ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกัน

ดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกันดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

เอลนีโญ ซูเปอร์ไฟป่า และคลื่นฝุ่นพิษที่เขย่าวิกฤตภูมิอากาศเอเชีย

เอลนีโญ ซูเปอร์ไฟป่า และคลื่นฝุ่นพิษที่เขย่าวิกฤตภูมิอากาศเอเชีย
ความสนใจ|เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เอลนีโญครั้งใหม่ ไม่ใช่แค่ปีแล้ง แต่คือจุดเปลี่ยนของวิกฤตภูมิอากาศเอเชีย

เอลนีโญคือปรากฏการณ์ที่อุณหภูมิน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนตอนกลางและตะวันออกสูงขึ้นผิดปกติ ส่งผลให้รูปแบบฝน ลม และอุณหภูมิทั่วโลกเปลี่ยนไป ทำให้หลายพื้นที่เผชิญคลื่นความร้อน ภัยแล้ง น้ำท่วม และไฟป่ารุนแรงขึ้น โดยเฉพาะภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่พึ่งพาฝนตามฤดูกาลเพื่อการเกษตรและทรัพยากรน้ำอย่างมาก เอลนีโญจึงไม่ใช่แค่ปีแล้งธรรมดา แต่เป็นตัวเร่งให้วิกฤตภูมิอากาศเอเชียทวีความซับซ้อนและรุนแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ปรากฏการณ์เอลนีโญรอบนี้ถูกจัดว่าอยู่ในระดับรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งนับตั้งแต่กลางศตวรรษที่ผ่านมา โดยองค์การอุตุนิยมวิทยาโลกคาดว่าอุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนตอนกลางและตะวันออกจะสูงกว่าค่าเฉลี่ยประมาณ 3.7 องศาเซลเซียสในช่วงเดือนตุลาคมถึงธันวาคม และมีโอกาสเกือบ 100% ที่ปรากฏการณ์นี้จะคงอยู่จนถึงเดือนกุมภาพันธ์ปีถัดไป นี่คือสัญญาณชัดว่าภูมิภาคกำลังเข้าสู่ยุคที่ความแปรปรวนของภูมิอากาศจะเป็นเรื่องปกติใหม่ ซึ่งจะกระทบต่อทั้งสุขภาพ เศรษฐกิจ และความปลอดภัยอาหารเอลนีโญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เอลนีโญ ซูเปอร์ไฟป่า และคลื่นฝุ่นพิษที่เขย่าวิกฤตภูมิอากาศเอเชีย

ไฟป่ากาลิมันตัน ฝุ่น PM2.5 เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมลพิษข้ามแดนอาเซียนที่ไม่มีใครหนีได้

เอลนีโญและไฟป่ากลายเป็นคู่หูทำลายล้างที่กำลังเขียนแผนที่มลพิษใหม่ให้ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สภาพอากาศร้อนและแห้งแล้งจากเอลนีโญทำให้ฤดูฝนในหมู่เกาะอินโดนีเซียเลื่อนออกไปจากเดิมที่ควรเริ่มในเดือนตุลาคมไปเป็นพฤศจิกายน ฝนที่ล่าช้าผนวกกับน้ำใต้ดินในป่าพรุที่แห้งลง ทำให้ไฟป่าที่กาลิมันตันลุกลามรุนแรงและดับยากผิดปกติ อินโดนีเซียจึงเผชิญฤดูไฟป่าที่รุนแรงที่สุดในรอบ 11 ปี โดยดัชนีมลพิษทางอากาศในจังหวัดกาลิมันตันกลางพุ่งเกิน 1,200 จุด สูงกว่าเกณฑ์อันตรายที่ 300 จุดหลายเท่า ผลลัพธ์คือฝุ่น PM2.5 เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ถูกผลักออกจากแหล่งกำเนิดใหม่ในกาลิมันตัน แทนที่จะเป็นสุมาตราเหนือแบบที่เคยคุ้น กลุ่มควันและคาร์บอนมอนอกไซด์จากไฟป่าต้นตุลาคมครอบคลุมอาเซียนตอนใต้กว้างใหญ่ระดับเทียบได้กับการปล่อยก๊าซของบางประเทศยุโรปทั้งปี ฝุ่นควัน PM2.5 เดินทางไกลเป็นพันกิโลเมตร ข้ามไปถึงมาเลเซีย สิงคโปร์ และลามถึงบางเมืองในภาคใต้ของไทยในบางวัน ทำให้ค่าฝุ่นปลายทางในสิงคโปร์ขึ้นไปอยู่ช่วง 200 ถึง 300 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งจัดอยู่ในระดับมลพิษสูงมาก

