Cybercab คืออะไร และทำไมเส้นตาย NHTSA จึงสำคัญกว่าที่คิด
Cybercab คือรถแท็กซี่ไร้คนขับแบบเต็มรูปที่ถูกออกแบบให้ทำงานด้วยระบบขับขี่อัตโนมัติล้วนๆ ไม่มีพวงมาลัย แป้นเบรก หรือแป้นคันเร่งสำหรับคนขับ และควบคุมผ่านแอปและหน้าจอภายในรถเท่านั้น จึงเป็นยานยนต์ที่ท้าทายทั้งแนวคิดความปลอดภัยดั้งเดิมและกรอบการกำกับดูแลของรัฐอย่างเต็มรูป Cybercab ความปลอดภัยจึงไม่ได้เป็นแค่คำถามเชิงเทคนิค แต่กลายเป็นสนามทดลองว่ารัฐจะยอมให้รถไร้คนขับ NHTSA ผ่านด่านตรวจสอบอย่างไรในโลกที่คนไม่มีทางแทรกแซงการขับได้เลย
ประเด็นสำคัญของข่าวนี้คือ NHTSA สั่งให้ Tesla ชี้แจงกระบวนการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยของ Cybercab อย่างละเอียดภายในวันที่ 30 กันยายน หลังจากเริ่มปล่อยรถทดสอบให้บริการเชิงพาณิชย์ในเมืองออสติน รัฐเท็กซัส เมื่อวันที่ 3 กันยายนที่ผ่านมา เส้นตายนี้จึงเป็นเหมือนการตั้งคำถามตรงๆ ต่อแนวคิดระบบขับขี่อัตโนมัติที่ตัดมนุษย์ออกจากวงจรควบคุม ถ้า Tesla อธิบายไม่ได้ชัดว่ารถที่ไม่มีพวงมาลัยและแป้นเบรกจะปลอดภัยเทียบเท่าหรือดีกว่ารถทั่วไปได้อย่างไร มาตรฐานความปลอดภัยรถยนต์ของสหรัฐอาจเลือกขวางนวัตกรรมแทนที่จะเปิดทาง
ดีไซน์ไร้พวงมาลัยของ Cybercab ปะทะมาตรฐานความปลอดภัยรถยนต์
จุดที่ทำให้ Cybercab กลายเป็นตัวปัญหาด้านกฎหมายไม่ใช่แค่การเป็นรถไร้คนขับ แต่คือการตัดอุปกรณ์ควบคุมดั้งเดิมออกทั้งหมด ทั้งพวงมาลัย แป้นเบรก แป้นคันเร่ง และกระจกมองหลัง ซึ่งยังถูกระบุอยู่ในมาตรฐานความปลอดภัยรถยนต์ของรัฐบาลกลางที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน นี่คือการประกาศอย่างไม่เป็นทางการของ Tesla ว่าโลกยานยนต์ยุคใหม่ไม่ควรต้องมี “แผนสำรองของมนุษย์” อีกต่อไป และให้ระบบขับขี่อัตโนมัติรับผิดชอบทั้งหมด
ผลกระทบคือเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ต้องปรับตัวตาม Austin มีการฝึกตำรวจและดับเพลิงให้รู้วิธีเข้าถึงและกู้รถไร้พวงมาลัยในกรณีเกิดอุบัติเหตุหรือไฟไหม้ แต่แม้ผ่านการฝึกแล้ว เจ้าหน้าที่ดับเพลิงอย่าง Matthew McElearney ยังออกมาเรียกร้องมาตรฐานที่สูงกว่านี้ เพราะวันนี้ Cybercab ถูกควบคุมทุกอย่างผ่านแอปและหน้าจอภายในรถ หากหน้าจอแตกในไฟไหม้หรือระบบอิเล็กทรอนิกส์ล้มเหลว รถอาจเหลือทางขยับได้เพียงถูกยกด้วยเครน นี่คือข้อเท็จจริงที่ทำให้คำว่า Cybercab ความปลอดภัย ยังตอบได้ยากว่าพร้อมแล้วหรือยัง
ประสบการณ์ผู้โดยสาร: นวัตกรรมขับเองได้ แต่ยังไม่ตอบโจทย์คนใช้จริง
