พัคโบกอมกลับมาแล้ว และครั้งนี้กลับมาใหญ่กว่าเดิม
จากภาพจำในฐานะ ‘แฟนหนุ่มแห่งชาติ’ และ ‘องค์รัชทายาทของสาธารณรัฐเกาหลีใต้’ พัคโบกอมเคยก้าวออกจากสปอตไลต์ไปพักใหญ่เพื่อทำหน้าที่รับใช้ชาติ
วันนี้เขากลับมาเต็มตัว พร้อมโปรเจกต์แน่น ๆ ทั้งซีรีส์เรื่องใหม่ร่วมกับไอยู บทบาทแอมบาสเดอร์ของ CELINE และงานแสดงที่เติบโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
บัลลังก์ความเป็น “ราชนิกูลแห่งวงการบันเทิงเกาหลี” เขาไม่ได้แค่ทวงคืน แต่ยิ่งสูงขึ้นกว่าเดิม
จาก Reply 1988 สู่นักแสดงแถวหน้า
พัคโบกอมเริ่มเป็นที่จับตามองจากซีรีส์ Reply 1988 ซึ่งกลายเป็นผลงานแจ้งเกิดอย่างแท้จริง
จากนั้นเส้นทางก็เปิดกว้างสู่บทนำในหลายเรื่อง เช่น
Love in the Moonlight (2016)
The Encounter (2018)
Record of Youth (2020)
แต่เมื่อถึงเวลาต้องเข้ากรม เขาตัดสินใจถอยจากแสงไฟไปปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความรับผิดชอบเป็นเวลาหลายปี
การหายไปจากสายตาสาธารณชนอาจทำให้ใครบางคนแผ่วลง แต่สำหรับพัคโบกอม มันกลายเป็นพลังสะสมเพื่อการกลับมาที่น่าจับตา
คัมแบ็กด้วยโปรเจกต์หลากมิติ
หลังเสร็จสิ้นภารกิจในกองทัพ พัคโบกอมกลับมาอย่างจริงจังด้วยการท้าทายตัวเองในหลายรูปแบบ
ละครเพลง Let Me Fly ที่เขาขึ้นเวทีและใช้การแสดงสดเต็มรูปแบบ
ภาพยนตร์โรแมนติกไซไฟ Wonderland ที่ถ่ายทำตั้งแต่ก่อนเข้ากรม
ซีรีส์ When Life Gives You Tangerines (ยิ้มไว้ในวันที่ส้มไม่หวาน) ประกบไอยู นักร้อง–นักแต่งเพลงและนักแสดงหญิงมากความสามารถ
ซีรีส์เรื่องใหม่ Good Boy ที่กำลังถ่ายทำอยู่
เขาเหมือนกำลังทำงานหนักเพื่อชดเชยเวลาที่หายไป พร้อมสร้างความประทับใจให้แฟน ๆ ที่เห็นว่าไอดอลของตัวเองใช้ชีวิตสมกับภาพลักษณ์ที่ดีและความมุ่งมั่น
ไม่ใช่แค่หน้าตาหวานซื่อหรือบท “ผู้ชายแสนดี” เท่านั้นที่ทำให้เขาโดดเด่น แต่คือการพัฒนาฝีมือแบบไม่หยุดนิ่ง
เขาเคยพลิกภาพลักษณ์ด้วยบทฆาตกรต่อเนื่องใน I Remember You และพิสูจน์ให้เห็นว่าความสามารถทางการแสดงของเขามีหลายด้านมากกว่าที่คนคาดคิด
จากพรมแดงสู่โลกแฟชั่นในฐานะ CELINE Boy
นอกจากผลงานการแสดง เส้นทางในวงการแฟชั่นของพัคโบกอมก็พุ่งแรงไม่แพ้กัน
การเป็นแอมบาสเดอร์ของ CELINE ทำให้ภาพลักษณ์ “ราชนิกูล” ของเขาเด่นชัดยิ่งขึ้น ทั้งในงานแฟชั่นโชว์ อีเวนต์เปิดตัว และดินเนอร์พิเศษตามสถานที่ต่าง ๆ
เขาเล่าว่าทุกโมเมนต์ที่ได้ร่วมงานกับ CELINE นั้นเต็มไปด้วยความทรงจำที่มีค่า โดยเฉพาะการได้เจอแฟน ๆ แบบใกล้ชิดและสร้างช่วงเวลาพิเศษร่วมกัน
เมื่อชีวิต (และไอยู) เข้ามาอยู่ในบทเดียวกัน
ในซีรีส์ When Life Gives You Tangerines พัคโบกอมรับบทเป็น กวานชิก ตัวละครที่เขานิยามว่า
เป็นคนที่ให้ความสำคัญกับคนที่รักอย่างสุดหัวใจ
ซื่อสัตย์ จริงใจ และเชื่อถือได้
ไม่ถนัดเรื่องโกหก เพราะธรรมชาติของเขายึดมั่นในความจริง
การได้แสดงร่วมกับไอยู ซึ่งเคยเรียกเขาว่า “เพื่อนที่แสนล้ำค่า” ทำให้โปรเจกต์นี้พิเศษยิ่งขึ้นสำหรับเขา
