AI ในกระบวนการยุติธรรม คืออะไร และทำไมต้องสนใจวันนี้
ระบบ AI ไกล่เกลี่ยข้อพิพาท หมายถึงการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เข้ามาช่วยวิเคราะห์ข้อมูลคดี เอกสาร และข้อเสนอจากคู่กรณี เพื่อสนับสนุนผู้ไกล่เกลี่ยในการตัดสินใจอย่างรวดเร็ว แม่นยำ และสอดคล้องกับกฎหมายที่บังคับใช้ โดยมีเป้าหมายเพื่อลดภาระงานเชิงเอกสาร ลดความล่าช้าในระบบศาล และเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงการยุติข้อพิพาทได้ง่ายขึ้นผ่านเทคโนโลยียุติธรรมดิจิทัลในยุคที่ข้อขัดแย้งมีความซับซ้อนมากขึ้นทั้งในโลกจริงและโลกออนไลน์
หัวใจสำคัญวันนี้คือ กระบวนการยุติธรรมไม่อาจพึ่งแต่คนและกระดาษได้อีกต่อไป เมื่อคดีล้นศาลและเอกสารท่วมโต๊ะ การผลักดันให้มี AI ประมวลผลคดีความจึงไม่ใช่การตามแฟชั่นเทคโนโลยี แต่เป็นการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบยุติธรรม การอบรมเรื่องการประยุกต์ใช้ AI สำหรับคดีไกล่เกลี่ยตามพระราชบัญญัติไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ. 2562 ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2569 จึงเป็นสัญญาณชัดว่า ผู้นำด้านความยุติธรรมกำลังเลือกเดินหน้าไปสู่การไกล่เกลี่ยอัตโนมัติในระดับระบบ ไม่ใช่แค่ทดลองเล่นเครื่องมือใหม่

เวทีอบรม 27 กันยายน 2569 จุดเปลี่ยนจากทฤษฎีสู่การใช้จริง
สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่แค่การพูดถึง AI แต่คือการลงมือสร้างคนที่ใช้ระบบ AI ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทได้จริง ในวันที่ 27 กันยายน 2569 ณ ชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย จำกัด ถนนนครอินทร์ ตำบลบางสีทอง อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี มีการจัดอบรมโครงการการประยุกต์ใช้ AI และการทำ Workshop สำหรับคดีไกล่เกลี่ยตามพระราชบัญญัติไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ. 2562 โดยมี พลตำรวจเอกธนายุตม์ วุฒิจรัสธำรงค์ รองนายกสมาคมตำรวจ เป็นประธานมอบใบประกาศนียบัตรและกล่าวปิดการอบรม
จุดยืนที่สะท้อนชัดในเวทีนี้คือการยืนยันว่า AI ไม่ได้มาแทนคน แต่มาเสริมทัพให้การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทรวดเร็ว แม่นยำ และทันโลกดิจิทัล พลตำรวจเอกธนายุตม์กล่าวว่า การนำเทคโนโลยี AI เข้ามาเสริมทัพในกระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ถือเป็นก้าวสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน และขับเคลื่อนพระราชบัญญัติไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ. 2562 ให้เกิดผลสัมฤทธิ์สูงสุดอย่างเป็นรูปธรรม การผสมผสานระหว่างภาคทฤษฎีกับ Workshop เชิงปฏิบัติการทำให้ผู้เข้าอบรมไม่ได้แค่ฟังแนวคิด แต่เริ่มทดลองใช้เครื่องมือดิจิทัลกับสถานการณ์คดีจำลองจริง

ประโยชน์ต่อประชาชน ยุติธรรมที่เร็วขึ้นและใกล้ตัวมากขึ้น
เมื่อเทคโนโลยียุติธรรมดิจิทัลเริ่มฝังตัวเข้ากับงานไกล่เกลี่ย ผลกระทบที่ประชาชนจะรู้สึกได้คือความเร็วและความชัด ระบบ AI ประมวลผลคดีความสามารถช่วยวิเคราะห์ประเด็นหลักในข้อพิพาท เรียงลำดับข้อเท็จจริง และเสนอทางเลือกในการเจรจาอย่างมีเหตุผล ทำให้ผู้ไกล่เกลี่ยใช้เวลาไปกับการสื่อสารและสร้างความไว้ใจ มากกว่าจมอยู่กับเอกสารที่อ่านไม่จบ การยกระดับกระบวนการไกล่เกลี่ยให้รวดเร็ว แม่นยำ และทันต่อโลกยุคดิจิทัลจึงไม่ได้เป็นประโยชน์เฉพาะหน่วยงาน แต่คือการลดความเครียดเวลาเกิดข้อพิพาทให้กับคนทั่วไปโดยตรง
ผลที่ตามมาในทางโครงสร้างคือระบบศาลมีภาระคดีลดลง เมื่อข้อพิพาทจำนวนมากถูกจัดการผ่านการไกล่เกลี่ยอัตโนมัติและเครื่องมือออนไลน์ที่ใช้งานง่าย ประชาชนสามารถเข้าร่วมกระบวนการยุติข้อขัดแย้งได้โดยไม่ต้องเดินทางไกลหรือรอคิวเป็นปี นี่คือการทำให้ความยุติธรรมไม่ใช่สิทธิบนกระดาษ แต่เป็นบริการที่เข้าถึงได้ในชีวิตประจำวัน การผลักดันให้พระราชบัญญัติไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ. 2562 เกิดผลสัมฤทธิ์สูงสุดอย่างเป็นรูปธรรมจึงมีความหมายมาก เพราะมันแปลว่ากฎหมายไม่ได้หยุดอยู่ในเล่ม แต่เดินทางไปพร้อมเทคโนโลยีที่ประชาชนใช้อยู่ทุกวัน

