ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกัน

ดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกันดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

เศรษฐกิจอาเซียนกำลังเข้าสู่ยุคเติบโตแยกทาง

เศรษฐกิจอาเซียนกำลังเข้าสู่ยุคเติบโตแยกทาง
ความสนใจ|เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ภาพใหญ่เศรษฐกิจอาเซียน 6 ชาติ โตแรงแต่แยกทางกันชัด

เศรษฐกิจอาเซียน 6 ชาติ คือการรวมกลุ่มระบบเศรษฐกิจขนาดใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เชื่อมโยงกันด้วยการค้า การลงทุน ห่วงโซ่อุปทาน พลังงาน และเทคโนโลยี โดยมีการเติบโตเฉลี่ยสูงจากการลงทุนจากต่างประเทศ การสะสมทุน และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน แต่เส้นทางการเติบโตของแต่ละประเทศเริ่มแตกต่างกันมากขึ้นตามความเข้มแข็งของสถาบัน ความมั่นคงทางพลังงาน และความพร้อมด้านเทคโนโลยี ส่งผลให้ช่องว่างด้านศักยภาพและความเสี่ยงในภูมิภาคกว้างขึ้น

รายงานระยะยาว “From Tailwinds to Trade-Offs: Southeast Asia Outlook 2026 – 2035” ระบุว่าเขตเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุด 6 แห่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 4.8 ต่อปีในช่วงราวทศวรรษข้างหน้า ตัวเลขนี้ดูน่าประทับใจ แต่ข้อเท็จจริงสำคัญคือเส้นทางของแต่ละเศรษฐกิจกำลังแยกออกจากกันอย่างชัดเจน รายงานย้ำว่าผลลัพธ์ที่เป็นไปได้มีช่วงกว้างขึ้น อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และไทยถูกจัดเป็นกลุ่มเสี่ยงในกรณีสถานการณ์เลวร้าย ขณะที่มาเลเซีย สิงคโปร์ และเวียดนามมีโอกาสเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ได้มากภายใต้สภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวย ค่าเฉลี่ยระดับภูมิภาคจึงกลายเป็นตัวเลขที่หลอกตา ปิดบังความเหลื่อมล้ำด้านศักยภาพและคุณภาพการเติบโตที่กำลังก่อตัว

การเติบโตเวียดนามและพัฒนาการมาเลเซีย จุดเปลี่ยนโฉมอาเซียน

เส้นทางเติบโตที่แยกทางกันเริ่มเห็นชัดเมื่อมองไปที่การเติบโตเวียดนาม รายงานระบุว่าเวียดนามยังคงเป็นผู้นำการเติบโตในภูมิภาค และทำได้ถึง 7.5% ในช่วงสองปีล่าสุด ขณะที่ค่าเฉลี่ย SEA-6 อยู่ราว 5.1% และไทยเพียง 2.7% เท่านั้น นี่ไม่ใช่เรื่องตัวเลขสวยหรู แต่สะท้อนว่าประเทศที่สามารถเชื่อมโยงอุปสงค์จากภายนอกกับการยกระดับภาคการผลิตและผลิตภาพในประเทศ กำลังขยับขึ้นเป็นฐานการผลิตและนวัตกรรมของภูมิภาคอย่างรวดเร็ว

อีกด้านหนึ่ง พัฒนาการมาเลเซียชี้ให้เห็นว่าประเทศที่วางโครงสร้างสถาบัน การเงิน และนโยบายอุตสาหกรรมสอดคล้องกับกระแสโลกใหม่ สามารถพลิกตัวเองจากแค่ฐานการผลิตไปเป็นศูนย์กลางการลงทุนยุค “World+1” ที่ดึงดูดอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงกับเซมิคอนดักเตอร์และโครงสร้างพื้นฐาน AI ในรายงานเดียวกัน มาเลเซียถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่สามารถขยายตัวได้มากหากปัจจัยแวดล้อมเอื้ออำนวย ร่วมกับสิงคโปร์และเวียดนาม ความต่างนี้สะท้อนว่าการปรับตัวเชิงโครงสร้างและการเลือกอุตสาหกรรมเป้าหมายสำคัญกว่านโยบายกระตุ้นชั่วคราว เพราะเป็นตัวกำหนดว่าเศรษฐกิจจะเข้าใกล้เพดานศักยภาพหรือร่วงลงสู่พื้นในระยะยาว

