โครงการพัฒนา AI: เมื่อโจทย์ธุรกิจจับมือโจทย์วิจัย
โครงการพัฒนา AI ที่ผูกโจทย์วิจัยของมหาวิทยาลัยเข้ากับโจทย์ธุรกิจของบริษัทชั้นนำ คือกลไกใหม่ในการสร้างนักวิจัย AI รุ่นใหม่ที่เข้าใจโลกจริง มองเห็นปัญหาของอุตสาหกรรม และสามารถออกแบบเทคโนโลยีให้ตอบโจทย์การใช้งานได้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง ทั้งในมิติของทักษะ AI ในอนาคต การสร้างองค์ความรู้ และการผลักดันให้ AI กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานของธุรกิจ ไม่ใช่แค่เครื่องมือทดลองในห้องแลบอีกต่อไป. สิ่งที่น่าสนใจคือความร่วมมือมหาวิทยาลัยไม่ได้ทำงานแบบ “โปรเจกต์ครั้งเดียวจบ” แต่ค่อยๆ ขยายเป็นแพลตฟอร์มการเรียนรู้และนวัตกรรมที่รับคนหลากหลายวัยและหลากหลายองค์กรเข้าไปอยู่ในระบบเดียวกัน ตั้งแต่นักศึกษาปริญญาเอก ผู้เชี่ยวชาญ ไปจนถึงผู้บริหารธุรกิจ การสร้างคนจึงเดินคู่ไปกับการสร้างโซลูชัน AI ที่มีโอกาสถูกนำไปใช้จริงในอุตสาหกรรมต่างๆ.
จาก Ph.D. Internship สู่ 9 งานวิจัย AI ที่แตะทุกมุมอุตสาหกรรม
ตัวอย่างที่ชัดเจนของการปั้นนักวิจัย AI รุ่นใหม่คือโครงการ Tsinghua University × CP Group Ph.D. Internship Program 2026 ซึ่งเปิดโอกาสให้นักศึกษาปริญญาเอก 11 คน เข้ามาร่วมทำงานวิจัยกับหน่วยธุรกิจของเครือซีพี เป็นระยะเวลา 6 สัปดาห์ ระหว่างวันที่ 29 มิถุนายน–8 สิงหาคม 2569 โดยไม่ใช่การฝึกงานเชิงสังเกต แต่คือการลงมือทำวิจัยจริงกับโจทย์ที่มีผลต่อธุรกิจ. ตลอด 6 สัปดาห์ นักศึกษาทั้ง 11 คนร่วมกันขับเคลื่อน 9 โครงการกับ 4 หน่วยธุรกิจ ได้แก่ CP AXTRA, CPF, ASCEND MONEY และ TRUE IDC หัวข้อวิจัยครอบคลุมตั้งแต่ AI Agent, Large Language Models, การเพิ่มประสิทธิภาพ Retail Smart Supply Chain, AI for Food Safety, Functional Ingredients & Food as Medicine, Biotechnology, AI สำหรับตรวจจับธุรกรรมทุจริต ไปจนถึง Quantum Intelligence ภาพนี้สะท้อนชัดว่าหากองค์กรยอมเปิดโจทย์จริงให้คนรุ่นใหม่เข้าไปทดลอง เราจะได้องค์ความรู้ที่พร้อมต่อยอดสู่การใช้งานในอุตสาหกรรมทันที ไม่ใช่เพียงงานตีพิมพ์บนกระดาษ.
CP-CoEX และ AI Business Accelerator: ห้องเรียนที่เริ่มจากปัญหาจริง
เครือซีพีไม่ได้หยุดอยู่แค่โครงการฝึกงานระดับปริญญาเอก แต่ขยายแนวคิดไปสู่การสร้างแพลตฟอร์ม CP-CoEX ให้เป็น Open Learning & Innovation Ecosystem ที่เปิดรับทั้งนักศึกษา คนทำงาน ผู้ประกอบการ และผู้บริหารจากองค์กรต่างๆ ให้มาเรียนรู้ร่วมกัน วิสัยทัศน์ของศูนย์นวัตกรรมนี้คือการก้าวสู่ศูนย์กลางนวัตกรรมระดับโลกที่มุ่งพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ เทคโนโลยีดิจิทัล หุ่นยนต์ นาโน เทคโนโลยีชีวภาพ สุขภาพ และเทคโนโลยีอวกาศ โดยเน้นการสร้างคนและองค์ความรู้ควบคู่กัน. ในทางปฏิบัติ แนวคิด Global Learning & Innovation Platform ถูกแปลงเป็นหลักสูตร “AI Business Accelerator” ห้องเรียนที่เริ่มจากโจทย์ธุรกิจจริง ภายใต้เสาหลัก Business Co-Creation (B2B) หลักสูตรรุ่นที่ 1 ใช้เวลา 12 สัปดาห์ รวม 96 ชั่วโมง มีผู้เรียน 60 คน จาก 11 บริษัทชั้นนำ และทุกทีมต้องพัฒนา 7 Real Business AI Projects ตั้งแต่ AI Solution, Prototype, Proof of Concept, Business Case ไปจนถึง Pilot และแผน Scale-up ที่มีศักยภาพนำไปใช้จริง นี่คือคำประกาศชัดเจนว่าการเรียน AI สำหรับคนทำงาน ต้องจบลงด้วย Impact ไม่ใช่แค่ใบประกาศ.
