รับแอปรับแอป

Agentic AI พลิกเกมธุรกิจ: จากแค่ใช้ AI เป็นมี "พนักงานอัจฉริยะ" ในทีม

พีรพัฒน์ สุขสม01-31

Agentic AI คืออะไร ทำไมถึงมาแรงในทุกธุรกิจ

ทุกวันนี้ชื่อของ Agentic AI เริ่มถูกพูดถึงกันมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะนี่ไม่ใช่แค่ AI ที่รอรับคำสั่งเหมือนเดิมอีกต่อไป แต่คือ AI รุ่นใหม่ที่สามารถ คิด วางแผน ตัดสินใจ และลงมือทำ ได้เองแทบทุกขั้นตอน

ต่างจาก AI ทั่วไปที่ต้องมีสคริปต์หรือคำสั่งชัดเจน Agentic AI ถูกออกแบบให้เรียนรู้จาก ข้อมูลและสภาพแวดล้อมจริง ปรับตัวได้เอง และดำเนินการเพื่อบรรลุเป้าหมายที่ถูกตั้งไว้แบบอัตโนมัติ

หัวใจสำคัญอยู่ที่การที่ทีมงานของแต่ละธุรกิจ วางกลยุทธ์ กำหนดกรอบเวิร์กโฟลว์ และออกแบบกระบวนการอัตโนมัติไว้ล่วงหน้า จากนั้นเปิดให้ Agentic AI เข้าถึงข้อมูลตั้งต้นผ่านระบบที่เชื่อมต่อกับการทำงานในองค์กร ทำให้มันสามารถขับเคลื่อนงานอัตโนมัติได้จริง ไม่ใช่แค่คอนเซปต์สวยหรูบนสไลด์

จากแค่ “ใช้ AI” สู่การมี “พนักงาน Agentic AI” ในทีม

ลองนึกภาพว่า Agentic AI ไม่ใช่แค่เครื่องมือ แต่คือ “พนักงานหนึ่งคนในทีม” ที่เข้าใจภาพใหญ่ของธุรกิจ

  • AI ทั่วไป: ทำงานเมื่อมนุษย์สั่ง เช่น ให้ช่วยวิเคราะห์ยอดขายเดือนนี้ ระบบก็จะส่งรายงานสรุปกลับมา

  • Agentic AI: ถ้าเราบอกเป้าหมายว่า อยากเพิ่มยอดขาย 20% ภายใน 3 เดือน มันจะไม่แค่รายงานตัวเลข แต่จะ

    • วิเคราะห์ปัญหาและจุดอ่อนปัจจุบัน

    • ค้นหาแนวทางที่เป็นไปได้

    • เสนอแผนเชิงกลยุทธ์

    • และอาจเริ่มทำแคมเปญการตลาดเบื้องต้น จากข้อมูลที่ธุรกิจมีอยู่แล้ว

Agentic AI จึงไม่ได้แค่ช่วย “คิดให้” แต่ยังสามารถ “เริ่มลงมือทำ” บางส่วนได้ด้วยตัวเอง

4 ประโยชน์หลักของ Agentic AI ต่อธุรกิจ

แล้ว Agentic AI ช่วยธุรกิจด้านไหนได้บ้าง? ลองสรุปให้เห็นภาพชัด ๆ แบบจับต้องได้

1. เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน

Agentic AI สามารถจัดการงานที่ ซับซ้อน และต้องตัดสินใจหลายชั้น ได้ด้วยตัวเอง เช่น

  • การจัดการ Supply Chain

  • การวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า

  • การตอบสนองต่อเหตุการณ์ฉุกเฉินในระบบ

มันช่วยให้กระบวนการทำงานเดินหน้าได้ต่อเนื่อง ไม่สะดุดรอคนตัดสินใจตลอดเวลา

2. ลดต้นทุนและประหยัดเวลา

ด้วยความที่ Agentic AI ทำงานอัตโนมัติและตัดสินใจเองได้ในกรอบที่วางไว้ จึงช่วยให้ธุรกิจ

