LEPAS เปิดเกมสองขุมพลัง นิยามใหม่ของการรุกตลาดรถไฟฟ้าระดับกลาง
LEPAS L8 PHEV และ LEPAS L6 SIVP คือกลยุทธ์สองรุ่นใหม่ของแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้า LEPAS ที่วางตำแหน่งเพื่อเสริมไลน์อัพทั้งฝั่งรถไฮบริดปลั๊กอินและรถยนต์ไฟฟ้า LEPAS ในกลุ่มระดับกลาง เน้นเทคโนโลยีอัจฉริยะและความคุ้มค่าของการเป็นเจ้าของ เพื่อสร้างฐานลูกค้ากว้างขึ้นและยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนผ่านจากเครื่องยนต์สันดาปสู่ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ
LEPAS ประกาศเดินหน้ารุกตลาดในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 ด้วยการเปิดตัว LEPAS L8 และ LEPAS L6 SIVP อย่างเป็นทางการในงาน Big Motor Sale ซึ่งจัดขึ้นช่วงปลายเดือนสิงหาคมที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา แกนหลักของแผนคือการขยายผลิตภัณฑ์เครือข่ายดีลเลอร์และการเตรียมฐานการผลิตภายในประเทศเพื่อต่อยอดระยะยาว การเลือกเปิดตัวสองรุ่นในช่วงเวลาเดียวกันจึงไม่ใช่การเพิ่มรุ่นแบบกระจายแรง แต่คือการประกาศว่าต่อไป LEPAS จะมีทั้งสายรถไฮบริดปลั๊กอินและสาย EV ที่เดินคู่กันอย่างจริงจัง

LEPAS L8 PHEV ขุมพลังไฮบริดปลั๊กอินคันแรกของค่าย หมายตาลูกค้าสายขับไกล
LEPAS L8 PHEV เป็นรถไฮบริดปลั๊กอินรุ่นแรกของแบรนด์ LEPAS ที่ถูกเตรียมนำมาจำหน่ายปลายปีนี้และคาดว่าจะเปิดตัวทันงาน Motor Expo ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการเติมเต็มช่องว่างระหว่างรถ BEV กับเครื่องยนต์สันดาป ตัวรถมีพื้นฐานมาจาก Chery Tiggo 8 เจเนอเรชันที่สองแต่ปรับหน้าตาให้เข้ากับเอกลักษณ์ดีไซน์ของ LEPAS ทั้งภายนอกและภายใน
จุดยืนของ LEPAS L8 PHEV คือรถครอสโอเวอร์ขนาดกลางที่เน้นความอเนกประสงค์ ตัวถังยาว 4,688 มิลลิเมตร กว้าง 1,871 มิลลิเมตร สูง 1,686 มิลลิเมตร และฐานล้อยาว 2,800 มิลลิเมตร พร้อมถังน้ำมันความจุ 60 ลิตร ด้านขุมพลังใช้เครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 1.5 ลิตรจับคู่แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน LFP ความจุ 18.4 kWh และมอเตอร์ไฟฟ้าที่ให้กำลังรวมสูงสุดถึง 501 แรงม้าในรุ่นขับเคลื่อนสี่ล้อ พร้อมระยะทางวิ่งโหมดไฟฟ้าล้วนมากกว่า 100 กิโลเมตรตามมาตรฐานทดสอบที่ระบุ นี่คือรถที่ถูกออกแบบมาเพื่อลูกค้าที่อยากใช้ไฟฟ้าในชีวิตประจำวันแต่ยังต้องการความมั่นใจเรื่องการเดินทางไกล

LEPAS L6 SIVP ยกระดับ L6 EV ด้วยระบบจอดอัจฉริยะ Super Intelligent Valet Parking
ฝั่งรถยนต์ไฟฟ้า LEPAS เลือกเสริมทัพด้วย LEPAS L6 SIVP ซึ่งเป็นรุ่นย่อยใหม่ของ L6 ที่มีอยู่เดิมและเคยได้รับการตอบรับจากตลาดมาก่อน จุดขายหลักอยู่ที่ระบบ SIVP หรือ Super Intelligent Valet Parking ที่ผสานการทำงานของระบบช่วยจอดอัตโนมัติ APA และ Remote Parking Assist เข้าด้วยกัน เพื่อช่วยให้การจอดในสถานการณ์แคบหรือการเคลื่อนรถระยะสั้นกลายเป็นเรื่องง่าย
LEPAS L6 SIVP ยังมาพร้อมชุดระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง ADAS เพื่อเพิ่มความมั่นใจในการเดินทางทั้งในเมืองและนอกเมือง การเพิ่มรุ่น SIVP เข้ามาในไลน์ L6 EV แสดงถึงไอเดียว่ารถไฟฟ้าของ LEPAS ไม่ได้แข่งกันแค่ระยะทางวิ่งหรือราคา แต่ต้องขายประสบการณ์การใช้งานที่อำนวยความสะดวกในชีวิตจริง โดยเฉพาะกลุ่มผู้ใช้ที่ต้องรับมือกับการจราจรหนาแน่นและพื้นที่จอดจำกัดเป็นประจำ ซึ่ง LEPAS เลือกจะตอบโจทย์ด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะมากกว่าการไล่ตัวเลขสเปกเพียงอย่างเดียว

