โครงการโซลาร์ลอยน้ำคืออะไร และทำไมถึงสำคัญต่อโครงข่ายไฟฟ้าใหม่
โครงการโซลาร์ลอยน้ำ คือการติดตั้งแผงพลังงานแสงอาทิตย์บนทุ่นลอยในแหล่งน้ำ เช่น อ่างเก็บน้ำ บ่อพักน้ำ และเขื่อน เพื่อผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนโดยไม่แย่งใช้พื้นที่ดินกับภาคเกษตรหรือภาคอุตสาหกรรม ช่วยเพิ่มศักยภาพการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ในพื้นที่จำกัด ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเพิ่มเสถียรภาพของโครงข่ายไฟฟ้าที่กำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่เศรษฐกิจพลังงานสะอาด
แนวโน้มล่าสุดกำลังบอกเราว่า โครงการโซลาร์ลอยน้ำไม่ใช่แค่โครงการทดลองอีกต่อไป แต่กลายเป็นยุทธศาสตร์ของบริษัทพลังงานรายใหญ่ที่ต้องการตอบโจทย์ทั้งเป้าหมายคาร์บอนต่ำและแรงกดดันจากอุตสาหกรรมที่ต้องการไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในปริมาณมาก พลังงานแสงอาทิต์อาเซียนจึงไม่ได้อยู่บนหลังคาหรือในทุ่งโซลาร์เพียงอย่างเดียว แต่กำลังลงไปยึดพื้นที่ผืนน้ำเพื่อป้อนโครงข่ายไฟฟ้าใหม่ที่สะอาดขึ้นและแข่งขันได้มากขึ้น
อมตะ–บี.กริม ทุ่ม 1,200 ล้านบาทปั้นนิคมอุตสาหกรรมเป็นฐานไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน
เมื่อบริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน และบริษัท บี.กริม เพาเวอร์ ตัดสินใจร่วมลงทุนประมาณ 1,200 ล้านบาท เพื่อพัฒนาโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนทุ่นลอยน้ำ ภายในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี มีกำลังการผลิตติดตั้งสูงสุด 42.5 เมกะวัตต์พีกMWp นี่ไม่ใช่เพียงการเพิ่มแหล่งไฟฟ้าใหม่ แต่เป็นสัญญาณชัดว่าภาคนิคมอุตสาหกรรมกำลังเปลี่ยนโครงข่ายไฟฟ้าของตนเองให้เป็นโครงข่ายเขียว รองรับเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกที่มุ่งลดการปล่อยคาร์บอน
โครงการนี้ถูกพัฒนาบนพื้นที่อ่างเก็บน้ำภายในนิคม เพื่อรองรับความต้องการไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนของผู้ประกอบการในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยคาดว่าจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 29,300 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี คำประกาศว่าโครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับเมืองอุตสาหกรรมอัจฉริยะและยั่งยืน บอกเราว่าผู้พัฒนานิคมกำลังเดิมพันอนาคตกับเศรษฐกิจพลังงานสะอาด มากกว่าจะผูกติดกับไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิลแบบเดิม
นิคมอุตสาหกรรมกับยุทธศาสตร์พลังงานสีเขียวใหม่ของอาเซียน
การที่อมตะตั้งเป้าผลักดันนิคมสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน และบี.กริม เพาเวอร์ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดในพอร์ตการผลิตไฟฟ้าให้มากกว่า 50% ภายในปี 2573 พร้อมมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์Net Zero Carbon Emissions ภายในปี 2593 แสดงให้เห็นว่านิคมอุตสาหกรรมไม่ได้รอรัฐนำ แต่กำลังกลายเป็นผู้เล่นหลักของโครงการพลังงานสีเขียว
