ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกัน

ดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกันดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

AI จะเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจใน 3–5 ปี แต่ SMEs ยังไม่พร้อม

AI จะเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจใน 3–5 ปี แต่ SMEs ยังไม่พร้อม
ความสนใจ|วิเคราะห์ข้อมูลด้วย AI

AI เศรษฐกิจไทยกำลังพลิกโครงสร้าง แต่ SMEs ยังใช้แบบค้นหาข้อมูล

AI เศรษฐกิจไทย หมายถึงการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ในทุกขั้นของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ตั้งแต่การผลิต การบริการ การตลาด การตัดสินใจเชิงธุรกิจ ไปจนถึงการออกแบบโมเดลธุรกิจใหม่ เพื่อเพิ่มผลิตภาพ ลดต้นทุน ยกระดับการแข่งขั้นธุรกิจ และสร้างรายได้รูปแบบใหม่ทั้งในระดับองค์กรและระดับมหภาคของระบบเศรษฐกิจ

สัญญาณชัดว่า AI ไม่ใช่เทรนด์ไอที แต่คือแรงสั่นสะเทือนโครงสร้างเศรษฐกิจในอีก 3–5 ปีข้างหน้า ผู้บริหารภาคอุตสาหกรรมส่วนใหญ่คาดว่า AI จะมีบทบาทต่อการดำเนินธุรกิจในระดับมากถึงมากที่สุด ขณะเดียวกันประเทศกำลังลงทุนสร้างดาต้าเซนเตอร์เพื่อรองรับอุตสาหกรรม AI แต่การมีโครงสร้างพื้นฐานอย่างเดียวไม่เพียงพอ ปัญหาคือ SMEs ส่วนมากยังใช้ AI เหมือนเครื่องมือค้นหา แทบไม่ต่างจากการใช้แทน Google Search เป็นการใช้งานระดับพื้นฐาน ไม่ได้ใช้เพื่อเปลี่ยนวิธีทำงานหรือพลิกโมเดลธุรกิจอย่างแท้จริง หากยังติดอยู่ในโหมด “แค่ถามตอบข้อมูล” AI ก็จะเป็นเพียงของเล่น ไม่ใช่เครื่องยนต์เศรษฐกิจ

AI ลดต้นทุนระเบิด และเปิดเกมการแข่งขันธุรกิจใหม่ให้รายเล็ก

ด้านสว่างของ AI คือการทำให้การแข่งขันธุรกิจเปิดกว้างกว่าที่เคย ผู้บริหารอุตสาหกรรมส่วนใหญ่เห็นว่า AI ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน เวลา และขั้นตอนการทำงาน รวมทั้งทำให้การวิเคราะห์และตัดสินใจรวดเร็วแม่นยำขึ้น และเพิ่มคุณภาพสินค้าและบริการ พร้อมกันนั้นต้นทุนเทคโนโลยี AI ลดลงถึง 280 เท่าเมื่อเทียบกับช่วงโมเดลรุ่นแรกเข้าสู่ตลาด และความสามารถของโมเดลเพิ่มขึ้นเท่าตัวทุก 4 เดือน หมายความว่าเครื่องมือระดับองค์กรข้ามชาติในอดีต วันนี้อยู่ในมือธุรกิจเล็กแล้ว

ผลกระทบต่อการแข่งขันธุรกิจชัดเจน พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป โดย 63% ของกระบวนการก่อนตัดสินใจซื้อมี AI เข้ามาเกี่ยวข้อง การค้นหาที่พัก ร้านอาหาร หรือบริการต่างๆ ผ่าน AI ทำให้ผู้บริโภคพบผู้ประกอบการรายเล็กที่ไม่เคยถูกมองเห็นบนหน้าแรกของเสิร์ชทั่วไปมาก่อน การเข้าถึงลูกค้าจึงไม่ขึ้นกับงบโฆษณาใหญ่ แต่ขึ้นกับว่าระบบ AI เข้าถึงข้อมูลสินค้าและบริการได้ดีแค่ไหน และเนื้อหาที่ส่งไปตรงกับความต้องการผู้บริโภคเพียงใด ถ้า SMEs จัดการข้อมูลได้ฉลาด การแข่งขันกับรายใหญ่ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน

สามคอขวดสำคัญ: ทักษะแรงงาน AI ข้อมูล และเงินทุนของ SMEs

แม้โอกาสเปิดกว้าง แต่ SMEs กำลังติดอยู่ในสามคอขวดที่เสี่ยงทำให้ AI กลายเป็นคลื่นท่วมมากกว่าคลื่นหนุน หนึ่งคือทักษะแรงงาน AI จากผลสำรวจ ผู้ตอบแบบสอบถาม 76.5% ระบุว่าบุคลากรและทักษะ AI เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการนำ AI มาใช้หรือขยายการใช้งาน ผู้นำอุตสาหกรรมเตือนชัดว่า AI จะเปลี่ยนทักษะที่องค์กรต้องการ และลดความต้องการแรงงานในบางกระบวนการ จึงต้องเร่งพัฒนาคนให้ทำงานร่วมกับเทคโนโลยีได้ ไม่เช่นนั้นปัญหาไม่ได้อยู่ที่งานหาย แต่คนไม่มีทักษะพอจะย้ายไปทำงานใหม่

