จากศูนย์การค้าสู่ Happy Healthy Mall และแลนด์มาร์กไลฟ์สไตล์ใหม่
คลื่นการปรับโฉมศูนย์การค้า คือแนวโน้มที่ธุรกิจค้าปลีกเปลี่ยนพื้นที่จาก “สถานที่ซื้อของ” ไปเป็น “พื้นที่ใช้ชีวิต” ที่รวมสุขภาพ ความบันเทิง และประสบการณ์ดิจิทัลเข้าด้วยกัน เพื่อดึงดูดผู้บริโภคหลากหลายวัยที่ต้องการทั้งการจับจ่าย พักผ่อน ทำงาน และเข้าสังคมในที่เดียวอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวัน.
หัวใจของการปรับโฉมศูนย์การค้าในช่วงนี้คือการขยับจากโมเดลขายสินค้าไปสู่โมเดลขายประสบการณ์ ไลฟ์สไตล์ศูนย์การค้า กลายเป็นเวทีแข่งขันใหม่ที่ใครสร้าง “เหตุผลให้คนอยากมาใช้เวลา” ได้มากกว่า คือผู้ชนะในระยะยาว การ ปรับโฉมศูนย์การค้า จึงไม่ใช่แค่เรื่องสถาปัตยกรรมหรือตกแต่งภายใน แต่คือการออกแบบบทบาทใหม่ของมอลล์ในชีวิตประจำวันของผู้คน ตั้งแต่สายสุขภาพ สายครอบครัว ไปจนถึงกลุ่มดิจิทัลโนแมดและคนทำงานอิสระ

CP Extra กับยุทธศาสตร์ Happy Healthy Mall และ Happitat Immersive
CP Extra เปิดเกมใหญ่ด้วยการประกาศปรับยุทธศาสตร์ “แม็คโคร–โลตัส” ครั้งสำคัญ ปรับโฉมศูนย์การค้า 60 โครงการใน 29 จังหวัด ระหว่างปี 2569–2570 สู่คอนเซ็ปต์ Happy & Healthy Mall พร้อมขยายพื้นที่มอลล์และพื้นที่เช่ารวมกว่า 1.13 ล้านตารางเมตร และเพิ่มขึ้น 13% จากปัจจุบัน นี่คือการ ลงทุนรีโนเวท ที่มองศูนย์การค้าเป็นพื้นที่ใช้ชีวิตของคน 5 เจเนอเรชันตั้งแต่เด็กถึงผู้สูงวัย รวมถึงกลุ่ม expat และ digital nomad ไม่ใช่แค่พื้นที่ขายสินค้าอีกต่อไป.
การออกแบบ Happy Healthy Mall เน้นแนวคิด Happiness-led ผ่าน 4 เสาหลักและ 11 องค์ประกอบ ตั้งแต่การเป็นศูนย์รวมด้านอาหาร (Food Destination) ไปจนถึงการสร้างพื้นที่สุขภาพและกิจกรรมสำหรับชุมชน แนวคิดนี้ถูกต่อยอดสู่ Happitat ซึ่งติดตั้งจอดิจิทัลในอาคารขนาด 385 ตารางเมตร ความละเอียดระดับ P1.8 ที่ใหญ่และละเอียดที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อสร้าง Immersive Storytelling และ Destination Experience แบบใหม่ “เปิดตัวจอดิจิทัลภายในอาคารที่ใหญ่และความละเอียดจอสูงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขนาด 385 ตารางเมตร” นี่คือการยกระดับมอลล์สู่แลนด์มาร์ก Immersive ที่ไม่ได้ขายของ แต่ขายความทรงจำและความประทับใจ.

Big C และการรีดีไซน์มอลล์ให้เป็นพื้นที่แฮงเอาต์ของคนยุคใหม่
ฝั่ง Big C เลือกเดินเกม ปรับโฉมศูนย์การค้า ด้วยงบลงทุน 5,000 ล้านบาท รีโนเวท 18 สาขาทั่วประเทศให้เสร็จภายในสิ้นปี 2567 พร้อมเปิดเพิ่ม 1 สาขา และวางแผนเปิดอีก 3 สาขาในรูปแบบไฮเปอร์มาร์เก็ตภายในสิ้นปี 2568 ขณะเดียวกันยังเดินหน้าขยายบิ๊กซีมินิเพื่อตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ลูกค้าสมัยใหม่.
สาระสำคัญของการ ลงทุนรีโนเวท ครั้งนี้คือการรีดีไซน์สาขาให้เป็นพื้นที่แฮงเอาต์และพักผ่อน แทนที่จะเป็นห้างที่มีแต่ชั้นขายสินค้า Big C ใช้ Big Data วิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า เพื่อปรับสินค้าและบริการให้ตรงกับวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป ไลฟ์สไตล์ศูนย์การค้า จึงถูกตีความใหม่เป็น “ลานกิจกรรมของชุมชน” ที่รองรับตั้งแต่การมานั่งเล่น ทำกิจกรรม ไปจนถึงการเป็นพื้นที่จัดอีเวนต์ท้องถิ่น การตัดสินใจไม่ต่อสัญญาเช่าบางสาขาแล้วย้ายไปทำเลใหม่ที่มีศักยภาพกว่า ยังสะท้อนว่า Big C กำลังจัดพอร์ตสาขาให้สอดคล้องกับเมืองและกำลังซื้อที่ขยับตัว.