ในสัปดาห์ที่สองของหลักสูตร ผู้เรียนถูกพาเข้าสู่ช่วง “Decide” ที่เน้นการวิเคราะห์โจทย์ ตัดสินใจ และออกแบบแนวทางการประยุกต์ใช้ AI ต่อองค์กรของตนเอง มีการจัด Workshop “From Business Problems to AI Solutions” เพื่อฝึกวิธีแปลงปัญหาทางธุรกิจให้กลายเป็นแนวทางพัฒนา AI Solutions ที่จับต้องได้ ควบคู่กับ Session พิเศษที่เปิดให้เห็นว่า AI กำลังเปลี่ยนจากการเป็นเครื่องมือ ไปเป็นโครงสร้างพื้นฐานของธุรกิจในอนาคตและขับเคลื่อนความสามารถด้าน Sovereign AI. คำพูดที่สะท้อนจุดยืนขององค์กรได้คมชัดคือ “เป้าหมายปลายทางจึงไม่ใช่เพียงการสร้างคนที่ ‘ใช้ AI เป็น’ แต่คือการสร้างผู้นำที่สามารถมองเห็นการเปลี่ยนแปลง เชื่อม Business + Technology + Leadership + Execution และเปลี่ยนองค์ความรู้ระดับโลกให้เป็นนวัตกรรมและผลลัพธ์จริง” หากเราอยากเห็น AI สร้างผลลัพธ์ในระดับ 10X การออกแบบห้องเรียนให้เริ่มจากปัญหาจริงและจบลงด้วยโครงการที่พร้อมขยายผลคือก้าวที่เลี่ยงไม่ได้.

SPU ในบทบาท AI University: สร้าง Future Skills ไม่ใช่แค่เครื่องมือ
ด้านมหาวิทยาลัยชั้นนำในประเทศเองก็ขยับทิศทางให้ชัดขึ้น มหาวิทยาลัยศรีปทุมประกาศปักธงสู่การเป็น “AI University” โดยย้ำว่ากำลังก้าวจากระยะ “การรู้จัก AI” สู่ “การลงมือใช้จริง” อย่างเป็นระบบ หลังจากกว่า 2 ปีที่พัฒนาทั้ง AI Training, AI & Automation for Work, AI Champions และ SCMS AI เป้าหมายไม่ใช่แค่ให้ทุกคนมีเครื่องมือ AI อยู่บนเดสก์ท็อป แต่คือการสร้าง Future Skills ให้กับนักศึกษาและบุคลากรทุกสายงาน. มหาวิทยาลัยจึงกำหนด 4 ภารกิจสำคัญในช่วง 6 เดือนข้างหน้า ได้แก่ การพัฒนา AI-Ready Curriculum, AI Agent, AI-Assisted Learning และ AI Avatar เพื่อยกระดับหลักสูตร กระบวนการทำงาน การเรียนการสอน และประสบการณ์ของนักศึกษา สิ่งที่น่าสนใจคือการเน้นว่า AI Transformation ไม่ได้เกิดจากเครื่องมือเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมาจากการเรียนรู้ การลงมือทำ และการขยายผลร่วมกันของบุคลากรทุกระดับอย่างเป็นระบบ การนำ AI เข้ามาจึงมีเป้าหมาย “คืนเวลาให้คนได้สร้างคุณค่าที่มากกว่าเดิม ลดงานซ้ำซ้อน แก้ Pain Point และเปิดพื้นที่ให้บุคลากรได้ใช้เวลาไปกับการสร้างคุณค่าใหม่ให้แก่นักศึกษา มหาวิทยาลัย และสังคม” นี่คือภาพของความร่วมมือมหาวิทยาลัยที่มอง AI เป็นตัวเปิดโอกาส ไม่ใช่ตัวแย่งงาน.
จากคนสู่โครงสร้างพื้นฐาน AI: ทำไมความร่วมมือมหาวิทยาลัยจึงสำคัญตอนนี้
เมื่อ AI เริ่มกลายเป็นรากฐานของทุกอุตสาหกรรม การแข่งขันจึงไม่ใช่เรื่องว่าใครเข้าถึงเทคโนโลยีก่อน แต่เป็นว่าใครสร้างคนที่เข้าใจเทคโนโลยี มองเห็นโอกาส และแปลงเทคโนโลยีให้เป็นนวัตกรรมและคุณค่าทางเศรษฐกิจได้เร็วกว่า โครงการพัฒนา AI อย่าง Ph.D. Internship Program โครงสร้าง CP-CoEX และการปักธง AI University ของ SPU จึงเกิดขึ้น “ตอนนี้” เพราะทุกฝ่ายรู้ว่าช่องว่างทักษะจะยิ่งกว้าง หากการศึกษาและธุรกิจเดินคนละทาง. ในระยะถัดไป CP-CoEX ตั้งใจให้ AI Business Accelerator เป็นเพียงก้าวแรก ก่อนขยาย Learning Platform ไปสู่สาขาเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น Biotechnology, Robotics & Automation, Smart Manufacturing, Smart Agriculture, Future Food, Healthcare Innovation, Clean Energy, Data & Cloud และ Deep Technology ขณะเดียวกัน ฝั่งมหาวิทยาลัยก็ย้ำว่าการเปลี่ยนผ่านด้าน AI จะสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อมีการเรียนรู้และลงมือทำร่วมกันของบุคลากรทุกระดับอย่างต่อเนื่อง. บทสรุปคือ หากเราอยากเห็นทักษะ AI ในอนาคตกลายเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจ มีเพียงการจับมือกันระหว่างบริษัทชั้นนำกับมหาวิทยาลัย ที่กล้าปรับโจทย์การเรียนรู้ให้มาวัดกับผลลัพธ์จริงในอุตสาหกรรมเท่านั้น ที่จะสร้างนักวิจัย AI รุ่นใหม่ที่พร้อมแข่งขันระดับโลก และพร้อมเปลี่ยนเทคโนโลยีให้เป็นคุณค่าที่จับต้องได้สำหรับคนทั่วไป.