จาก CBU สู่ฐานผลิตในประเทศ ขยายดีลเลอร์ 50 แห่ง วางหมากยาวให้แบรนด์
เบื้องหลังการเปิดตัว LEPAS L8 PHEV และ LEPAS L6 SIVP คือแผนขยายธุรกิจที่ชัดเจน LEPAS เริ่มจากการนำเข้ารถสำเร็จรูปแบบ CBU ก่อนจะเดินหน้าสู่การตั้งฐานการผลิตแบบ CKD ภายในประเทศ เพื่อสร้างความแข็งแรงระยะยาวให้กับแบรนด์และรองรับจำนวนรถที่เพิ่มขึ้น โรงงานที่จังหวัดระยองถูกเตรียมไว้เป็นฐานผลิตหลักในอนาคต พร้อมโปรแกรมบริการหลังการขายภายใต้ชื่อ LEPAS Care เพื่อสร้างความมั่นใจในระยะยาวให้เจ้าของรถ
ในมุมเครือข่ายจำหน่าย LEPAS ตั้งเป้าชัดเจนว่าจะมีผู้แทนจำหน่ายครบ 50 แห่งทั่วประเทศ โดยปัจจุบันมีแล้ว 39 ราย หรือคิดเป็น 78 ของเป้าหมาย คำประกาศนี้สะท้อนว่าบริษัทไม่ได้มอง LEPAS L8 PHEV และ LEPAS L6 SIVP เป็นแค่รุ่นเสริมภาพลักษณ์ แต่เป็นจิ๊กซอว์สำคัญในการสร้างระบบนิเวศของแบรนด์ ทั้งโชว์รูม ศูนย์บริการ อะไหล่ และบุคลากรที่ต้องพร้อมรองรับลูกค้าใหม่จำนวนมาก การขยายเครือข่ายให้ทันกับการเปิดตัวรุ่นใหม่จึงเป็นการบ้านที่ LEPAS ต้องทำให้สำเร็จควบคู่กันไป

กลยุทธ์สองรุ่นของ LEPAS คือการเดิมพันเพื่อที่ยืนในตลาด ไม่ใช่แค่เพิ่มทางเลือก
เมื่อมองภาพรวม LEPAS L8 PHEV และ LEPAS L6 SIVP ไม่ใช่การเปิดรุ่นใหม่แบบกระจายความสนใจ แต่เป็นการเดิมพันเชิงกลยุทธ์ระหว่างสองเส้นทางเทคโนโลยี รถไฮบริดปลั๊กอินอย่าง L8 PHEV ใช้ดึงดูดผู้ใช้ที่ยังผูกกับเครื่องยนต์เบนซินแต่เริ่มสนใจโลกไฟฟ้า ขณะที่ L6 SIVP เสริมภาพลักษณ์รถยนต์ไฟฟ้า LEPAS ว่าเน้นเทคโนโลยีช่วยขับและระบบจอดอัจฉริยะเป็นหัวใจสำคัญ
แผนการขยายดีลเลอร์ให้ครบ 50 แห่งและการเตรียมฐานผลิตในประเทศคือเงื่อนไขขั้นต่ำที่ต้องทำ หาก LEPAS อยากจะกลายเป็นตัวจริงในกลุ่มรถระดับกลาง ไม่ใช่แค่แบรนด์ทางเลือกสำหรับคนบางกลุ่ม กลยุทธ์สองรุ่นนี้จึงเป็นเหมือนบททดสอบ ว่าบริษัทจะผสานรถไฮบริดปลั๊กอินและ EV ให้เดินคู่กันได้อย่างสมดุลเพียงใด หากทำได้สำเร็จ LEPAS มีโอกาสกลายเป็นแบรนด์ที่ถูกพูดถึงในตลาดรถไฟฟ้ารอบใหม่มากกว่าที่หลายคนคาดไว้




