จากเมืองตากอากาศสู่สนามทดลองโมเดล Lifetime Company
กลยุทธ์ลงทุนอสังหาริมทรัพย์ภูเก็ตของ Origin Group คือการใช้เมืองท่องเที่ยวระดับเวิลด์คลาสที่เป็นทั้งจุดหมายพักผ่อนและบ้านหลังที่สองของต่างชาติเป็นฐานสร้างอาณาจักรโรงแรมและคอนโดครบวงจร เพื่อปั้นรายได้ระยะยาวจากหลายธุรกิจพร้อมกันและลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาโครงการประเภทเดียว โดยผูกทุกอย่างไว้กับแนวคิด Lifetime Company ที่มองมูลค่าลูกค้าตลอดชีวิตมากกว่ารอบการขายเพียงครั้งเดียว.
ตั้งแต่เริ่มบุกตลาดลงทุนอสังหาฯในภูเก็ตปี 2566 ตามแนวคิด “Origin Infinity” พอร์ตการลงทุนรวมของกลุ่มออริจิ้นในพื้นที่แตะ 18,350 ล้านบาท ณ สิ้นไตรมาส 2/2569 โดยแบ่งเป็น 8 โครงการเพื่อขาย ทั้งคอนโดและวิลล่ารวม 3,937 ยูนิต คิดเป็นเงินลงทุน 15,650 ล้านบาท และโครงการโรงแรมที่อยู่ในระยะพัฒนาอีก 3 แห่ง มูลค่า 2,700 ล้านบาท. ภาพนี้สะท้อนชัดว่าออริจิ้นไม่ได้มองภูเก็ตแค่ “ตลาดต่างจังหวัด” แต่เป็นเสาหลักใหม่ของกลยุทธ์ขยายธุรกิจทั้งกลุ่ม.

มิกซ์ยูส โรงแรม และโครงการหรู: การออกแบบพอร์ตแบบจับทุกเซกเมนต์
หัวใจของการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ภูเก็ตครั้งนี้ คือการไม่ผูกชะตากับสินค้าประเภทเดียว แต่สร้าง “ระบบนิเวศอสังหา” ตั้งแต่คอนโดแมส มิกซ์ยูส วิลล่าลักชัวรี ไปจนถึงโรงแรมไลฟ์สไตล์ ผ่านแบรนด์และบริษัทในเครือที่ต่างบทบาทกันชัดเจน ไม่ว่าจะเป็น ORIGIN VERTICAL ที่นำคอนโดแรกอย่าง ดิ ออริจิ้น กะทู้-ป่าตอง เปิดพรีเซลพร้อมยอดขายโดดเด่น หรือบริษัทบริทาเนียที่ถือธงแนวราบและวิลล่าระดับซูเปอร์ลักชัวรีภายใต้แบรนด์ใหม่ Balco บางเทา บีช มูลค่าโครงการ 1,350 ล้านบาท เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าต่างชาติ.
ขณะเดียวกัน ออริจิ้นกำลังสร้างคอมมูนิตี้ท่องเที่ยวผ่านมิกซ์ยูสอย่าง Origin Resort World ภูเก็ต | บางเทา บีช และ Origin Lagoon เชิงทะเล ภูเก็ต ซึ่งเป็นทั้งที่อยู่อาศัยและฐานธุรกิจการท่องเที่ยวในตัว. ลูกค้าที่ซื้อคอนโดอาจกลับมาใช้บริการโรงแรม ร้านค้า หรือบริการอื่นในพื้นที่ซ้ำไปมา กลายเป็น “ลูกค้าตลอดชีวิต” มากกว่าแค่ผู้ซื้อห้องชุดครั้งเดียว นี่คือการออกแบบธุรกิจที่มองรายได้ทั้งรอบเศรษฐกิจ ไม่ใช่เพียงรอบโอนกรรมสิทธิ์.
โรงแรมในสายท่องเที่ยวและ Budget Hotel: วางฐาน Recurring Income
ถ้าคอนโดคือรายได้ก้อนใหญ่ โรงแรมก็คือกระแสเงินสดที่ไหลสม่ำเสมอ กลยุทธ์ขยายธุรกิจของออริจิ้นในภูเก็ตจึงเน้นหนักไปที่ Hospitality & Tourism ในฐานะธุรกิจสร้างรายได้ประจำ โดยมีโรงแรมใน pipeline 3 แห่ง รวม 601 ห้อง มูลค่า 2,700 ล้านบาท ได้แก่ Motto Phuket Kata แบรนด์ไลฟ์สไตล์จากเครือ Hilton และ Moxy Phuket Chaofah กับ Moxy Cherngtalay ในเครือ Marriott Bonvoy. การเลือกจับมือแบรนด์ระดับโลกสะท้อนความตั้งใจปักธงภูเก็ตในตลาดนักเดินทางต่างชาติระยะยาว.