ผลกระทบไม่ได้อยู่แค่ในตัวเลขบนจอ แต่สะท้อนในชีวิตคนจริง เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม สิงคโปร์บันทึกค่าดัชนี PM2.5 รายชั่วโมงที่ 284 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรในพื้นที่ทางตะวันตก ซึ่งเป็นระดับสูงสุดของปีและอยู่ในระดับมลพิษสูงมาก ติมอร์เลสเตต้องประกาศระงับการเรียนการสอนในห้องเรียนสามวันตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม เนื่องจากคุณภาพอากาศแย่ลงจากควันไฟป่าใกล้เคียง มาเลเซียเองก็สั่งปิดโรงเรียนในหลายรัฐและดินแดนหลังจากมลพิษทางอากาศเกินระดับปลอดภัย บทเรียนของกาลิมันตันชี้ชัดว่ามลพิษข้ามแดนอาเซียนไม่ใช่เรื่องในอดีต แต่กำลังกลับมาในรูปแบบใหม่ที่จัดการยากกว่าเดิม ทั้งทิศทางลมที่เปลี่ยนไปและการขยายพื้นที่ไฟป่าพรุทำให้มาตรการที่เคยใช้กับสุมาตราเหนือไม่เพียงพออีกต่อไป หากภูมิภาคยังคิดว่าปัญหาฝุ่นควันไฟป่าได้ถูกแก้แล้ว เราก็จะเดินเข้าสู่วิกฤตภูมิอากาศเอเชียด้วยความประมาทอย่างอันตราย

เอลนีโญ ซูเปอร์ไฟป่า และคลื่นฝุ่นพิษที่เขย่าวิกฤตภูมิอากาศเอเชีย

จากกฎหมายข้ามแดนถึงความร่วมมือใหม่ อาเซียนพร้อมแค่ไหนต่อคลื่นฝุ่นพิษครั้งต่อไป

ไฟป่าและฝุ่นพิษจากอินโดนีเซียเคยผลักให้ภูมิภาคต้องคิดใหม่เรื่องความรับผิดชอบข้ามพรมแดน เมื่อปีหนึ่งในอดีตที่ไฟป่าขนาดใหญ่บนเกาะสุมาตราส่งฝุ่นควันไปถล่มสิงคโปร์จนต้องปิดโรงเรียนและหยุดเดินเรือเฟอร์รี รัฐหนึ่งได้ออกกฎหมายเอาผิดทุนเอกชนที่ดำเนินกิจการในประเทศเพื่อนบ้านแต่สร้างฝุ่นพิษข้ามพรมแดน เป็นกฎหมาย PM2.5 ข้ามพรมแดนฉบับแรกๆ ที่ส่งสัญญาณว่าการเผาไร่เผาป่าบนแผ่นดินใครไม่ได้จบอยู่แค่ในเขตแดนของประเทศนั้น แรงกดดันจากประเทศเพื่อนบ้านและมาตรการร่วมของอาเซียนในช่วงหลังทำให้จำนวนจุดความร้อนในสุมาตราเหนือถูกกดลงอย่างชัดเจน อินโดนีเซียต้องกดดันบริษัทกระดาษและบริษัทปาล์มน้ำมันรายใหญ่ให้ปรับวิธีการดำเนินงานเพื่อลดไฟป่า นี่คือหลักฐานว่าความร่วมมือระดับภูมิภาคและกฎหมายสิ่งแวดล้อมที่มีเขี้ยวเล็บสามารถเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้เล่นรายใหญ่ได้จริง แต่ไฟป่ากาลิมันตันครั้งล่าสุดก็เตือนว่าแบบแผนเดิมไม่เพียงพออีกต่อไป เพราะแหล่งกำเนิดไฟป่าเปลี่ยนพื้นที่ ทิศทางลมเปลี่ยน และฤดูฝนล่าช้า