เศรษฐกิจอาเซียนกำลังเข้าสู่ยุคเติบโตแยกทาง

ไทยรั้งท้ายอาเซียน สัญญาณเตือนเรื่องสถาบันและการลงทุน

แม้ภาพรวมเศรษฐกิจอาเซียน 6 ชาติจะถูกคาดการณ์ให้เติบโตเฉลี่ย 4.8% ต่อปี แต่ไทยกลับถูกระบุชัดว่าเป็นประเทศที่ตามหลังเพื่อนบ้าน และอยู่ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงมากที่สุดในกรณีสถานการณ์เศรษฐกิจเลวร้าย พร้อมกับอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ เมื่อเทียบกับการเติบโตสองปีล่าสุด ไทยทำได้เพียง 2.7% ขณะที่เวียดนาม 7.5% และหลายประเทศอย่างสิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม ทำผลงานเหนือค่าเฉลี่ยจากแรงหนุนการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ การผลิต และการลงทุนต่อเนื่อง ช่องว่างนี้ไม่ใช่แค่เรื่องวัฏจักรเศรษฐกิจ แต่คือคำถามใหญ่ต่อความแข็งแกร่งเชิงสถาบัน กลไกการดึงดูด FDI และความพร้อมด้านเทคโนโลยีของไทยเอง

รายงานชี้ว่าความเข้มแข็งของสถาบัน ความมั่นคงด้านพลังงาน และความพร้อมทางเทคโนโลยีคือสามตัวแปรหลักที่กำหนดความสามารถในการรับมือความผันผวนและคว้าโอกาสใหม่ การที่ไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงสะท้อนว่าประเทศยังไม่ตอบโจทย์สามด้านนี้ได้เต็มที่ ขณะที่สิงคโปร์ยังคงเป็นเขตเศรษฐกิจที่มีความยืดหยุ่นสูงที่สุด ได้อานิสงส์จากสถานะหลบภัยความเสี่ยง ตลาดการเงินที่ลึก และกันชนทางการคลังที่แข็งแรง แถมยังดึงดูดเงินลงทุน FDI มากกว่า 60% ของภูมิภาค และเป็นทั้งแหล่งและศูนย์กลางเงินทุนสำคัญให้เพื่อนบ้าน หากไทยไม่เร่งเสริมฐานสถาบันและระบบพลังงาน รวมถึงการใช้ AI ในระดับองค์กร ช่องว่างการแข่งขันกับเพื่อนบ้านจะยิ่งกว้างขึ้นอย่างน่ากังวล

FDI กระจุกตัว เทคโนโลยีพลิกเกม และผลต่อการค้าในภูมิภาค

การจัดระเบียบเศรษฐกิจโลกใหม่กำลังทำให้เงินลงทุนและการค้าเป็นทั้งโอกาสและความเสี่ยงในเวลาเดียวกัน รายงานระบุว่าเงินลงทุนตรงจากต่างประเทศสุทธิที่ไหลเข้าสู่กลุ่ม SEA-6 เพิ่มขึ้น 25% ในปีล่าสุด ขณะที่เงินลงทุนที่ไหลเข้าสู่จีนหดตัวลง 30% แต่เงินทุนกลับกระจุกตัวมากขึ้นในศูนย์กลางและอุตสาหกรรมไม่กี่ประเภท โดยเฉพาะอิเล็กทรอนิกส์และโครงสร้างพื้นฐาน AI ปริมาณการค้าของภูมิภาคในช่วงสิบปีคิดเป็นราว 89% ของ GDP ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกถึงสองเท่า นี่ทำให้ภูมิภาคพึ่งพาอุปสงค์จากภายนอกและทิศทางห่วงโซ่อุปทานโลกอย่างแน่นแฟ้น หากประเทศใดไม่สามารถยกระดับผลิตภาพในวงกว้าง การเติบโตที่ดูแข็งแรงอาจเป็นเพียงการเกาะกระแสส่งออกชั่วคราวที่เปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงภายนอก

บทบาทของสิงคโปร์ในฐานะศูนย์กลางทุนที่ได้รับความไว้วางใจ กลายเป็นตัวแปรสำคัญในเกมนี้ รายงานระบุว่า “สิงคโปร์ดึงดูดเงินลงทุน FDI มากกว่า 60% ของภูมิภาค และเป็นแหล่งเงินทุน FDI ที่ใหญ่ที่สุดในอินโดนีเซีย มาเลเซีย ไทย และเวียดนาม” ซึ่งช่วยเชื่อมโยงเงินทุนระดับโลกกับโอกาสธุรกิจทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผลคือประเทศที่สามารถออกแบบนโยบายให้เข้ากับเครือข่ายทุนและเทคโนโลยีใหม่ จะขยับขึ้นเป็นโหนดหลักของห่วงโซ่อุปทาน ขณะที่ประเทศที่ปรับตัวช้าเสี่ยงจะกลายเป็นเพียงฐานการผลิตต้นทุนต่ำที่ถูกบีบความสามารถการแข่งขันลงเรื่อยๆ การตัดสินใจทางนโยบายในระยะสั้น จึงไม่ใช่เรื่องรายปี แต่เป็นการเลือกตำแหน่งของประเทศในภูมิทัศน์เศรษฐกิจโลกใหม่

เศรษฐกิจอาเซียนกำลังเข้าสู่ยุคเติบโตแยกทาง

บทสรุปยุคเติบโตแยกทาง การบ้านที่ต้องทำก่อนช่องว่างจะถ่างกว้าง

สารสำคัญจากรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจอาเซียนคือ ภูมิภาคยังมีศักยภาพเติบโตเฉลี่ย 4.8% ต่อปีได้ แต่ผลลัพธ์ไม่เกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ และค่าเฉลี่ยกำลังกลบเรื่องราวที่แตกต่างกันสุดขั้วในแต่ละประเทศ เวียดนามและมาเลเซียแสดงให้เห็นว่าการยกระดับสถาบัน การวางยุทธศาสตร์อุตสาหกรรม และการเชื่อมต่อกับกระแส AI สามารถแปรเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจได้จริง ขณะที่ไทยและบางประเทศในกลุ่มเสี่ยงสะท้อนว่าการพึ่งพาโครงสร้างเดิม โดยไม่จัดการปัญหาพลังงาน สถาบัน และเทคโนโลยีอย่างจริงจัง อาจทำให้ประเทศหลุดจากขบวนการเติบโตใหม่ แม้จะยังอยู่ในภูมิภาคที่เติบโตเร็ว

ในยุคที่การค้า การลงทุน FDI และห่วงโซ่อุปทานเชื่อมโยงกันแน่น อาเซียนไม่สามารถปกป้องตัวเองจากโลกที่แตกแยกได้ การตัดสินใจเชิงนโยบายภายในประเทศจะเป็นตัวกำหนดว่าทุกชาติจะเข้าใกล้เพดานหรือพื้นของศักยภาพตนเอง รายงานเตือนชัดว่าผลงานในช่วงสองถึงสามปีข้างหน้าจะชี้ชะตาว่าประเทศต่างๆ จะเปลี่ยนแรงหนุนในปัจจุบันให้กลายเป็นความได้เปรียบที่ยั่งยืนได้หรือไม่ หากไม่เริ่มเร่งวางรากฐานสถาบัน พลังงาน และการใช้ AI ตอนนี้ ช่องว่างระหว่างผู้นำการเติบโตอย่างเวียดนามและประเทศที่รั้งท้ายจะยิ่งกว้างขึ้น จนกลายเป็นโครงสร้างใหม่ของความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจในภูมิภาค

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!