ยักษ์ค้าปลีกญี่ปุ่นพลิกเกม ห้างสรรพสินค้าใหญ่สู่ร้านเฉพาะด้าน

ยักษ์ค้าปลีกญี่ปุ่นพลิกเกม ห้างสรรพสินค้าใหญ่สู่ร้านเฉพาะด้าน
ความสนใจ|เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของห้างสรรพสินค้าญี่ปุ่นและความหมายต่อภูมิทัศน์ค้าปลีก

การเปลี่ยนแปลงของห้างสรรพสินค้าญี่ปุ่นในตลาดที่มีการแข่งขันสูง คือจุดเปลี่ยนจากโมเดลห้างขนาดใหญ่แบบเดิมที่เน้นความหลากหลายของสินค้า ไปสู่ยุคที่ร้านค้าปลีกเฉพาะด้านและประสบการณ์การช้อปปิ้งกลายเป็นหัวใจสำคัญของกลยุทธ์ค้าปลีกเอเชีย โดยสะท้อนวิวัฒนาการตลาดค้าปลีกจากการขายสินค้าเป็นการขายไลฟ์สไตล์ ความหมาย และตัวตนของผู้บริโภคอย่างชัดเจน ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เราเห็นภาพห้างสรรพสินค้าญี่ปุ่นที่เคยเป็นสัญลักษณ์ของย่านใจกลางเมืองค่อยๆ ทยอยปิดตัวลง พร้อมกับการเกิดขึ้นของร้านเฉพาะทางที่ตีโจทย์ผู้บริโภคยุคดิจิทัลได้แม่นกว่า ห้างสรรพสินค้าญี่ปุ่นจึงไม่ใช่แค่ธุรกิจที่ถดถอย แต่เป็นกรณีศึกษาว่าการไม่ปรับกลยุทธ์ให้ทันพฤติกรรมผู้บริโภคใหม่มีราคาที่ต้องจ่ายสูงเพียงใด การปิดตัวไม่ได้หมายถึงจบเกมของทุนญี่ปุ่น หากแต่เปิดฉากยุคใหม่ที่เน้นความเฉพาะตัวและการร่วมมือกับผู้เล่นท้องถิ่นมากขึ้น

เมื่อสัญลักษณ์เก่าโบกมือลา: ห้างใหญ่ถอยทัพ เปิดทางโมเดลใหม่

จุดเปลี่ยนที่ชัดที่สุดเริ่มจากการปิดตัวของห้างสรรพสินค้าอิเซตันในศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ หลังให้บริการมากกว่า 30 ปี โดยยุติการดำเนินธุรกิจเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2563 หลังสิ้นสุดสัญญาเช่าพื้นที่กับผู้พัฒนาศูนย์การค้า การหายไปของอิเซตันทำให้เกิดการรีโนเวทพื้นที่กว่า 27,000 ตารางเมตรเพื่อเปลี่ยนจากห้างแบบเดิมไปสู่จุดหมายใหม่คือ Global Lifestyle Destination ที่เน้นดึงพันธมิตรรายใหม่มาสร้างประสบการณ์แทนการวางสินค้าเหมาโหล ถัดมาคือการปิดตำนานของห้างโตคิวในวันที่ 31 มกราคม 2564 หลังเผชิญภาวะขาดทุนต่อเนื่อง แม้เคยลองขยายสาขาไปชานเมืองแต่ก็ไม่สามารถสู้กับแรงกดดันจากผู้เล่นรูปแบบใหม่ทั้งไฮเปอร์มาร์เก็ต ร้านค้าปลีกเฉพาะด้าน คอมมูนิตี้มอลล์ และเอาท์เล็ตได้ ตัวเลขรายได้ของโตคิวในปี 2562 ที่ 1,141 ล้านบาทพร้อมขาดทุน 194 ล้านบาทคือคำเตือนว่าห้างใหญ่ที่เกาะโมเดลเดิมนานเกินไปอาจไม่มีพื้นที่ยืนในตลาดที่เปลี่ยนเร็วแล้ว

อีคอมเมิร์ซและผู้เล่นท้องถิ่น: แรงกระแทกที่บีบให้ต้องเปลี่ยนเกม

การถอยทัพของห้างสรรพสินค้าญี่ปุ่นไม่ใช่เรื่องอัตลักษณ์ชาติ แต่เป็นเรื่องโมเดลธุรกิจที่ไม่ทันภูมิทัศน์ใหม่ของการแข่งขันค้าปลีก เมื่อไฮเปอร์มาร์เก็ต ร้านค้าปลีกเฉพาะด้าน คอมมูนิตี้มอลล์ และเอาท์เล็ตต่างแย่งส่วนแบ่งตลาด ความได้เปรียบของห้างขนาดใหญ่ที่เคยเป็น “ศูนย์กลางการช้อป” ถูกบ่อนเซาะไปทีละน้อย สิ่งที่เขย่ารากฐานหนักที่สุดคืออีคอมเมิร์ซและตลาดออนไลน์ที่เปลี่ยนพฤติกรรมการจับจ่ายของผู้บริโภคไปอย่างสิ้นเชิง โดยช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่มาพร้อมล็อกดาวน์และการทำงานจากที่บ้าน ทำให้จำนวนคนเดินห้างลดลงอย่างมาก การแข่งขันจึงไม่ใช่แค่ระหว่างห้างกับห้าง แต่เป็นระหว่างประสบการณ์ออฟไลน์กับความสะดวกของออนไลน์ ห้างสรรพสินค้าญี่ปุ่นที่ยังเน้นการขายแบบวอลุ่มและโปรโมชั่นวงกว้างยิ่งเสียเปรียบเมื่อเทียบกับผู้เล่นท้องถิ่นและภูมิภาคที่มีเครือข่ายครอบคลุม ซัพพลายเชนแข็งแรง และกล้าดัดแปลงพื้นที่ให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ใหม่เร็วกว่า หากยังคิดว่าการเพิ่มสาขาเท่ากับเพิ่มยอดขาย ก็เท่ากับไม่เข้าใจว่าร้านค้าปลีกยุคนี้ต้องแข่งกันที่ความหมายและความสะดวก ไม่ใช่ขนาดอีกต่อไป

