ภาษีบินออกนอกประเทศ 1000 บาทคืออะไร และทำไมถูกค้านตั้งแต่ยังไม่เริ่มใช้
ภาษีบินออกนอกประเทศ 1000 บาท คือแนวคิดการจัดเก็บเงินจากผู้เดินทางออกนอกประเทศทุกสัญชาติทางอากาศต่อครั้ง เพื่อเป็นรายได้ภาครัฐและนำไปใช้พัฒนาระบบที่เกี่ยวข้องกับการเดินทาง แต่การจัดเก็บภาษีลักษณะนี้ถูกวิจารณ์ว่ากระทบต้นทุนท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นของทั้งคนในประเทศและต่างชาติ เป็นภาษีซ้ำซ้อนกับค่าธรรมเนียมสนามบินและค่าธรรมเนียมเข้าเมืองที่มีอยู่แล้ว และอาจทำให้ปลายทางท่องเที่ยวอื่นในภูมิภาคดูคุ้มกว่าในสายตานักเดินทาง จุดเริ่มต้นของแรงต้านคือช่วงที่กระทรวงการคลังเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร โดยกำหนดเก็บ 1,000 บาทต่อครั้งผ่านการเดินทางทางอากาศก่อน ขณะที่กรมสรรพากรเสนอเพดานไม่เกิน 5,000 บาทต่อครั้งในหลักการ องค์กรภาคท่องเที่ยวมองว่ารัฐกำลังมองเห็นตัวเลขรายได้ภาษี แต่ไม่เห็นต้นทุนที่ซ่อนอยู่ในกระเป๋านักเดินทางและทั้งห่วงโซ่อุตสาหกรรมบริการ
ต้นทุนท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอย่างไร เมื่อภาษีซ้ำซ้อนบวกกับค่าใช้จ่ายการเดินทางเดิม
หัวใจของการคัดค้านไม่ใช่การปฏิเสธการจ่ายภาษี แต่คือคำถามว่าระบบปัจจุบันกำลังรีดเงินจากนักเดินทางเกินความจำเป็นหรือไม่ เพราะก่อนจะมีภาษีบินออกนอกประเทศ 1000 บาท นักเดินทางต้องจ่ายค่าบริการผู้โดยสารขาออกหรือ PSC 1,120 บาทแล้วสำหรับเที่ยวบินระหว่างประเทศ ซึ่งเพิ่งปรับขึ้นกลางปีที่ผ่านมา และยังมีแนวคิดค่าธรรมเนียมนักท่องเที่ยวต่างชาติ 450 บาทเมื่อเดินทางเข้าประเทศในอนาคต หากมาตรการทั้งหมดเกิดขึ้นจริง นักเดินทางต่างชาติหนึ่งคนที่เข้าประเทศแล้วออกทางอากาศจะเจอภาระรวมค่าธรรมเนียมและภาษีที่เกี่ยวข้อง 2,570 บาทต่อครั้ง ส่วนคนในประเทศที่บินออกจากสนามบินที่มีการเก็บ PSC จะจ่าย 2,120 บาทจาก PSC และภาษีใหม่รวมกัน มากกว่าฐาน PSC เดิม 730 บาทที่เคยจ่ายเพียง 1,390 บาท ตัวเลขเหล่านี้กำลังบอกชัดว่าค่าใช้จ่ายการเดินทางไม่ได้เพิ่มขึ้นนิดหน่อย แต่เปลี่ยนสมการตัดสินใจของคนที่คิดจะเดินทางข้ามพรมแดน
ครอบครัวเที่ยวต่างประเทศจ่ายเพิ่มเท่าไร และงบเที่ยวจะถูกตัดส่วนไหนก่อน
เมื่อขยายภาพจากคนหนึ่งคนไปเป็นกลุ่มนักเดินทาง ภาระที่ดูเหมือนตัวเลขไม่มากจะเริ่มมีน้ำหนักทันที สมาคมโรงแรมไทยประเมินว่า หากครอบครัว 4 คนต้องรับภาระ PSC 1,120 บาท ค่าธรรมเนียมนักท่องเที่ยวต่างชาติ 450 บาท และภาษีบินออกนอกประเทศ 1000 บาทครบทุกส่วน ค่าใช้จ่ายรวมเฉพาะรายการเหล่านี้จะสูงถึง 10,280 บาทต่อการเดินทางหนึ่งทริป โดยยังไม่รวมค่าที่พัก ค่าเดินทางภายใน และค่าใช้จ่ายอื่น คำถามที่ตามมาคือ เงินเกือบหมื่นนี้จะถูกดึงมาจากส่วนไหน กระเป๋านักเดินทางย่อมไม่ขยายตามภาษี นักเดินทางจำนวนมากจะเลือกตัดค่าอาหารดีๆ ลดคืนโรงแรม เปลี่ยนจากทัวร์ไปเป็นเดินเที่ยวเอง หรือซื้อของฝากน้อยลง ภาคธุรกิจตั้งแต่โรงแรม บริษัทนำเที่ยว ร้านอาหาร ร้านค้าชุมชน ไปจนถึงผู้ประกอบการรายย่อยจึงมีสิทธิ์เสียรายได้ในสัดส่วนที่มากกว่าภาษีที่รัฐเก็บได้ต่อหัว
