เมื่อคนบันเทิงตัวท็อป เปิดใจเรื่องรักและชีวิตที่ไม่เคยสมบูรณ์แบบ
ใครจะคิดว่าผู้ชายที่หลายคนมองว่าเป๊ะทั้งหน้าตาและการงานอย่าง อ้น สราวุธ มาตรทอง จะมีด้านชีวิตที่เต็มไปด้วยรอยแผลจากวัยเด็ก และมุมมองเรื่องความรักที่ผ่านการทบทวนมาอย่างหนักแน่น
เขาออกมาเล่าตรงๆ ถึงการเติบโตมาโดยไม่มีพ่อแม่อยู่ข้างกาย ความฝันเรื่องครอบครัวที่เคยอยากมี และการกลับมาค้นพบว่า “ต้องรักตัวเองให้เป็นก่อน” ถึงจะไปต่อกับความรักรูปแบบไหนก็ได้แบบไม่เจ็บจนเกินไป
โสดหรือไม่โสดกันแน่?
มารายการวันนี้ หมายความว่าโสด หรือไม่โสดกันแน่คะ?
อ้นเล่าด้วยมุมมองคนโตแล้วว่า สถานะมันไม่ได้มีแค่คำว่าโสดหรือไม่โสด แต่ถ้าเป็นเรื่องแต่งงาน เขามองว่าเป็นเรื่องของ commitment ที่ใหญ่พอสมควร ส่วนถ้ายังไม่แต่ง ก็ใช้ชีวิต เรียนรู้ และค่อยๆ เดินไปตามจังหวะของตัวเอง
แล้วสรุปมีคนคุยไหม?
เจ้าตัวตอบตรงๆ ว่า เราไม่ได้อายุ 17 แล้ว ตอนนี้อายุ 49 ปี แน่นอนว่า มีคนคุยอยู่แล้ว เป็นเรื่องธรรมดาของคนวัยนี้ที่จะมีใครสักคนให้พูดคุยและแบ่งปันเรื่องราวกัน
ทำไมยังไม่คิดจะแต่งงาน?
เมื่อถูกถามว่า ทำไมถึงเลือกที่จะเป็นโสด ไม่แต่งงาน?
อ้นตอบด้วยชุดความคิดที่ชัดมากว่า ไม่มีข้อกฎหมายหรือกฎข้อไหนบังคับว่า มนุษย์เกิดมาต้องแต่งงานทุกคน
เขาเล่าว่า เมื่อก่อนเคยคิดไปไกลถึงขั้นตั้งชื่อลูกชายลูกสาวไว้แล้ว ช่วงประมาณสิบปีก่อน ชีวิตเหมือนกำลังวางแผนครอบครัวในฝันไว้หมด แต่พอมีเหตุการณ์บางอย่างเข้ามากระทบ ทุกอย่างก็ต้องเปลี่ยนแผนไป
เขายอมรับว่ามีช่วงหนึ่งที่แอบถามตัวเองว่า
เราทำอะไรผิดหรือเปล่า
เราไม่สามารถสร้างครอบครัวที่สมบูรณ์แบบได้จริงๆ เหรอ
เพราะพื้นเพเขาโตมาในครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์ เลยอยากมีครอบครัวที่ดีให้ได้สักครั้งในชีวิต แต่ความจริงของชีวิตก็ไม่ง่ายอย่างที่คิด จนต้องหัดประคับประคองตัวเอง และยอมรับว่าบางอย่างมันไม่ได้เป็นไปตามแพลน
จาก “วงกลมที่หายไป” สู่การเข้าใจว่าเราสมบูรณ์แล้ว
อ้นพูดถึงหลักคิดที่เคยเชื่อในสมัยรุ่นเขาว่า มนุษย์เหมือนวงกลมที่มีชิ้นส่วนหนึ่งขาดไป และเราต้องออกตามหาคนอีกคนมาทำให้ชีวิตเราสมบูรณ์ขึ้น
แต่วันนี้ เขาเปลี่ยนความคิดไปแบบสิ้นเชิง