จากห้างเหมาโหลสู่ร้านค้าปลีกเฉพาะด้าน: ยุคขายเอกลักษณ์และประสบการณ์

แม้ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ถอยหลัง แต่สินค้าและแบรนด์ญี่ปุ่นยังได้รับความนิยมสูง ช่องทางจำหน่ายต่างหากที่เปลี่ยนจากห้างเหมาโหลมาเป็นร้านค้าปลีกเฉพาะด้านที่มีความชัดเจนในตัวแบรนด์และสินค้า ร้านอย่าง Don Don Donki และ Muji คือภาพแทนของวิวัฒนาการตลาดค้าปลีกที่หันมาเจาะกลุ่มความต้องการเฉพาะทาง สร้างความลึกในแต่ละหมวดสินค้าตรงข้ามกับห้างสรรพสินค้าที่เน้นแค่ “ครบ” แต่ไม่ “ใช่” สำหรับทุกคน Don Don Donki ใช้ความแปลกใหม่ของสินค้าญี่ปุ่นและการจัดร้านสนุกสนานเป็นจุดขาย ขณะที่ Muji นำเสนอไลฟ์สไตล์เรียบง่ายซึ่งสอดคล้องกับเทรนด์ผู้บริโภคยุคใหม่ "ร้าน Specialty Store ญี่ปุ่นไม่ได้ทำธุรกิจในรูปแบบของการขายสินค้าทั่วไป แต่เป็นการขายเอกลักษณ์และประสบการณ์" คือประโยคที่จับใจแก่นกลยุทธ์ใหม่ได้ดีที่สุด ในยุคที่ผู้บริโภคเน้นเลือกแบรนด์ที่สะท้อนตัวตนและไลฟ์สไตล์ได้ชัดเจน ร้านค้าปลีกเฉพาะด้านจึงสร้างที่ว่างของตัวเองได้ โดยไม่ต้องแข่งกับความครอบคลุมแบบร้านสะดวกซื้อหรือไฮเปอร์มาร์เก็ต

ยุทธศาสตร์ใหม่: ร่วมมือผู้เล่นท้องถิ่นและคัดสรรแบรนด์แทนการขยายวอลุ่ม

เมื่อโมเดลเดิมไปต่อไม่ได้ ทุนค้าปลีกญี่ปุ่นเลือกเดินเกมใหม่ผ่านการร่วมทุนกับกลุ่มท้องถิ่นที่แข็งแรงแทนการลุยเดี่ยว การขายกิจการซูเปอร์มาร์เก็ต “แม็กซ์แวลู” 30 สาขาให้กับบริษัทค้าปลีกรายใหญ่ในปี 2569 ถือเป็นการปิดฉากธุรกิจค้าปลีกสายซูเปอร์มาร์เก็ตของกลุ่มอิออนหลังดำเนินมานานกว่า 4 ทศวรรษ รายได้ของแม็กซ์แวลุลดลงจาก 4,441 ล้านบาทในปี 2567 เหลือ 4,053 ล้านบาทในปี 2569 พร้อมขาดทุนเพิ่มเป็น 266 ล้านบาท แสดงชัดว่าซูเปอร์มาร์เก็ตที่ต้องสู้กับเครือข่ายขนาดใหญ่ในตลาดนี้แทบไม่มีช่องว่างให้เติบโตหากไม่เปลี่ยนโมเดล ฝั่งผู้ซื้อกิจการกลับได้ประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ ทั้งทำเลชุมชนที่แม็กซ์แวลุปักหลักไว้และฐานลูกค้ากว่า 900,000 รายที่รับต่อได้ทันที พร้อมศูนย์ผลิตอาหารพร้อมรับประทานและครัวกลางที่มีองค์ความรู้สูตรอาหารญี่ปุ่นแท้ๆ ซึ่งสามารถนำไปต่อยอดให้แบรนด์ของตนสร้างความแตกต่างด้านอาหารญี่ปุ่นได้ ภาพเดียวกันนี้สะท้อนในเมกะโปรเจ็คอย่างเซ็นทรัล วิลเลจที่กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ญี่ปุ่นเข้ามาร่วมพัฒนาลักชัวรี่เอาท์เล็ตกับผู้เล่นท้องถิ่น แสดงให้เห็นว่าอนาคตทุนญี่ปุ่นจะเน้นคัดสรรแบรนด์และประสบการณ์ในรูปแบบเอาท์เล็ตและร้านเฉพาะด้าน มากกว่าขยายห้างแบบเดิมในวงกว้าง

ยักษ์ค้าปลีกญี่ปุ่นพลิกเกม ห้างสรรพสินค้าใหญ่สู่ร้านเฉพาะด้าน

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!