  • ลดภาระงานซ้ำ ๆ ของคน

  • ลดความผิดพลาดจากมนุษย์

  • เพิ่มความเร็วของการดำเนินงาน

ผลลัพธ์คือ ใช้ทรัพยากรเท่าเดิม แต่ได้งานมากขึ้น และแม่นยำขึ้น

3. เรียนรู้และปรับตัวได้ต่อเนื่อง

Agentic AI ไม่ได้หยุดแค่ทำตามกติกาเดิม ๆ แต่ เรียนรู้จากประสบการณ์และข้อมูลใหม่ตลอดเวลา ทำให้

  • ระบบยืดหยุ่นมากขึ้น

  • ปรับกลยุทธ์ได้เมื่อสภาพตลาดหรือเงื่อนไขเปลี่ยน

  • ใช้ข้อมูลจริงมาปรับปรุงผลลัพธ์อย่างต่อเนื่อง

4. เปิดโอกาสสร้างนวัตกรรมใหม่

ด้วยความสามารถในการวิเคราะห์และตัดสินใจอย่างอิสระ Agentic AI ช่วยธุรกิจในการ

  • ค้นหาโอกาสใหม่ ๆ ในตลาด

  • ทดลองไอเดียผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่

  • ปรับปรุงกระบวนการทำงานเดิมให้ “ล้ำ” และมีประสิทธิภาพกว่าเดิม

ตัวอย่างการใช้ Agentic AI เป็นตัวช่วยธุรกิจ

เมื่อมอง Agentic AI ในฐานะ “ตัวช่วยทำธุรกิจ” จะเห็นว่ามันเข้าไปเสริมได้หลายจุดมาก โดยเฉพาะงานที่ต้องใช้ข้อมูลเยอะและมีการตัดสินใจต่อเนื่อง

  • งานบริการลูกค้า
    Agentic AI สามารถตอบคำถามและแก้ปัญหาลูกค้าแบบเรียลไทม์ ทั้งเร็วและแม่นยำ ลดภาระคอลเซ็นเตอร์ และให้บริการได้ 24/7 โดยไม่ต้องรอพนักงาน

  • งานวิเคราะห์ข้อมูล
    สามารถจัดการกับข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) เพื่อค้นหาเทรนด์ ความเชื่อมโยง และอินไซต์ที่สำคัญต่อการตัดสินใจเชิงธุรกิจ

  • การจัดการ Supply Chain
    ช่วยวางแผนสต๊อก คาดการณ์ดีมานด์ และบริหารสินค้าคงคลังให้เหมาะสม ลดของขาดสต๊อก หรือของค้างสต๊อกจนเปลืองต้นทุน

  • งานการเงินและบัญชี
    ช่วยตรวจสอบธุรกรรม วิเคราะห์ความเสี่ยง และเสนอแนวทางบริหารสภาพคล่องหรือการจัดการต้นทุนทางการเงินให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ขนาดธุรกิจไม่ใช่ข้ออ้าง อยู่ที่ว่าเริ่มอย่างไร

การจะใช้ Agentic AI ให้คุ้ม ไม่ได้ขึ้นกับว่าบริษัทต้อง “ใหญ่” แค่ไหน แต่ขึ้นอยู่กับว่า เลือกใช้ให้ตรงงานและปัญหาจริงหรือเปล่า

ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนาดเล็ก กลาง หรือใหญ่ ล้วนสามารถเลือกนำ Agentic AI เข้ามาใช้

  • เพื่อลดเวลาทำงานในขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน

  • เพื่อเพิ่มคุณภาพการตัดสินใจ

  • เพื่อเสริมทีมให้แข็งแรงขึ้นโดยไม่ต้องเพิ่มหัวหน้าใหม่เป็นสิบคน

จุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุด คือการตั้งเป้าหมายให้ชัด ว่าต้องการ

  • ลดต้นทุน

  • เพิ่มยอดขาย

  • หรือยกระดับบริการลูกค้า

เมื่อรู้เป้าหมายแล้ว จึงค่อยวางแผนว่า Agentic AI จะเข้าไปช่วยตรงจุดไหนของกระบวนการทำงาน