เขาบอกว่า ชิ้นส่วนที่เหมือนหายไปนั้น แท้จริงแล้วมันอาจสมบูรณ์อยู่ในความว่างเปล่านั้นเอง ไม่จำเป็นต้องมีอะไรมาเติม เพราะตัวเรานี่แหละคือชิ้นส่วนนั้น
อ้นสรุปให้ฟังแบบสั้นๆ แต่คมมากว่า:
ชีวิตเราไม่ได้พร่องอย่างที่คิด
วงกลมที่เหมือนขาด จริงๆ แล้วมันเต็มอยู่แล้ว
เราคือตัวต่อที่ทำให้ชีวิตเราสมบูรณ์ได้ด้วยตัวเอง
พอคิดได้แบบนี้ เขาเลยไม่เดือดร้อนกับสถานะอีกต่อไป ถ้าไม่มีใครอยู่ข้างกายในความหมายแบบคู่ชีวิต ก็ไม่ได้รู้สึกว่าชีวิตขาดอะไร เพราะ เขารู้สึกสมบูรณ์ด้วยตัวเองแล้ว
เด็กที่ไม่เคยมีพ่อแม่ไปโรงเรียนในวันสำคัญ
เมื่อถามถึงความต่างของมุมมองความรักระหว่างตอนเด็กกับตอนนี้ อ้นยอมรับว่า
ตอนเด็กๆ ภาพครอบครัวในหัวคือรูปแบบคลาสสิกแบบ พ่อ แม่ ลูก
แต่ปัญหาคือเขาไม่ได้โตมากับพ่อแม่ ครอบครัวค่อนข้างแตกร้าว ทำให้วันพิเศษในโรงเรียนกลายเป็นช่วงเวลาที่สะเทือนใจมากๆ
วันแม่ คนอื่นมีแม่มาที่โรงเรียน แต่เขาไม่มี
วันพ่อ คนอื่นมีพ่อมาหา แต่ว่างเปล่าสำหรับเขา
เขายังจำภาพญาติๆ บางบ้านที่พ่อแม่พาลูกไปเที่ยว มีของขวัญ มีเงินเก็บให้ลูกกันอย่างดี ส่วนตัวเขาได้แต่นั่งมองจากมุมไกลๆ
ประสบการณ์เหล่านี้กลายเป็นรากลึกของความฝันที่อยากมีครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ แต่ก็นำไปสู่การเรียนรู้ว่า บางทีเราต้องเป็นผู้ใหญ่ให้ตัวเองก่อน
ความรักที่เคยเจ็บที่สุด: ร้องไห้ 7 วันเต็ม
เมื่อถามว่า เรื่องความรักที่เคยหนักสุดในชีวิตเป็นแบบไหน?
อ้นเล่าว่า เขาเคยร้องไห้ยาวๆ 7 วัน จากรักครั้งแรกที่รักแบบจริงจังสุดชีวิต ตอนนั้นเขาอายุ 24 ปี และผู้หญิงคนนั้นอายุ 14 ปี
เขาย้ำหลายครั้งว่าคนที่อายุน้อยกว่าควรฟังดีๆ เพราะเรื่องนี้ละเอียดอ่อนมาก เขาบอกว่า ตัวเองอดทนรอถึง 6 ปี จนอีกฝ่ายอายุ 20 ปี
ตลอดช่วงเวลานั้น เขายืนยันว่า
ดูแลหัวใจของอีกฝ่ายอย่างดีที่สุด
ไม่ล่วงเกินทางกายเกินขอบเขต
สิ่งที่ทำได้มากที่สุดคือแค่ จับมือหรือหอมมือเบาๆ
เขาใช้คำว่า อดทน รัก และถนอม ผู้หญิงคนนี้มากๆ และยังบอกอีกว่าตัวเองเป็นคนที่ “รักคนยาก” ไม่ใช่ว่าใครสวยก็รักง่ายๆ
ความรู้สึกครั้งนั้นเริ่มจาก การตกหลุมรักผ่านรูปถ่าย ก่อนจะได้รู้จักตัวตนจริงๆ ของอีกฝ่าย
เจอเขาได้อย่างไร?
