Central Retail ไม่ได้แค่ขยาย แต่กำลังออกแบบภูมิทัศน์ค้าปลีกใหม่ทั้งภูมิภาค
ยุทธศาสตร์ขยายธุรกิจค้าปลีกของ Central Retail คือการผสมผสานศูนย์การค้าเซ็นทรัลที่เป็นแลนด์มาร์ก, การเข้าซื้อกิจการเพื่อเพิ่มฐานลูกค้า, และการรุกตลาดค้าส่ง B2B เข้าด้วยกัน จึงไม่ใช่แค่การมีสาขามากขึ้น แต่เป็นการสร้างระบบนิเวศค้าปลีกครบวงจรที่ดึงทั้งผู้บริโภคทั่วไป ผู้ประกอบการ และนักลงทุนให้เข้ามาอยู่ในพอร์ตของกลุ่มเซ็นทรัล พร้อมกับการปรับพอร์ตสินทรัพย์ระดับโลกเพื่อโฟกัสตลาดที่มีศักยภาพสูงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นมุมมองว่าอนาคตของธุรกิจค้าปลีกจะเป็นเรื่องการเชื่อมโยงทุกเซ็กเมนต์ มากกว่าการแยกการแข่งขันแบบเดี่ยวๆ.
ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ภูเก็ต: จากห้างบนเกาะ สู่ศูนย์กลางเศรษฐีและภูเก็ตท่องเที่ยวระดับโลก
การทุ่มงบลงทุน 7,000 ล้านบาทเพื่อขยายเซ็นทรัล ภูเก็ต ทำให้โครงการเมกะมิกซ์ยูสแห่งนี้มีมูลค่ารวม 26,000 ล้านบาท ครอบคลุมพื้นที่ 110 ไร่ และพื้นที่ใช้สอย 500,000 ตารางเมตร นี่ไม่ใช่แค่การเพิ่มพื้นที่ แต่คือการตั้งเป้าเปลี่ยนภูเก็ตท่องเที่ยวให้มี “ใจกลางเมือง” ที่รองรับทั้งการใช้ชีวิตและกำลังซื้อระดับบนสุดของโลก การขยายโซนหรูในเซ็นทรัล ภูเก็ต ฟลอเรสต้าอีก 10,000 ตารางเมตร พร้อมแบรนด์อย่าง Balenciaga, Bottega Veneta, Bvlgari, Burberry, Dior, Omega และ Tiffany & Co. เปิดตัวครั้งแรกนอกเมืองหลวง ทำให้ศูนย์การค้าเซ็นทรัลแห่งนี้กลายเป็นจุดหมายปลายทางสำหรับกลุ่มมหาเศรษฐีและชาวต่างชาติที่มียอดใช้จ่ายต่อปีสูงมาก ขณะที่โครงการฮับบันเทิงและวัฒนธรรมบนพื้นที่ต่อขยาย 14 ไร่ ที่จะเปิดในไตรมาส 3 ปี 2028 ยิ่งตอกย้ำว่าภูเก็ตกำลังแข่งกันด้วยเศรษฐกิจประสบการณ์ ไม่ใช่แค่ชายหาดสวยอีกต่อไป.

ดีล AEON–Maxvalu: การเข้าซื้อกิจการที่แปลงเป็นพลังของ Tops และฐานลูกค้าใหม่
การเข้าซื้อหุ้นบริษัท อิออน (ไทยแลนด์) จำกัด ผู้บริหารซูเปอร์มาร์เก็ตแบรนด์ Maxvalu 30 สาขา ให้ Central Food Retail ถือหุ้น 100% ด้วยกระแสเงินสดของบริษัทเอง ถือเป็นการขยายธุรกิจค้าปลีกที่ฉลาดและเฉียบคม. Central ไม่ได้แค่ได้สาขาเพิ่ม แต่ยังได้ฐานลูกค้ากว่า 900,000 ราย กรรมสิทธิ์ที่ดินในทำเลยุทธศาสตร์ และศูนย์ผลิตอาหารพร้อมทานมาอยู่ในมือ. "ดีลนี้ทำให้ Central มีซูเปอร์มาร์เก็ตเพิ่ม 30 สาขาและฐานลูกค้าใหม่กว่า 900,000 รายในทันที" การรีแบรนด์ทุกสาขา Maxvalu เป็น Tops แล้วดึงเข้าอีโคซิสเต็มของ Central Food Retail ยิ่งตอกย้ำว่า กลยุทธ์การเข้าซื้อกิจการไม่ได้เพื่อเก็บสินทรัพย์เฉยๆ แต่เพื่ออัดพลังให้แบรนด์หลักอย่าง Tops กลายเป็นแพลตฟอร์มฟู้ดรีเทลที่ครองใจผู้บริโภคในชีวิตประจำวัน.
