โอ๊คแลนด์เป็นจุดสตาร์ตใหม่ของการลงทุนนิวซีแลนด์ไทย ไม่ใช่จุดหมายปลายทาง
การลงทุนนิวซีแลนด์ไทยในบริบทใหม่ หมายถึงความร่วมมือเชิงรุกระหว่างภาครัฐและเอกชนของทั้งสองฝ่าย เพื่อแลกเปลี่ยนทุน เทคโนโลยี และองค์ความรู้ด้านพลังงานสะอาด เกษตรอัจฉริยะ และโลจิสติกส์ เป้าหมายคือยกระดับฐานการผลิตและเครือข่ายกระจายสินค้าให้เชื่อมต่อกันในระดับภูมิภาค สร้างโอกาสเติบโตระยะยาว ไม่ใช่แค่ดีลระยะสั้นเพื่อการค้าแบบเดิม
หัวใจของความเคลื่อนไหวครั้งนี้อยู่ที่การที่รองนายกรัฐมนตรี เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ นำคณะนักธุรกิจไทย 9 บริษัท เข้าร่วมหารือในงาน Business Meeting ที่นครโอ๊คแลนด์ ร่วมกับ Hon Todd McClay รัฐมนตรีการค้านิวซีแลนด์ และผู้บริหาร Invest New Zealand เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม โดยมีผู้แทนธุรกิจและภาครัฐรวมราว 50 คน แบ่งเป็นฝ่ายไทย 20 คน และฝ่ายนิวซีแลนด์ 30 คน การจับมือในระดับผู้นำเช่นนี้แสดงชัดว่าเป้าหมายไม่ใช่แค่เพิ่มยอดส่งออก แต่คือการออกแบบโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ผ่านการลงทุนเชิงกลยุทธ์

จากห้องประชุมสู่โครงการจริง สามเสาหลัก พลังงานสะอาด เกษตรอัจฉริยะ และโลจิสติกส์
ข้อได้เปรียบของการลงทุนนิวซีแลนด์ไทยรอบนี้คือทั้งสองฝ่ายมีโจทย์เดียวกัน คือวิกฤตพลังงานและความจำเป็นต้องยกระดับภาคเกษตร ทำให้สามสาขาหลักถูกเลือกอย่างมีเหตุผล หนึ่ง พลังงานสะอาด ทั้งสองประเทศเผชิญต้นทุนพลังงานฟอสซิลสูงจึงต้องเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียน รัฐมนตรีด้านการลงทุนของนิวซีแลนด์ย้ำว่าทั้งสองฝ่ายต่างตั้งเป้าหมายพลังงานสะอาดในระดับร้อยละ 50 สอดคล้องกัน เปิดช่องให้ทุนไทยอย่างบี.กริม และ ปตท จับคู่ทำโครงการพลังงานหมุนเวียนและโครงการพลังงานสะอาดร่วมกันในรูปแบบเป็นรูปธรรม
สอง เกษตรอัจฉริยะ นิวซีแลนด์มีจุดแข็งด้านเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวและวิทยาศาสตร์อาหาร ขณะที่ฝ่ายไทยมองชัดว่าต้องขยับจากเกษตรดั้งเดิมไปสู่การวิจัยและพัฒนา เช่น กรณีบริษัทในเครือ CP ใช้ประสบการณ์วิจัยโปรตีนจากไก่ในนิวซีแลนด์ต่อยอดจากการส่งออกไก่ดิบไปสู่ผลิตภัณฑ์โปรตีนสกัดมูลค่าเพิ่มสูง สาม โลจิสติกส์และศูนย์กระจายสินค้า การหารือกับบริษัทผลไม้ยักษ์ใหญ่อย่าง T&G Global เพื่อพิจารณาตั้งศูนย์กระจายสินค้าผลไม้ในไทย แสดงให้เห็นภาพอนาคตที่ไทยจะกลายเป็นฮับกระจายสินค้าเกษตรและอาหารของภูมิภาค

Thailand FastPass และเกมยกระดับสู่ฮับกระจายสินค้าและศูนย์เทคโนโลยี