คอขวดที่สองคือการเข้าถึงข้อมูลและระบบดิจิทัล แม้ AI จะช่วยให้รายเล็กแข่งขันได้มากขึ้น แต่ทั้งหมดตั้งอยู่บนความสามารถในการทำให้ระบบ AI เข้าถึงข้อมูลสินค้าและบริการ และนำเสนอข้อมูลตรงกับความต้องการผู้บริโภค ถ้า SMEs ยังเก็บข้อมูลแบบกระดาษหรือไฟล์กระจัดกระจาย AI ก็ไร้พลัง คอขวดที่สามคือข้อจำกัดด้านงบประมาณและความคุ้มค่าการลงทุนที่ยังไม่ชัดเจน หลายกิจการลังเล เพราะไม่รู้ว่าจะเริ่มอย่างไร ลงทุนเท่าไรจึงจะไม่เสียเปล่า ผลคือปล่อยให้คลื่น AI ผ่านไป แล้วรอวันรู้ตัวอีกทีเมื่อคู่แข่งใช้มันสร้างเกมธุรกิจใหม่ไปแล้ว

จากผู้ใช้เครื่องมือสู่ผู้สร้างเกม: ทางรอดของ SME และเทคโนโลยี

หากไม่อยากเป็นเพียงผู้ใช้เครื่องมือ เทรนด์สำคัญคือการขยับจาก “ใช้ AI แทนคนทำงานเอกสาร” ไปสู่ “ออกแบบธุรกิจบนฐาน AI” แนวทางที่ผู้เชี่ยวชาญเสนอแบ่งเป็นสามระดับ เริ่มจาก USE AI เพื่อทำงานมากขึ้นด้วยทีมเดิม เช่นผู้ประกอบการรายเดียวที่ใช้ AI ช่วยงานการเงิน คอนเทนต์ การตลาด และบริการลูกค้า ถัดมา OPERATE WITH AI คือการออกแบบกระบวนการทำงานใหม่ให้ AI เป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจ เช่นกรณีบริษัท Logistics ที่เปลี่ยนเป็น LogTech ด้วยการใช้ AI และโรบอตในระบบคลังสินค้า การวางแผนเส้นทาง และการคาดการณ์ซัพพลายเชน

ระดับสูงสุดคือ BUILD AI-NATIVE BUSINESS สร้างธุรกิจใหม่ที่มี AI เป็นแกนกลางตั้งแต่ต้น เช่นแพลตฟอร์มที่ใช้ AI Agents ช่วยผู้ประกอบการทำตั้งแต่การวิจัยตลาด พัฒนาสินค้า ทดสอบ เปิดตัว ไปจนถึงหาลูกค้า ความได้เปรียบของ SME และสตาร์ตอัปคือความคล่องตัว สามารถทดลองและปรับเปลี่ยนเร็วกว่าองค์กรใหญ่ แต่สิ่งที่ขาดคือระบบข้อมูลที่พร้อมใช้ AI การย้ายข้อมูลขึ้นคลาวด์ การจัดเก็บให้เชื่อมโยงกัน และการกำหนดงานที่ให้ AI เข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพในด้านการเงิน เนื้อหา การตลาด และการดูแลลูกค้า ใครจัดบ้านข้อมูลได้ก่อน คนนั้นมีสิทธิ์สร้างเกมใหม่

บทบาทรัฐและองค์กรใหญ่: เติมคน ข้อมูล เงินทุน ปลดล็อก AI ให้ SMEs

ถ้าเรายอมรับว่า AI คือเครื่องมือสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม การปล่อยให้ SMEs แก้ปัญหาลำพังคือการยอมให้โครงสร้างเศรษฐกิจแตกตัวเป็นสองระดับอย่างถาวร ฝั่งหนึ่งคือธุรกิจที่มีคน ข้อมูล และเงินทุนพร้อมใช้ AI อีกฝั่งคือรายเล็กที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง แนวทางที่ผู้นำภาคอุตสาหกรรมเสนอไปยังภาครัฐชัดเจน ต้องเร่งพัฒนาทักษะบุคลากร สนับสนุนผู้เชี่ยวชาญด้าน AI ให้คำปรึกษา จัดหาแพลตฟอร์มและโซลูชัน AI ที่พร้อมใช้งานสำหรับ SMEs รวมทั้งสร้างพื้นที่ทดลองใช้ AI ก่อนลงทุนจริง

ด้านองค์กรใหญ่ เทคโนโลยีไม่ควรถูกใช้เป็นกำแพง แต่เป็นสะพาน ตัวอย่างเช่นการพัฒนาแพลตฟอร์ม AI Hub ที่รวมโมเดลหลายประเภทไว้ในระบบเดียว เพื่อลดความซับซ้อนในการเลือกเทคโนโลยีและลดความเสี่ยงจากข้อมูลผิดพลาดของ AI นอกจากนี้ยังมีความร่วมมือกับพันธมิตรเพื่อพัฒนาทักษะ AI ให้กับนักเรียนและผู้ประกอบการ โดยตั้งเป้าเข้าถึงประชาชนหลายล้านคน และสนับสนุนการเริ่มต้นธุรกิจของ SMEs จำนวนมาก ศักยภาพทางเศรษฐกิจจาก AI ที่ประเมินไว้ไม่น้อยกว่า 2.6 ล้านล้านบาทภายในปี 2030 จะมีความหมายก็ต่อเมื่อธุรกิจทุกขนาด โดยเฉพาะ SMEs สามารถเข้าถึงและใช้ AI เพื่อสร้างผลลัพธ์ได้จริง ไม่ใช่แค่มีโครงสร้างพื้นฐานแต่คนกับธุรกิจไม่ได้ใช้ประโยชน์

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!