จากเวิร์กช็อปสู่ระบบถาวร ความท้าทายของการนำ AI เข้าเป็นส่วนหนึ่งของยุติธรรม
อย่างไรก็ตาม การก้าวสู่ยุคการไกล่เกลี่ยอัตโนมัติไม่ได้มีแค่ด้านสว่าง การฝึกอบรมครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า การผสมผสานระหว่างทฤษฎีกับ Workshop เข้มข้นเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ผู้เข้าร่วมต้องนำเครื่องมือสมัยใหม่กลับไปปรับใช้ในบริบทงานจริง เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชนและสังคมส่วนรวมต่อไป นั่นหมายความว่าประเด็นความโปร่งใส การออกแบบอัลกอริทึมให้ไม่ลำเอียง และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลจะเป็นสนามทดสอบที่ยากกว่าการลองใช้โปรแกรมในห้องอบรม
ถ้าหน่วยงานยุติธรรมยอมรับว่า AI เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการตัดสินใจ ต้องกล้ายอมรับด้วยว่า ระบบต้องถูกตรวจสอบได้และเปิดให้สังคมตั้งคำถาม การสร้างสมดุลระหว่างความรวดเร็วของเครื่องกับวิจารณญาณของมนุษย์จะเป็นตัวชี้ว่าเทคโนโลยียุติธรรมดิจิทัลจะกลายเป็นหลักประกันสิทธิ หรืออาจกลายเป็นกำแพงใหม่ที่คนบางกลุ่มข้ามไม่ถึง จุดแข็งของการอบรมครั้งนี้คือการเริ่มสร้างคนทำงานที่เห็นทั้งพลังและข้อจำกัดของ AI ไม่หลงเชื่อว่าเทคโนโลยีแก้ได้ทุกอย่าง แต่รู้ว่ามันเป็นเครื่องมือที่ต้องออกแบบและตรวจสอบอย่างรับผิดชอบ
ข้อเสนอเชิงนโยบาย ทำอย่างไรให้ AI กลายเป็นเสาหลักของความยุติธรรมยุคใหม่
เมื่อการประยุกต์ใช้ AI ในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทก้าวไปแล้วหนึ่งสเต็ป คำถามต่อไปคือ นโยบายอะไรจะทำให้การเปลี่ยนผ่านนี้มั่นคง ไม่ใช่แค่กระแสชั่วคราว ขั้นแรกต้องมีมาตรฐานกลางสำหรับการใช้ระบบ AI ไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ทั้งด้านจริยธรรม ความปลอดภัยข้อมูล และการทวนสอบผลลัพธ์ สิ่งนี้ไม่ใช่ความหรูหรา แต่เป็นเกราะคุ้มกันไม่ให้เทคโนโลยีสร้างความเสียหายต่อสิทธิของคู่กรณีในคดีความ
ขั้นต่อมาคือการลงทุนในคนให้มากพอ การอบรมเชิงลึกที่ผสมผสานทฤษฎีและ Workshop อย่างที่จัดขึ้นแล้ว เป็นตัวอย่างของการสร้างบุคลากรที่สามารถใช้ AI ประมวลผลคดีความได้อย่างมีวิจารณญาณ ไม่ใช่แค่กดปุ่มตามคู่มือ หากภาครัฐ หน่วยงานยุติธรรม และผู้พัฒนาเทคโนโลยีเดินไปในทิศทางเดียวกัน ระบบ AI จะไม่ใช่ของเล่นใหม่ แต่เป็นเสาหลักที่ทำให้ความยุติธรรมยุคดิจิทัลตอบสนองต่อประชาชนได้รวดเร็ว แม่นยำ และเป็นธรรมมากกว่าที่เคย