เมื่อถูกถามว่า เจอผู้หญิงคนนั้นได้อย่างไร?
อ้นเล่าว่า ผู้หญิงคนนั้นเป็นนางแบบ เขาเห็นภาพแล้วสะดุดตาทันที โดยเฉพาะดวงตาที่เหมือนแอ่งน้ำใสๆ ให้ความรู้สึกอุ่นหัวใจจนต้องหยุดมอง
ต่อมาเขามีโอกาสได้ไปถ่ายแบบและได้เจอกันจริงๆ จากคนที่เคยเห็นแค่ในรูป ก็กลายเป็นคนที่มีตัวตนอยู่ตรงหน้า ความผูกพันก็ค่อยๆ เติบโตขึ้นจากตรงนั้น
จากรักคนอื่น เกือบลืมรักตัวเอง
ในรายการ อ้นยังเล่ามุมมองเรื่อง การวางแผนชีวิต และสไตล์การใช้ชีวิตของตัวเองที่เริ่มจากการ “รักตัวเอง” เป็นอันดับแรก
เขาเชื่อว่า
การรักและเคารพตัวเอง คือพื้นฐานสำคัญของทุกความสัมพันธ์
ถ้าเราไม่เห็นคุณค่าในตัวเองก่อน ต่อให้มีคนรักเราเยอะแค่ไหน เราก็อาจไม่รู้สึกถึงมันจริงๆ
พอสามารถมองเห็นคุณค่าของตัวเองได้ชัดขึ้น เขาก็จัดการเรื่องอื่นๆ ในชีวิตได้ดีขึ้น ทั้งเรื่องความรัก การงาน และการใช้ชีวิตคนเดียวโดยไม่รู้สึกว่าชีวิตขาดอะไรไป
ใช้เงินอย่างมีคุณภาพ ไม่ใช่แค่มีเยอะแล้วจบ
อีกประเด็นหนึ่งที่อ้นหยิบมาพูดคือเรื่อง การใช้เงินอย่างมีคุณภาพ
หลายคนมองข้ามเรื่องนี้ แต่เขาเชื่อว่าเงินไม่ใช่แค่ของที่มีแล้วต้องรีบใช้ หรือมีเท่าไหร่ก็เอาไปซื้อของที่อยากได้ทันที เขามองว่าเงินคือเครื่องมือในการสร้างความมั่นคงและคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว
มุมมองแบบนี้ทำให้เห็นภาพชัดว่า เขาไม่ได้เป็นแค่คนทำงานในวงการบันเทิง แต่ยังเป็นผู้ชายที่คิดเรื่องชีวิตอย่างลึกซึ้งมากๆ คนหนึ่ง
มองชีวิตโสดใหม่อีกครั้ง แบบไม่รู้สึกขาด
เรื่องราวของอ้น สราวุธ ทำให้เห็นชัดว่า
ชีวิตที่โตมาแบบขาดพ่อแม่ ไม่ได้แปลว่าต้องโตมาแบบพังเสมอไป
การไม่แต่งงาน ไม่ได้หมายความว่าเราแพ้ในเกมชีวิต
ความโสดไม่ใช่คำด่า แต่เป็นอีกหนึ่งรูปแบบของชีวิตที่ ถ้าเรารักตัวเองเป็น ก็อยู่ได้แบบไม่เหงาและไม่รู้สึกว่าตัวเองต่ำกว่าใคร
เขาเลือกจะใช้ชีวิตแบบคนที่ “สมบูรณ์อยู่แล้ว” ไม่ได้รอให้ใครมาเติมเต็ม และยิ่งทำให้คนฟังเข้าใจมากขึ้นว่า ความรักที่สำคัญที่สุด อาจเป็นความรักที่เรามอบให้ตัวเองตั้งแต่วันนี้นี่แหละ