จากนั้นต้อง สำรวจเวิร์กโฟลว์ในองค์กร ว่างานไหน

  • ใช้เวลานาน

  • ทำซ้ำ ๆ เหมือนเดิมทุกวัน

  • มีขั้นตอนชัดเจนแต่กินทรัพยากรคนมาก

จุดเหล่านี้แหละคือพื้นที่ทอง ที่ Agentic AI จะเข้ามาช่วย “ยกภาระ” ออกจากทีมได้

เลือกแพลตฟอร์มให้ใช่ แล้วเริ่มจากเล็กให้เวิร์กก่อน

เมื่อรู้แล้วว่าจะให้ Agentic AI เข้าไปช่วยตรงไหน ขั้นต่อไปคือการ หาแพลตฟอร์มหรือโซลูชันที่เหมาะกับเวิร์กโฟลว์จริงของเรา ไม่ใช่แค่เลือกจากชื่อแบรนด์ดัง

ตัวอย่างโซลูชันที่เริ่มผสาน Agentic AI เข้ามาแล้ว เช่น

  • แพลตฟอร์มอย่าง Jasper, Adept

  • โซลูชันจากค่ายใหญ่ เช่น Google, AWS, NVIDIA

เมื่อเลือกเครื่องมือที่เหมาะสมได้แล้ว วิธีที่ปลอดภัยและได้ผลคือ

  • เริ่มทดลองใช้ใน วงเล็กก่อน เช่น แผนกเดียว หรือโปรเจกต์นำร่อง

  • เก็บฟีดแบ็กจากทีมงานและผลลัพธ์จริง

  • ปรับปรุงเวิร์กโฟลว์และกติกาการใช้งาน

  • แล้วค่อย ๆ ขยายจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบงานทั้งองค์กร

เป้าหมายไม่ใช่แค่ “เอา Agentic AI มาใช้” แต่คือ “ใช้ให้มันแก้ปัญหาจริงได้”

สรุป: Agentic AI คือฟันเฟืองใหม่ของธุรกิจยุคดาต้า

ถ้าจะสรุปแบบเข้าใจง่าย Agentic AI คือเทคโนโลยีที่มีศักยภาพพลิกวิธีทำธุรกิจแบบเบ็ดเสร็จ เพราะมันไม่ใช่แค่เครื่องมือตอบคำถาม แต่เป็นระบบที่

  • ตัดสินใจและลงมือทำงานได้เองภายใต้กรอบที่ทีมงานวางไว้

  • เข้าถึงข้อมูลสำคัญต่าง ๆ เช่น ข้อมูลลูกค้า ยอดขาย สต๊อกสินค้า (inventory) และข้อมูลเชิงธุรกิจด้านอื่น ๆ

  • เรียนรู้จากข้อมูลเหล่านั้น แล้วนำมาวิเคราะห์และดำเนินการผ่านระบบที่เชื่อมโยงกับเวิร์กโฟลว์อัตโนมัติขององค์กร

เมื่อธุรกิจวางโครงยุทธศาสตร์ดี + เปิดให้ Agentic AI เชื่อมต่อกับ Workflow จริง ผลลัพธ์ที่ได้คือ

  • กระบวนการทำงานอัตโนมัติที่มีความแม่นยำสูง

  • การตัดสินใจที่เร็วขึ้นและมีข้อมูลรองรับ

  • ทีมงานมนุษย์มีเวลาไปโฟกัสงานเชิงกลยุทธ์มากขึ้น

ดังนั้น ธุรกิจที่สามารถนำ Agentic AI มาใช้ได้อย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับเป้าหมายของตัวเอง ย่อมได้เปรียบคู่แข่งทั้งในด้าน ความเร็ว การยืดหยุ่น และการตอบรับตลาดที่เปลี่ยนแปลงเร็ว แบบที่ใครตามไม่ทันก็อาจจะถูกทิ้งไว้ข้างหลังได้เลย