จากรายงานการทดสอบนั่ง Cybercab ในตัวเมืองออสติน ภาพที่เห็นคือรถสีทองสะดุดตาที่เผยตัวกลางลานจอดรถในช่วงเวลาเร่งด่วน ผู้โดยสารนั่งที่เบาะหน้าเหมือนตำแหน่งคนขับแต่กลับไม่สามารถควบคุมอะไรได้เลย ไม่มีพวงมาลัย แดชบอร์ด หรือคันเร่ง มีเพียงหน้าจอใหญ่สำหรับดูคอนเทนต์และสั่งงานบางส่วน เมื่อรถต้องถอยหรือหลบคันอื่น ผู้โดยสารทำได้แค่มองออกหน้าต่างและรอให้ระบบตัดสินใจเอง ความรู้สึกไม่มั่นใจจึงเป็นเรื่องเข้าใจได้ แม้ระบบจะสามารถถอยและแทรกตัวในพื้นที่แคบได้อย่างคล่องแคล่วก็ตาม
ในมุมคนใช้ทั่วไปข้อจำกัดยิ่งชัดใครอยากลองนั่งรถไร้พวงมาลัยต้องเตรียมเวลาและความยืดหยุ่นสูง เพราะช่วงทดสอบบริการเชิงพาณิชย์แสดงให้เห็นว่าระยะรอรถอาจแกว่งตั้งแต่ 40 ถึง 50 นาที และผ่านไปนานแล้วแอปยังคงแสดงเวลารอที่ยาวนาน เครือข่ายให้บริการก็ถูกจำกัดอยู่แค่ใจกลางเมือง เส้นทางที่ต้องออกทางด่วนเช่นไปสนามบินทำไม่ได้เลย นั่นหมายความว่าในทางปฏิบัติ ระบบขับขี่อัตโนมัติแบบเต็มรูปนี้ยังห่างไกลจากการแทนที่แท็กซี่หรือบริการเรียกรถสำหรับผู้โดยสารที่มีสัมภาระมากหรือการเคลื่อนไหวจำกัด ซึ่งต้องการจุดรับส่งที่แม่นยำและรวดเร็ว
ทำไม NHTSA ต้องกดดันตอนนี้ และเกมต่อไปของรถไร้คนขับ
ความตึงเครียดระหว่างนวัตกรรมกับกฎหมายไม่ได้เกิดขึ้นฉับพลัน Elon Musk พูดถึงแผนสร้างเครือข่ายรถแท็กซี่ไร้คนขับมาตั้งแต่ราวปี 2016 และล่าสุดรถ Cybercab ที่ไม่มีพวงมาลัยก็เปิดให้จองใช้งานในเขตดาวน์ทาวน์ของออสติน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เขาใช้ชีวิตอยู่บ่อยครั้ง เมื่อตัวรถเริ่มออกสู่ถนนในฐานะบริการเชิงพาณิชย์จริง รัฐย่อมหลีกเลี่ยงไม่พ้นที่จะต้องถามให้ชัดว่ากระบวนการรับรอง Cybercab ความปลอดภัยที่ Tesla ทำด้วยตนเองนั้นมีน้ำหนักพอหรือไม่ นี่คือที่มาของคำสั่งให้ชี้แจงภายในวันที่ 30 กันยายน
สำหรับคนทั่วไป เส้นตายนี้ไม่มีผลแค่กับออสติน แต่จะสะท้อนท่าทีของรัฐบาลกลางต่อรถไร้คนขับ NHTSA ในภาพใหญ่ ถ้าหน่วยงานยอมรับข้ออธิบายของ Tesla ก็เท่ากับเปิดทางให้ดีไซน์ที่ไม่มีระบบสำรองสำหรับมนุษย์แพร่หลายไปเมืองอื่น และอาจผลักให้มาตรฐานความปลอดภัยรถยนต์ต้องปรับโครงใหม่อย่างเร่งด่วน ในทางกลับกัน หากคำตอบไม่ผ่าน การขยายเครือข่ายและเส้นทางที่ผู้ให้บริการหวังว่าจะเพิ่มขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าก็อาจถูกพับหรือเลื่อนออกไปอีกไกล คำถามจริงจังที่สังคมควรถามคือ เราพร้อมหรือยังที่จะฝากชีวิตบนถนนให้ระบบอัตโนมัติแบบไม่มีปุ่มหยุดฉุกเฉินในมือมนุษย์