หากมองเชิงนโยบาย สิ่งที่ทำให้การลงทุนนิวซีแลนด์ไทยรอบนี้แตกต่างคือการใช้เครื่องมือเชิงสถาบันอย่าง Thailand FastPass เข้ามาปลดล็อกคอขวดการลงทุน มาตรการนี้ถูกออกแบบให้อนุมัติโครงการยุทธศาสตร์ได้เร็ว ลดขั้นตอนที่กินเวลายาวนาน และส่งสัญญาณว่าประเทศพร้อมรองรับโครงการใหญ่ในสาขาพลังงานสะอาด เกษตรอัจฉริยะ และเทคโนโลยีขั้นสูง ขณะเดียวกันฝ่ายนิวซีแลนด์เองก็ตอบรับด้วยระบบ Fast Track ของ Invest New Zealand ที่มีลักษณะคล้ายกับ BOI Fast Pass เปิดทางให้นักลงทุนไทยขยายฐานการผลิตไปที่นั่นได้รวดเร็วขึ้น
ทิศทางนี้สอดรับกับเป้าหมายการยกระดับความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ที่ตั้งใจจะผลักดันให้มูลค่าการค้าเติบโตสามเท่าภายในปี 2588 ตามกรอบความร่วมมือใหม่ด้านอาหาร พลังงานสะอาด และเทคโนโลยี การดันให้สายการบินแห่งชาติกกลับมาเปิดเส้นทางบินตรงกรุงเทพ–โอ๊คแลนด์ การพูดคุยตั้งศูนย์กระจายสินค้า และการใช้ Thailand FastPass เป็นแพ็กเกจดึงดูดนักลงทุน ล้วนคือจิ๊กซอว์สำคัญ ถ้าเดินหน้าได้จริง ไทยมีโอกาสก้าวจากฐานการผลิตต้นทุนต่ำไปเป็นฮับกระจายสินค้าและศูนย์เทคโนโลยีของภูมิภาคอย่างเต็มตัว
ทำไมดีลนี้สำคัญต่ออนาคตเศรษฐกิจ และอะไรคือโจทย์ต่อไป
สาระที่ซ่อนอยู่หลังการพบปะผู้บริหารไทย–นิวซีแลนด์กว่า 40 รายครั้งนี้ ไม่ใช่จำนวนบิ๊กคอร์ปที่เข้าร่วม แต่คือการยอมรับร่วมกันว่า โมเดลเศรษฐกิจแบบเดิมที่เน้นขายวัตถุดิบและใช้น้ำมันนำเข้าราคาแพงไปเรื่อยๆ ใช้ต่อไม่ได้อีกแล้ว ทั้งสองฝ่ายเลือกจับมือกันในจุดที่ต่างฝ่ายต่างมีของ คือเทคโนโลยีเกษตรและวิทยาศาสตร์อาหารจากนิวซีแลนด์ กับเครือข่ายตลาดและฐานการผลิตของไทย เพื่อสร้างสินค้ามูลค่าเพิ่มสูงในห่วงโซ่อาหารและพลังงานสะอาด
อย่างไรก็ตาม การมี Thailand FastPass หรือกรอบหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ยังไม่พอ หากไม่มีโครงการเรือธงที่เห็นผลเร็วและจับต้องได้ เช่น โรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนร่วมทุน โรงงานอาหารฟังก์ชันนัลจากวัตถุดิบเกษตรอัจฉริยะ หรือศูนย์กระจายผลไม้สดระดับภูมิภาค การบ้านสำคัญของภาครัฐคือทำให้กติกาและโครงสร้างพื้นฐานสอดรับกับวิสัยทัศน์นี้ ส่วนภาคเอกชนต้องกล้าเปลี่ยนจากโมเดลซื้อเทคโนโลยีเฉยๆ ไปสู่การวิจัยร่วม ลงทุนร่วม และแบ่งปันข้อมูลร่วม หากทำได้ การลงทุนนิวซีแลนด์ไทยในวันนี้อาจกลายเป็นต้นแบบหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศขนาดกลางที่ทรงอิทธิพลในภูมิภาค