วันนี้มลพิษข้ามแดนอาเซียนจึงต้องการกรอบความร่วมมือใหม่ที่เข้มกว่าเดิม ไม่ใช่แค่การประชุมและแผนปฏิบัติการบนกระดาษ แต่ต้องมีการแบ่งปันข้อมูลจุดความร้อนแบบเรียลไทม์ การเตรียมทีมดับไฟข้ามแดน และกฎหมายที่สามารถเอาผิดบริษัทที่จงใจเผาป่าหรือปล่อยให้พื้นที่ของตนกลายเป็นต้นตอฝุ่นพิษ แม้จะตั้งอยู่ในประเทศอื่นก็ตาม บทเรียนสำคัญคือภูมิภาคไม่สามารถพึ่งพาแบบแผนฤดูกาลเดิมที่เคยใช้วางแผนรับมือได้อีกต่อไป ปีเอลนีโญเป็นปีแล้งที่รู้ล่วงหน้า แต่ไม่มีแผนรองรับปัญหาในแหล่งกำเนิดใหม่อย่างกาลิมันตัน หากอาเซียนไม่ยกระดับการวางแผนร่วมกันให้ทันกับภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้น วิกฤตภูมิอากาศเอเชียจะยิ่งลุกลามจากป่าไปสู่เมือง โรงเรียน โรงพยาบาล และระบบเศรษฐกิจทั้งภูมิภาค

มหาสมุทรเปลี่ยนสี ห่วงโซ่อาหารทะเลสั่นคลอน และราคาปลาที่สะท้อนความปลอดภัยอาหารเอลนีโญ

เอลนีโญไม่ได้ทำลายเฉพาะป่าบนบก แต่มหาสมุทรเองก็กำลังส่งสัญญาณว่าระบบนิเวศทะเลกำลังป่วย ข้อมูลจากดาวเทียม PACE ขององค์การอวกาศหนึ่งแสดงให้เห็นว่าสีของมหาสมุทรแปซิฟิกบางส่วนเปลี่ยนจากสีเขียวอมฟ้าเป็นสีน้ำเงินเข้มขึ้นอย่างมากในช่วงปีที่ผ่านมา การเปลี่ยนสีนี้ไม่ใช่เรื่องสวยงามทางภาพถ่าย แต่หมายถึงการตายครั้งใหญ่ของแพลงก์ตอนพืช สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่สังเคราะห์แสงได้และเป็นฐานของห่วงโซ่อาหารในทะเลทั่วโลก แพลงก์ตอนพืชชอบน้ำเย็นที่อุดมด้วยสารอาหาร แต่เอลนีโญที่รุนแรงที่สุดเป็นประวัติการณ์ทำให้น้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนอุ่นขึ้นและลดการไหลขึ้นของน้ำลึกที่มีสารอาหาร ส่งผลให้แพลงก์ตอนพืชหลายพันชนิดตายลงอย่างมาก โดยเครื่องมือ Ocean Color Instrument บนดาวเทียม PACE สามารถตรวจจับการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยในความยาวคลื่นแสงเพื่อวิเคราะห์การลดลงของแพลงก์ตอนพืช เมื่อฐานห่วงโซ่อาหารทะเลพังลง กุ้ง เคย แพลงก์ตอนสัตว์ หอย และสัตว์น้ำขนาดเล็กที่กินแพลงก์ตอนพืชก็ได้รับผลกระทบตามไป ก่อนที่ผลกระทบจะลามไปถึงสัตว์น้ำขนาดใหญ่และการประมงเชิงพาณิชย์

ผลกระทบในมหาสมุทรจึงเชื่อมโยงตรงกับความปลอดภัยอาหารเอลนีโญบนบก เมื่อทรัพยากรปลาลดลง ราคาปลาทั่วโลกก็พุ่งสูงขึ้น ขณะเดียวกัน ปริมาณน้ำฝนที่ลดลงจากเอลนีโญกำลังเพิ่มความเสี่ยงต่อภัยแล้งในภูมิภาค ส่งผลกระทบต่อทรัพยากรน้ำ กิจกรรมการประมง และพื้นที่เพาะปลูก การผลิตข้าวและน้ำมันปาล์มในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จึงมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกกระทบจากฝนที่ลดลงและแหล่งน้ำชลประทานที่อ่อนแอลง ซึ่งอาจนำไปสู่ราคาอาหารที่สูงขึ้น ธนาคารโลกเตือนว่าปรากฏการณ์เอลนีโญที่รุนแรงหรือยาวนานกว่าที่คาดการณ์ไว้ ประกอบกับต้นทุนพลังงานและปุ๋ยที่สูงขึ้น อาจทำให้ราคาสินค้าเกษตรสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยรายงานความมั่นคงทางอาหารระบุว่าราคาธัญพืชเพิ่มขึ้น 18 เปอร์เซ็นต์ตั้งแต่เดือนมิถุนายน โดยข้าวโพดเพิ่มขึ้น 26 เปอร์เซ็นต์และข้าวสาลีเพิ่มขึ้น 22 เปอร์เซ็นต์ เมื่ออาหารจากทะเลและบนบกต่างถูกกดดันพร้อมกัน ความปลอดภัยอาหารเอลนีโญจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่คือความเสี่ยงตรงต่อครัวเรือนรายย่อยที่ต้องจ่ายแพงขึ้นเพื่ออาหารจานเดิม

