ศึกศูนย์การค้าไทย เมื่อค้าปลีกแปลงร่างเป็นฮับลักชัวรี่และความบันเทิง

ศึกศูนย์การค้าไทย เมื่อค้าปลีกแปลงร่างเป็นฮับลักชัวรี่และความบันเทิง
ความสนใจ|เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

จากห้างซื้อของสู่ฮับไลฟ์สไตล์: นิยามใหม่ของศูนย์การค้าไทย

การเปลี่ยนแปลงของศูนย์การค้าไทย คือการปรับจากพื้นที่จับจ่ายใช้สอยแบบดั้งเดิมไปสู่ศูนย์รวมไลฟ์สไตล์และประสบการณ์ช้อปปิ้งที่ผสมผสานธุรกิจลักชัวรี่ เทคโนโลยี LED แหล่งแฮงเอาต์ และความบันเทิงเชิงประสบการณ์ในที่เดียว เพื่อรองรับผู้บริโภคหลายเจเนอเรชันและกลุ่มมีกำลังซื้อสูงที่มองหามากกว่าการซื้อสินค้าเพียงอย่างเดียว.

คลื่นใหญ่ของการเปลี่ยนผ่านนี้ถูกขับเคลื่อนโดยผู้เล่นรายหลักสามรายของศูนย์การค้าไทย ได้แก่ กลุ่มซีพี แอ็กซ์ตร้า บิ๊กซี และซีพีเอ็น ที่ต่างทุ่มงบหลายพันล้านบาทเพื่อขยายสาขาค้าปลีกและยกระดับโครงการเดิมให้กลายเป็นจุดหมายปลายทางแห่งการใช้ชีวิต ไม่ใช่แค่ “ที่ไปซื้อของ” อีกต่อไป การแข่งกันครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องจำนวนสาขา แต่คือการแข่งขันสร้างประสบการณ์ช้อปปิ้งแบบใหม่ที่ดึงให้นักช้อปอยากอยู่ในห้างให้นานที่สุด และยอมจ่ายแพงขึ้นสำหรับความสะดวกสบาย ความบันเทิง และความหรูหราที่จับต้องได้.

ศึกศูนย์การค้าไทย เมื่อค้าปลีกแปลงร่างเป็นฮับลักชัวรี่และความบันเทิง

CP Extra และ Happitat: จากไฮเปอร์มาร์เก็ตสู่ Happy & Healthy Mall

ซีพี แอ็กซ์ตร้ากำลังเปลี่ยนเกมครั้งใหญ่ ด้วยแผนพลิกโฉมศูนย์การค้าแม็คโคร–โลตัสรวม 60 โครงการใน 29 จังหวัด สู่แนวคิด Happy & Healthy Mall ระหว่างปี 2569–2570 แผนนี้ทำให้พื้นที่มอลล์และพื้นที่เช่าเพิ่มเป็นกว่า 1.13 ล้านตารางเมตร และขยายพื้นที่เช่ารวมขึ้นอีก 13% เพื่อรองรับผู้บริโภค 5 เจเนอเรชัน ตั้งแต่วัยเด็ก ผู้สูงวัย ไปจนถึงกลุ่ม expat และ digital nomad ที่ต้องการพื้นที่ใช้ชีวิตมากกว่าพื้นที่ขายของ.

ทิศทางนี้ยิ่งชัดเมื่อดูโครงการ Happitat ที่สร้างมาตรฐานใหม่ด้าน Destination Experience ด้วยจอดิจิทัลภายในอาคารขนาด 385 ตารางเมตร ซึ่งเป็นจอที่ใหญ่และมีความละเอียดสูงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมความละเอียดระดับ P1.8 ที่ใช้เทคโนโลยี LED และการประมวลผลแบบ Real-time เพื่อสร้างประสบการณ์ Immersive Storytelling แบบโต้ตอบได้กับผู้ชม. คำกล่าวของผู้บริหารโครงการที่ว่า “เทคโนโลยีจะมีคุณค่าก็ต่อเมื่อสามารถเชื่อมโยงผู้คนเข้ากับธรรมชาติ จุดประกายจินตนาการ และสร้างความเชื่อมโยงระหว่างผู้คนได้” สะท้อนชัดว่าศูนย์การค้าไทยกำลังเน้น “ความรู้สึก” ไม่ใช่แค่ “ยอดบิล”.

ศึกศูนย์การค้าไทย เมื่อค้าปลีกแปลงร่างเป็นฮับลักชัวรี่และความบันเทิง

บิ๊กซี: รีโนเวทครั้งใหญ่ เปลี่ยนไฮเปอร์มาร์เก็ตเป็นพื้นที่แฮงเอาต์

บิ๊กซีเลือกทางยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนไม่แพ้คู่แข่ง ด้วยการประกาศทุ่มงบลงทุน 5,000 ล้านบาทในปี 2567 เพื่อรีโนเวทสาขา 18 แห่ง พร้อมใช้งบ 1,700 ล้านบาทปรับโฉมใหม่ และเปิดสาขาเพิ่มอีก 1 แห่งภายในปีเดียวกัน. นอกจากนี้ ยังมีแผนเปิดไฮเปอร์มาร์เก็ตเพิ่ม 3 สาขาภายในสิ้นปี 2568 และเดินหน้าขยายบิ๊กซีมินิอย่างต่อเนื่อง.