ภาษีซ้ำซ้อนกับยุทธศาสตร์ฮับการบิน ทำให้ปลายทางอื่นดูคุ้มกว่าหรือไม่
ภาคเอกชนด้านท่องเที่ยวไม่ได้มองนโยบายนี้แค่ในมิติบัญชีรายรับของรัฐ แต่โยงไปถึงยุทธศาสตร์การเป็นศูนย์กลางการบินและ Two-Way Tourism ที่เน้นให้เส้นทางขาเข้าและขาออกเกื้อหนุนกัน หลักการของสมาคมการขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศระบุชัดว่าภาษีที่เพิ่มต้นทุนการเดินทางย่อมกดความต้องการใช้บริการผ่านกลไกราคา เมื่อผู้โดยสารลดลง สายการบินอาจลดเที่ยวบินหรือชะลอการเปิดเส้นทางใหม่ ส่งผลต่อความเชื่อมโยงทางอากาศและโอกาสเปิดเส้นทางไปเมืองรอง ในระดับภูมิภาค ภาษีซ้ำซ้อนหลายชั้นทำให้ปลายทางอื่นที่มีต้นทุนการเดินทางต่ำกว่า นัดชิงนักท่องเที่ยวได้ง่ายขึ้น สมาคมโรงแรมไทยเตือนว่าเมื่อค่าใช้จ่ายเหล่านี้ถูกนำไปรวมในราคาตั๋วเครื่องบิน นักท่องเที่ยวต่างชาติจะเปรียบเทียบความคุ้มค่ามากขึ้น หากรู้ว่ามีปลายทางที่เดินทางสะดวกและถูกกว่า การตัดสินใจเปลี่ยนจุดหมายปลายทางจึงไม่ใช่เรื่องยาก หนึ่งในคำกล่าวที่สะท้อนความกังวลคือ “รัฐอาจเก็บภาษีได้ 1,000 บาท แต่ประเทศอาจเสียรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวรายนั้นเฉลี่ย 50,000 บาทต่อคนต่อปี” ซึ่งเป็นตัวอย่างที่นายกสมาคมโรงแรมไทยหยิบยกเพื่อให้เห็นภาพความเสี่ยงทางรายได้รวมของภาคเศรษฐกิจ
ทำไมสมาคมท่องเที่ยวส่งหนังสือคัดค้าน และรัฐบาลควรทบทวนอย่างไร
แรงต้านต่อภาษีบินออกนอกประเทศ 1000 บาทไม่ได้มาจากเสียงบ่นประปราย แต่ถูกจัดระเบียบเป็นการเคลื่อนไหวอย่างเป็นทางการ สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยวออกมาแสดงความวิตกและเตรียมยื่นหนังสือไปยังหน่วยงานด้านการคลังเพื่อคัดค้านการจัดเก็บภาษีดังกล่าว สมาคมโรงแรมไทยก็ร่อนเอกสารถึงกรมสรรพากรและกระทรวงการคลัง ขอให้ทบทวนและยุติการผลักดันร่าง พ.ร.บ.ภาษีการเดินทางออกนอกในหลักการปัจจุบัน พร้อมเรียกร้องให้เปิดเผยผลการศึกษาผลกระทบและประมาณการรายได้อย่างชัดเจนก่อนเดินหน้าต่อ ฝั่งเอกชนชี้ว่าการออกภาษีในช่วงเศรษฐกิจซบเซา ภาวะขัดแย้งระหว่างประเทศ ต้นทุนการเดินทางสูงขึ้น และประชาชนบางส่วนยังเผชิญผลกระทบจากอุทกภัย ไม่ใช่จังหวะที่เหมาะสม เมื่อการเดินทางไม่ใช่เรื่องของคนรายได้สูงเท่านั้น นโยบายที่เหมารวมว่าผู้เดินทางมีกำลังซื้อสูงย่อมถูกตั้งคำถาม สรุปแล้ว หากรัฐต้องการรายได้เพิ่ม ทางเลือกที่สมเหตุสมผลกว่าคือการจัดระบบการเก็บเงินที่มีอยู่ให้โปร่งใสและใช้ได้ผลจริง มากกว่าการวางภาษีซ้อนอีกชั้นบนกระเป๋านักเดินทาง และเสี่ยงให้ปลายทางอื่นในภูมิภาคได้เปรียบทั้งในด้านราคาและภาพลักษณ์การต้อนรับผู้มาเยือน