อนาคตที่ร้อนจัด แห้งแล้ง และผันผวน: จะอยู่กับวิกฤตภูมิอากาศเอเชียอย่างไรไม่ให้พังไปทั้งระบบ

สัญญาณจากทั้งป่าและทะเลบอกตรงกันว่าเอลนีโญครั้งนี้คือจุดเปลี่ยนสำคัญของวิกฤตภูมิอากาศเอเชีย ในช่วงเดือนตุลาคมถึงธันวาคม พื้นที่หลายแห่งทั้งบนแผ่นดินใหญ่และหมู่เกาะของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีแนวโน้มจะยังคงประสบภาวะแห้งแล้ง ขณะที่อุณหภูมิจะสูงกว่าค่าเฉลี่ยในหลายพื้นที่ นั่นหมายความว่าความเสี่ยงต่อคลื่นความร้อน ภัยแล้ง และแม้แต่น้ำท่วมฉับพลันจากฝนที่ตกหนักผิดฤดูกาลจะเพิ่มขึ้นพร้อมกันในภูมิภาคเดียวกัน ศูนย์อุตุนิยมวิทยาเฉพาะกิจของภูมิภาคคาดว่าปริมาณน้ำฝนอาจเพิ่มขึ้นในช่วงปลายเดือนตุลาคมจากการเปลี่ยนผ่านฤดูมรสุม ซึ่งจะช่วยลดจุดร้อนและหมอกควันลงได้บ้าง แต่ก็เตือนว่าความเสี่ยงของหมอกควันข้ามพรมแดนยังคงมีอยู่หากภัยแล้งยังดำเนินต่อไป กล่าวอีกแบบคือ แม้ฝนจะมา แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าภูมิภาคจะหลุดพ้นจากวงจรไฟป่าและฝุ่นพิษอย่างถาวร

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าเราจะหยุดเอลนีโญได้อย่างไร เพราะนั่นเป็นส่วนหนึ่งของระบบภูมิอากาศโลก แต่คือเราจะอยู่ร่วมกับมันอย่างไม่ให้ระบบสังคมและเศรษฐกิจพังไปทั้งชุดได้อย่างไร บทเรียนจากไฟป่ากาลิมันตันและมลพิษข้ามแดนอาเซียนบอกเราว่าการพึ่งพาแบบแผนฤดูกาลเดิมและการจัดการปัญหาแบบแยกประเทศไม่เพียงพออีกต่อไป เราต้องยอมรับว่าฝุ่น PM2.5 สามารถเดินทางไกลเป็นพันกิโลเมตรและโจมตีเมืองที่อยู่ห่างไกลจากต้นทางไฟป่าได้ ขณะที่การเปลี่ยนสีมหาสมุทรจากข้อมูลดาวเทียม PACE แสดงให้เห็นว่าระบบนิเวศทะเลเองก็เปราะบางไม่แพ้ป่า หากภูมิภาคต้องการหลุดจากวงจรวิกฤตภูมิอากาศเอเชีย จำเป็นต้องวางยุทธศาสตร์ใหม่ที่เชื่อมโยงการลดการเผา การปกป้องป่าพรุ การจัดการน้ำ การปรับระบบเกษตรให้ทนแล้ง และการออกกฎหมายสิ่งแวดล้อมข้ามแดนที่มีผลบังคับใช้จริง ไม่เช่นนั้น เอลนีโญครั้งต่อไปจะไม่ใช่แค่ข่าวร้ายเรื่องฝุ่นและไฟป่า แต่จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความไม่มั่นคงทางอาหารและสังคมที่ลุกลามไปทั่วทั้งภูมิภาค

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!