ข้อดีของโครงการโซลาร์ลอยน้ำภายในนิคมคือใช้ผืนน้ำที่มีอยู่แล้ว ไม่ต้องแย่งที่ดิน ช่วยให้ระบบสาธารณูปโภครองรับผู้ประกอบการที่ต้องการไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนได้โดยตรง ผู้บริหารนิคมมองชัดว่าถ้าอยากดึงดูดการลงทุนจากอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ผู้ผลิตไฟฟ้าต้องมีคำตอบด้านไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนที่จับต้องได้ ไม่ใช่แค่คำประกาศโครงการพลังงานสีเขียวบนกระดาษ เท่ากับนิคมคือจุดเชื่อมระหว่างพลังงานแสงอาทิต์อาเซียนกับสายการผลิตสมัยใหม่
ALPHAX และโครงการ Solar ใน สปป.ลาว เกมการเงินใหม่ของพลังงานแสงอาทิตย์อาเซียน
อีกด้านหนึ่ง บริษัท อัลฟ่า ดิวิชั่นส์ หรือ ALPHAX กำลังวาดแผนพลังงานแสงอาทิตย์ข้ามพรมแดนผ่านบริษัทในเครือ Alpha Power Development Lao หรือ APDL ที่ลงนามบันทึกความเข้าใจกับ Joint Development Bank เพื่อกำหนดกรอบความร่วมมือสนับสนุนสินเชื่อโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์เป็นรายโครงการ ภายใต้กรอบนี้ โครงการที่อาจถูกพิจารณามีกำลังการผลิตติดตั้งรวมกว่า 400 เมกะวัตต์ ซึ่งเชื่อมโยงกับกรอบการศึกษาความเป็นไปได้ที่ APDL ตกลงกับรัฐวิสาหกิจไฟฟ้า Electricité du Laos
สาระสำคัญของข้อตกลงนี้ไม่ใช่แค่ตัวเลข 400 เมกะวัตต์ แต่คือการออกแบบทางเลือกด้านเงินทุนใหม่ให้กับโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ในภูมิภาค การพิจารณาสินเชื่อเป็นรายโครงการอย่างยืดหยุ่นตามสถานการณ์ตลาด ชี้ว่าพลังงานแสงอาทิต์อาเซียนกำลังถูกมองเป็นสินทรัพย์ทางการเงินที่จริงจังมากขึ้น ไม่ใช่เพียงโครงการเพื่อภาพลักษณ์ และเมื่อแหล่งเงินทุนพร้อม การต่อยอดโครงการพลังงานหมุนเวียนก็มีโอกาสขยายตัวได้เร็วกว่าจังหวะของนโยบายรัฐ

โครงข่ายไฟฟ้าอาเซียนกำลังเปลี่ยนสมการ และใครจะเป็นผู้ชนะในคลื่นพลังงานสะอาด
เมื่อโครงการโซลาร์ลอยน้ำของอมตะและบี.กริม เดินคู่กับโครงการ Solar ใน สปป.ลาว ของ ALPHAX ภาพรวมโครงข่ายไฟฟ้าในภูมิภาคกำลังเปลี่ยนจากระบบที่พึ่งพาโรงไฟฟ้าไม่กี่แห่ง ไปสู่ระบบที่มีผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่ผืนน้ำในนิคมอุตสาหกรรมไปจนถึงแหล่งผลิตใหม่นอกพรมแดน พลังงานแสงอาทิต์อาเซียนจึงกลายเป็นฐานสำคัญของเศรษฐกิจพลังงานสะอาด ไม่ใช่แค่ส่วนเสริม
คำถามใหญ่ในระยะต่อไปคือ ใครจะจัดการความเสี่ยงด้านเงินทุน เทคโนโลยี และการเชื่อมต่อโครงข่ายได้ดีกว่ากัน บริษัทที่มองพลังงานหมุนเวียนเป็นทั้งโครงสร้างพื้นฐานและโอกาสทางธุรกิจ จะมีโอกาสกำหนดกติกาใหม่ของตลาดไฟฟ้า ขณะที่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมต้องตัดสินใจว่าตนจะอยู่ในโครงข่ายไฟฟ้าแบบเดิม หรือก้าวเข้าสู่โครงข่ายใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยโครงการพลังงานสีเขียวอย่างเต็มตัว