Central Phuket และศึกดึงเงินมหาเศรษฐีด้วยแบรนด์หรูและฮับบันเทิง
Central Pattana เลือกใช้กลยุทธ์ตรงข้ามกับไฮเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป ด้วยการยกระดับ Central Phuket ให้เป็นเมกะมิกซ์ยูสที่จับกลุ่มผู้มีความมั่งคั่งระดับโลก ทุ่มงบลงทุน 7,000 ล้านบาท เพื่อผลักดันมูลค่าโครงการรวมสู่ 26,000 ล้านบาท ครอบคลุมพื้นที่ 110 ไร่ และขยายพื้นที่ใช้สอยรวม 500,000 ตารางเมตร.
ส่วนต่อขยายจะเพิ่มพื้นที่ศูนย์การค้าอีก 40% ในช่วงปี 2026–2028 โดยเฉพาะ Central Phuket Floresta ที่เตรียมเปิดในไตรมาส 4 ปี 2026 ซึ่งจะขยายโซนความหรูหราอีกประมาณ 10,000 ตารางเมตร เพื่อเจาะกลุ่มมหาเศรษฐีและชาวต่างชาติที่พำนักในพื้นที่ แบรนด์หรูระดับโลกตั้งแต่ Balenciaga, Bottega Veneta ไปจนถึง Louis Vuitton และ Prada จะถูกนำมาวางรวมกันในที่เดียวพร้อมคอนเซ็ปต์สโตร์ขนาดใหญ่ ขณะเดียวกันก็เตรียมสร้างแลนด์มาร์กความบันเทิงและวัฒนธรรมใหม่บนพื้นที่ต่อขยาย 14 ไร่ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก.

HomePro และแนวคิด Total Home Solution: เมื่อบ้านกลายเป็นศูนย์กลางชีวิต
ในขณะที่มอลล์ค้าปลีกทั่วไปวิ่งแข่งกันสร้างประสบการณ์ความบันเทิง HomePro เลือกจับจุด “บ้าน” ในฐานะศูนย์กลางการใช้ชีวิต เดินหน้าลงทุนกว่า 40 ล้านบาท ปรับโฉมสาขาพระราม 3 ครั้งใหญ่ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ One Stop Shopping Store และยกระดับสู่แนวคิด Total Home Solution & Living Experience.
สาขาพระราม 3 หลัง ปรับโฉมศูนย์การค้า มีพื้นที่รวม 9,235 ตารางเมตร ปรับพื้นที่ขายเป็น 6,526 ตารางเมตร พร้อมโมเดลรูมที่ช่วยให้ลูกค้าเห็นภาพสไตล์การแต่งบ้านได้ชัดเจนขึ้น และเพิ่มโซนไลฟ์สไตล์ ร้านอาหาร และที่จอดรถเพื่อรองรับคนเมือง วัยทำงาน ครอบครัวยุคใหม่ และผู้สูงวัย แนวคิดนี้ย้ำว่าผู้บริโภคไม่ได้ต้องการแค่สินค้าแยกชิ้น แต่ต้องการโซลูชันครบวงจรตั้งแต่การเลือกสินค้า ติดตั้ง ไปจนถึงบริการหลังการขาย ทำให้ไลฟ์สไตล์ศูนย์การค้า เรื่องบ้านกลายเป็นประสบการณ์การอยู่อาศัยมากกว่าการ “เดินเลือกของใช้”.

สรุป: ใครจะชนะในยุคมอลล์คือสนามรบของเวลาและประสบการณ์
เมื่อดูภาพรวมของการ ปรับโฉมศูนย์การค้า ทั้งจาก CP Extra, Big C, Central Phuket และ HomePro จะเห็นชัดว่าศึกค้าปลีกไม่ได้แข่งกันที่ราคาสินค้า แต่แข่งกันที่ “เวลาผู้บริโภค” ใครทำให้คนอยากอยู่ในพื้นที่ของตัวเองได้นานขึ้น ใช้จ่ายหลากหลายขึ้น และกลับมาอีกบ่อยครั้ง คือผู้ชนะ.
แนวโน้ม Happy Healthy Mall, Total Home Solution และแลนด์มาร์ก Immersive อย่าง Happitat กำลังนิยาม ไลฟ์สไตล์ศูนย์การค้า รูปแบบใหม่ ที่ผสานสุขภาพ ความหรูหรา เทคโนโลยี และชุมชนเข้าด้วยกัน ผู้บริโภคได้ประสบการณ์ครบมิติ ทั้งช้อป กิน เที่ยว พักผ่อน ทำงาน และดูแลบ้าน ในขณะที่ผู้ประกอบการได้ฐานข้อมูลและรายได้จากหลายช่องทาง คำถามต่อไปไม่ใช่ว่ามอลล์ไหนใหญ่ที่สุด แต่คือมอลล์ไหน “มีความหมายที่สุด” ในชีวิตประจำวันของผู้คน.