ภาพใหญ่ของธุรกิจการท่องเที่ยวไม่ได้อยู่ที่โรงแรมบนหาดเท่านั้น แต่ยังรวมถึง Budget Hotel บนเส้นทางหลัก เซ็นทาราและ OR จึงร่วมลงทุนประมาณ 700 ล้านบาท พัฒนาเครือข่ายโรงแรมราคาประหยัด 6 แห่งในเฟสแรก ครอบคลุมกรุงเทพฯ กาญจนบุรี อยุธยา ภูเก็ต ชลบุรี และสงขลา โดยห้องพักส่วนใหญ่ 69–80 ห้อง มีราคาต่อคืนราว 800–900 บาท ขณะที่สาขากรุงเทพฯ ราว 120 ห้อง ราคา 1,200–1,300 บาทต่อคืน เพื่อตอบโจทย์นักท่องเที่ยวในประเทศและผู้เดินทางด้วยรถยนต์. เมื่อมองคู่กัน จะเห็นชัดว่าภูเก็ตกำลังเชื่อมโยงกับโครงข่ายเดินทางทั้งประเทศ.

ช่วงเก็บเกี่ยวรายได้และความหมายต่อผู้ซื้อ-นักท่องเที่ยว
จุดพลิกสำคัญของ Origin Group คือช่วงปี 2569–2571 ที่ผู้บริหารนิยามว่าเป็น “ช่วงเวลาเริ่มแห่งเก็บเกี่ยวรายได้” หลังจากปูพรมลงทุนมาหลายปี. บริษัทเตรียมอัดเงินลงทุนโครงการใหม่อีก 11,650 ล้านบาทในสามปี ทำให้มูลค่าพอร์ตภูเก็ตขยับจาก 18,350 ล้านบาทเป็น 30,000 ล้านบาทในปี 2571 พร้อมทั้งเริ่มรับรู้รายได้จากคอนโดที่ทยอยสร้างเสร็จ เช่น โซ ออริจิ้น บางเทา บีช มูลค่า 2,800 ล้านบาท และ บัลโค บางเทา บีช มูลค่า 600 ล้านบาท ที่จะส่งมอบตั้งแต่ไตรมาส 4/2569 เป็นต้นไป.
สำหรับผู้ซื้อคอนโดและวิลล่า นี่หมายถึงโอกาสลงทุนในเมืองที่มีฐานนักท่องเที่ยวต่างชาติหนาแน่น โดยเฉพาะรัสเซีย โปแลนด์ และจีน ซึ่งคิดรวมกันเกินครึ่งของลูกค้าต่างชาติในพอร์ตภูเก็ตของออริจิ้น โดยรัสเซียมีสัดส่วนถึง 46.6% โปแลนด์ 15.9% และจีน 6.4% ของลูกค้าต่างชาติทั้งหมด. ขณะที่นักท่องเที่ยวทั่วไปจะได้ประโยชน์จากทางเลือกที่พักหลากหลาย ตั้งแต่คอนโดใกล้หาด โรงแรมไลฟ์สไตล์ ไปถึง Budget Hotel บนเส้นทางเดินทางหลัก ทำให้ภูเก็ตไม่ใช่แค่ปลายทางวันหยุด แต่เป็นโหนดหลักของเครือข่ายท่องเที่ยวทั้งระบบ.
ภูเก็ตในฐานะสนามทดลองธุรกิจแบบ Lifetime Value
เมื่อดูทุกชิ้นส่วนรวมกัน จะเห็นว่าออริจิ้นกำลังใช้ภูเก็ตเป็น “ห้องลอง” สำหรับธุรกิจที่มองมูลค่าตลอดชีวิตของลูกค้า มากกว่าการเก็บกำไรจากการโอนกรรมสิทธิ์เพียงครั้งเดียว พอร์ตที่ผสมทั้งโรงแรมและคอนโด มิกซ์ยูส วิลล่าหรู และการจับมือแบรนด์โรงแรมระดับโลก ช่วยให้บริษัทอยู่ในเกมธุรกิจการท่องเที่ยวได้ในทุกช่วงวัฏจักร ทั้งช่วงนักท่องเที่ยวล้นเมืองและช่วงที่ตลาดชะลอตัว เพราะยังมี Recurring Income จากโรงแรมและบริการต่อเนื่องมาชดเชย.
ในมุมผู้บริโภค การขยายตัวเช่นนี้ทำให้ภูเก็ตเปลี่ยนจาก “จุดหมายปลายทาง” เป็น “แพลตฟอร์มใช้ชีวิต” ที่รองรับได้ทั้งคนซื้อบ้านหลังที่สอง นักลงทุนปล่อยเช่า ดิจิทัลโนแมด ไปจนถึงนักท่องเที่ยวสายประหยัดที่ใช้ Budget Hotel เป็นฐานเดินทาง. โอกาสและความเสี่ยงจึงเพิ่มขึ้นทั้งสองด้าน: ผู้พัฒนาได้ฐานรายได้ใหม่และความยืดหยุ่นรอบด้าน ขณะที่นักลงทุนรายย่อยต้องอ่านเกมให้ออกว่าเซกเมนต์ไหนยังมีช่องว่าง ไม่เช่นนั้นอาจเข้าไปในตลาดที่ผู้เล่นรายใหญ่ปูพรมรออยู่แล้ว.