สิ่งที่น่าสนใจคือบิ๊กซีประกาศชัดว่ารูปแบบใหม่ของสาขาไม่ได้เน้นให้ลูกค้ามา “เดินซื้อของอย่างเดียว” แต่ต้องเป็นพื้นที่แฮงเอาต์ พักผ่อน และทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้. การใช้ Big Data วิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าจึงไม่ใช่เพียงเพื่อจัดเลย์เอาต์สินค้า แต่เพื่อออกแบบประสบการณ์ช้อปปิ้งที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์อย่างละเอียด เช่น โซนนั่งเล่น คาเฟ่ หรือพื้นที่อีเวนต์ในศูนย์การค้าไทยของบิ๊กซีเอง หากมองในมุมการแข่งขัน การขยายสาขาค้าปลีกแบบเดิมอาจไม่พออีกต่อไป ต้องเพิ่ม “เหตุผลให้มาใช้เวลา” ไม่ใช่แค่ “เหตุผลให้มาซื้อ”.

ศึกศูนย์การค้าไทย เมื่อค้าปลีกแปลงร่างเป็นฮับลักชัวรี่และความบันเทิง

Central Phuket: เมื่อเมกะมิกซ์ยูสกลายเป็นสนามของธุรกิจลักชัวรี่

ในขณะที่รายอื่นมุ่งยกระดับศูนย์การค้าในวงกว้าง ซีพีเอ็นกลับเลือกปั้น Central Phuket ให้เป็นหัวหอกธุรกิจลักชัวรี่เต็มรูปแบบ ผ่านการลงทุนเพิ่ม 7,000 ล้านบาท เพื่อขยายโครงการเมกะมิกซ์ยูสแห่งนี้ไปสู่มูลค่ารวม 26,000 ล้านบาท ครอบคลุมพื้นที่ 110 ไร่ และมีพื้นที่ใช้สอยรวม 500,000 ตารางเมตร. แผนลงทุนในช่วงปี 2026–2028 จะเพิ่มพื้นที่โครงการอีก 40% และเน้นหนักไปที่โซนไลฟ์สไตล์ระดับบนและความบันเทิงเชิงประสบการณ์.

ส่วนขยายของ Central Phuket Floresta มีเป้าหมายชัดเจนคือดึงกลุ่มผู้มั่งคั่งระดับโลก ด้วยการเพิ่มพื้นที่โซนความหรูหราอีกประมาณ 10,000 ตารางเมตร และปูพรมแบรนด์เนมระดับโลกอย่าง Balenciaga, Bottega Veneta, Bvlgari, Burberry, Dior, Omega และ Tiffany & Co.. ที่สำคัญคือการผลักดันแฟล็กชิปสโตร์ของแบรนด์ดัง เช่น Louis Vuitton และ Prada ให้มีพื้นที่ใหญ่ขึ้นและคอนเซปต์เฉพาะทาง เพื่อสร้างภาพศูนย์การค้าไทยที่สามารถยืนเคียงเมืองใหญ่ระดับโลกในฐานะฮับของธุรกิจลักชัวรี่และความบันเทิง ไม่ใช่แค่จุดแวะเที่ยวระหว่างทาง.

ศึกศูนย์การค้าไทย เมื่อค้าปลีกแปลงร่างเป็นฮับลักชัวรี่และความบันเทิง

ศูนย์การค้าไทยกำลังจะเป็นอย่างไรต่อไป?

หากมองภาพรวม เราจะเห็น “สูตรใหม่” ของศูนย์การค้าไทยที่กำลังเป็นมาตรฐานร่วม: ผสมค้าปลีกพื้นฐานกับธุรกิจลักชัวรี่ เพิ่มชั้นของประสบการณ์ช้อปปิ้งผ่านเทคโนโลยี LED และ Immersive Experience และออกแบบพื้นที่ให้รองรับการใช้ชีวิตทั้งวันมากกว่าการแวะซื้อของไม่กี่นาที. ไม่ว่าจะเป็น Happy & Healthy Mall ของ CP Extra ที่กำลังทยอยพัฒนา 10 โครงการในปี 2569 และอีก 50 โครงการในปี 2570 โครงการรีโนเวทและขยายสาขาของบิ๊กซีจนถึงสิ้นปี 2568 หรือการลงทุนขยาย Central Phuket ในกรอบ 3 ปี 2026–2028 ล้วนสะท้อนว่าเกมใหม่ไม่ใช่ “ใครถูกกว่า” แต่คือ “ใครสร้างเหตุผลให้คนมาห้างได้มากกว่า”.

ผลกระทบต่อผู้บริโภคคือเราจะได้เห็นศูนย์การค้ามีบทบาทเป็นทั้งสวนสนุกดิจิทัล สตูดิโอคอนเทนต์ พื้นที่ทำงาน และฮับของการพบปะสังสรรค์ในที่เดียว รองรับคนหลายวัยและหลายสัญชาติในเวลาเดียวกัน. แต่ในอีกด้าน นี่อาจหมายถึงความเหลื่อมล้ำของประสบการณ์ระหว่างเมืองใหญ่กับเมืองเล็กที่กำลังจะกว้างขึ้น ถ้าการขยายสาขาค้าปลีกเน้นเฉพาะทำเลที่กำลังซื้อสูง เมื่อการแข่งขันเดินหน้าไปไกลถึงระดับเทคโนโลยีและแบรนด์หรู ผู้เล่นรายเล็กในภูมิภาคอาจต้องปรับตัวอย่างหนัก. ท้ายที่สุด ผู้ชนะตัวจริงอาจไม่ใช่ห้างที่ใหญ่ที่สุด แต่คือศูนย์การค้าที่เข้าใจ “เวลา” และ “ความทรงจำ” ของผู้คนมากที่สุด.

ศึกศูนย์การค้าไทย เมื่อค้าปลีกแปลงร่างเป็นฮับลักชัวรี่และความบันเทิง

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม บทความนี้สร้างขึ้นด้วย AI จากแหล่งข้อมูลที่เผยแพร่และข้อมูลสินค้า

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!