบโตจำกัด ขึ้นกับฝีมือและดินฟ้าอากาศ | เพิ่มขึ้น 3–5 เท่า จากการควบคุมและพยากรณ์ที่แม่นยำ |
| การใช้ทรัพยากร | ใช้น้ำ ปุ๋ย แรงงานค่อนข้างสิ้นเปลือง | วางแผนใช้ทรัพยากรแบบเฉพาะจุด ลดต้นทุนเชิงระบบ |
| ห่วงโซ่ธุรกิจ | ขายผลผลิตดิบตามราคาตลาด | ต่อยอดสู่การแปรรูป การออกแบบสินค้า และบริการข้อมูลให้ภาคอุตสาหกรรม |

ปั้นบุคลากร AI 2 ล้านคนคือทางรอด ไม่ใช่แค่ทางเลือก
จุดที่หลายคนมองข้ามแต่ควรถูกยกเป็นวาระแห่งชาติคือเรื่องการพัฒนาบุคลากร AI นายศุภชัยชี้ว่าปัจจุบันมีนักศึกษาระดับมหาวิทยาลัยราว 2 ล้านคน ซึ่งสามารถกลายเป็นฐาน Talent เทคโนโลยีระดับโลกได้ หากถูกออกแบบหลักสูตรและแรงจูงใจให้เรียนรู้การนำ AI และระบบอัตโนมัติไปใช้ในทุกสาขา ตั้งแต่ศิลปะ อาหาร วิทยาศาสตร์ ไปจนถึงอุตสาหกรรมต่าง ๆ คำกล่าวที่แข็งแรงคือ “คนคือหัวใจของการเปลี่ยนผ่าน ปั้น Talent 2 ล้านคนให้เปลี่ยนประเทศและโลก” ซึ่งสะท้อนว่าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอย่างเดียวไม่พอ หากขาดสมองที่สามารถสร้าง AI Models ใช้ Data Center และแปลงข้อมูลเป็นแอปพลิเคชันจริงในภาคเกษตรและอุตสาหกรรม ทุกเม็ดเงินลงทุนจะกลายเป็นเพียงเหล็กและสายไฟที่ไม่สร้างมูลค่า การพัฒนาบุคลากร AI จึงเป็นทั้งนโยบายเศรษฐกิจและนโยบายแรงงานร่วมกัน

สร้างระบบนิเวศ AI แบบ 5 ชั้น ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและคนไปพร้อมกัน
การพูดถึง AI เศรษฐกิจไทยโดยไม่พูดถึงระบบนิเวศเทคโนโลยีคือการมองข้ามชั้นสำคัญ นายศุภชัยเสนอภาพระบบนิเวศ 5 ระดับ ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและการเชื่อมต่อ Data Center และโครงสร้างพื้นฐานด้านการประมวลผล ไปจนถึง AI Models การพัฒนาเทคโนโลยีต่อยอด และแอปพลิเคชันสำหรับผู้บริโภคและภาคอุตสาหกรรม ที่สำคัญแนวทางนี้ไม่ใช่เรื่องของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง งาน The Bangkok Business Summit 2026 ถูกจัดขึ้นเพื่อเป็นเวทีร่วมวางวิสัยทัศน์ระหว่างคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน ภาครัฐหลายหน่วย และธนาคารโลก เพื่อปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจและเตรียมสู่การประชุม IMF–World Bank Group Annual Meetings ในเดือนตุลาคม รวมถึงบทบาทประธานอาเซียนในปี 2571 ภายใน 5 ปีข้างหน้ามีข้อเสนอให้ลงทุนแบ่งเป็น 3 ส่วนใหญ่ คือ โครงสร้างพื้นฐานและห้องปฏิบัติการ การดึงดูด Talent และนักวิทยาศาสตร์จากทั่วโลก และการลงทุนในงานวิจัย ซึ่งทั้งหมดจะรองรับการเติบโตของ AI เกษตรผลิตภาพและภาคอุตสาหกรรมไปพร้อมกัน