GO Wholesale และการรุกตลาด B2B: ห่วงโซ่อาหารของเซ็นทรัลที่ต่อจากครัวถึงห้าง
ขณะที่ฝั่งค้าปลีกหน้าร้านกำลังแข็งแรง Central Retail ก็ไม่ละสายตาจากตลาด B2B ผ่าน GO Wholesale ศูนย์ค้าส่งวัตถุดิบอาหารสำหรับสมาชิก ภายใต้ Central Food Wholesale ที่เดินหน้าขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเปิดสาขารังสิต ลำดับที่ 6 ใกล้ฟิวเจอร์พาร์ครังสิต เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2567. พื้นที่กว่า 10,000 ตารางเมตร สินค้ากว่า 20,000 รายการ ทั้งอาหารสดที่ตั้งเป้าเป็น King of Fresh, อาหารแช่แข็ง ข้าวสาร อาหารแห้ง เครื่องปรุง และสินค้าอุปโภคบริโภคจากทั่วโลก ทำให้ GO Wholesale เป็นมากกว่าคลังสินค้า แต่เป็นคอมมูนิตี้ของผู้ประกอบการร้านอาหารและโชห่วยที่แวะมาหาไอเดียและโอกาสใหม่ ๆ. สำหรับผู้ประกอบการทั่วไป ผลกระทบคือโอกาสเข้าถึงวัตถุดิบคุณภาพในราคาส่ง พร้อมบริการและองค์ความรู้ที่ช่วยให้แข่งขันได้ดีขึ้นในตลาดอาหารที่ดุเดือด.

การขาย Rinascente และทิศทางใหม่ของพอร์ตค้าปลีกที่โฟกัสภูมิภาค
การที่บอร์ด CRC อนุมัติดีลขายห้าง Rinascente ในอิตาลีให้กลุ่มเซ็นทรัล ได้เงินรวมประมาณ 14,700 ล้านบาท และกำไรหลังหักภาษีราว 6,000 ล้านบาท เป็นสัญญาณชัดว่า Central Retail เลือกโฟกัสบนเวทีที่ตนถนัดมากกว่า การลงทุนในยุโรปถูกมองว่าใช้เงินทุนสูงและไปเบียดเม็ดเงินที่ควรลงในตลาดหลัก จึงถูกจัดเป็น Non-Strategic Operating Asset ที่ถึงเวลาปล่อยออก. เงินจากดีลนี้ถูกนำไปลดหนี้ประมาณ 3,000 ล้านบาท และมีแผนจ่ายเงินปันผลราว 7,700 ล้านบาท คิดเป็น 1.28 บาทต่อหุ้น. ที่สำคัญ บริษัทประกาศชัดว่ากลยุทธ์ต่อจากนี้คือการขยายธุรกิจในตลาดหลักและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมเปิดช่องให้ทำ M&A ต่อเนื่อง. เมื่อมองรวมกับการลงทุนในศูนย์การค้าเซ็นทรัล, ดีล AEON–Maxvalu, และการเร่ง GO Wholesale จะเห็นว่า Central Retail กำลังรวบทุกปลายทางการจับจ่าย ตั้งแต่ห้างหรูบนเกาะภูเก็ตท่องเที่ยวไปจนถึงคลังวัตถุดิบของร้านอาหาร ให้ไหลเวียนอยู่ในจักรวาลเดียวกัน.