เขาบอกว่าการได้ร่วมงานกับเพื่อนรุ่นเดียวกันทำให้ทั้งสบายใจและสนุก ไอยูถ่ายทอดสีสันของตัวละครแอซุนได้อย่างจัดเต็ม จนเขาสามารถหลอมรวมเข้ากับบทของกวานชิกได้อย่างเป็นธรรมชาติ
หลังจากร่วมงานโปรโมตร่วมกัน เขารู้สึกว่าได้สนิทกับเธอมากขึ้น ไอยูสำหรับเขาคือเพื่อนที่สดใส คุยสนุก และมีคุณค่ามากในชีวิต
วิธีเข้าถึงตัวละครในแบบของพัคโบกอม
เบื้องหลังการแสดงที่ดูเป็นธรรมชาติและน่าเชื่อ เขามีวิธีเข้าถึงตัวละครที่ละเอียดและมีวินัยมาก
อ่านบทซ้ำไปซ้ำมาจนขึ้นใจ
พูดคุยกับนักเขียนและผู้กำกับในทุกประเด็นที่สงสัย
พยายามทำความเข้าใจอารมณ์ของตัวละคร แล้วแปลมันออกมาผ่านการแสดงให้ใกล้เคียงที่สุด
ในเรื่องนี้เขาต้องเล่นเป็นตัวละครวัย 19 ปี ช่วงวัยเปลี่ยนผ่านที่เต็มไปด้วยความสับสนและการเติบโต ซึ่งทำให้เขานึกย้อนไปถึงตัวเองในวัยเดียวกัน
ตอนนั้นเขาเริ่มออดิชั่นตั้งแต่อายุ 17 เดบิวต์ตอน 18 และออกสู่สายตาคนดูเต็มตัวในฐานะนักแสดงตอน 19 หลังจบมัธยม เขายอมรับว่าตอนนั้นคือช่วงเวลาที่รู้สึกอย่างชัดเจนว่า “เราไม่ใช่วัยรุ่นอีกต่อไปแล้ว”
แก่ขึ้นแต่ไม่กลัวโตขึ้น
เมื่อถูกถามถึงเรื่องอายุและการเปลี่ยนผ่านสู่ความเป็นผู้ใหญ่ พัคโบกอมไม่ได้มองมันด้วยความกลัว
เขาเชื่อว่า ทุกช่วงวัยมีความสุขของมันเอง
ประสบการณ์ที่หลากหลาย ความท้าทายเล็กใหญ่ คือการเดินทางในการค้นหาตัวเองและการเรียนรู้ชีวิตในอีกรูปแบบหนึ่ง
ในอนาคต เขาเคยจินตนาการตัวเองอยากเป็นครูสอนภาษาเกาหลีและนักเปียโน เพราะรักทั้งคำพูดและเสียงดนตรี
ไม่เพียงเท่านั้น เขายังเคยคิดอยากเป็นพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน เพราะประทับใจในความเป็นมืออาชีพและความใจดีของพวกเขาทุกครั้งที่ขึ้นเครื่อง
จุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตและการแสดง
ในฐานะนักแสดง เขามองว่าการลองรับบทจากแนวใหม่ ๆ โดยเฉพาะเรื่อง Good Boy คือจุดเปลี่ยนสำคัญ
เขาได้ขยายขอบเขตความสามารถของตัวเอง
ยิ่งอายุมากขึ้นยิ่งเข้าใจแนวทางและความลึกของบทบาทมากขึ้น
เขารู้สึกขอบคุณทีมงานที่ร่วมทางกันมาตั้งแต่เดบิวต์
ด้านชีวิตส่วนตัว ช่วงเวลาที่เปลี่ยนเขาอย่างแท้จริงคือการเข้ารับราชการทหาร
มันเป็นช่วงเวลาที่ทำให้เขาได้หยุด คิด และจัดระเบียบความคิดของตัวเองอย่างจริงจัง จนพร้อมเปิดรับบทบาทที่หลากหลายและท้าทายยิ่งกว่าเดิมเมื่อกลับมา
ดนตรีหรือการแสดง ถ้าต้องเลือก?
เมื่อถูกถามให้เลือกระหว่างเส้นทาง “นักร้อง–นักดนตรี” กับ “นักแสดง” คำตอบของเขาชัดเจน
เขาเลือกไม่ได้
สำหรับพัคโบกอม ดนตรีและการแสดงเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง
ดนตรีช่วยขยายอารมณ์ของการแสดง
ทั้งสองอย่างทำให้ผู้คนรู้สึกสบายใจและมีความสุข
ดังนั้นเขาจึงรักทั้งสองทางเท่า ๆ กัน และไม่อยากตัดทิ้งสักด้านเดียว
มองตัวเองบนจอ – ตื่นเต้นและไม่เคยหยุดวิจารณ์ตัวเอง
เวลาที่เห็นตัวเองบนจอ พัคโบกอมบอกอย่างตรงไปตรงมาว่าเขารู้สึกตื่นเต้น และคอยลุ้นว่าตัวเองจะกลืนเข้าไปกับเรื่องราวได้ขนาดไหน
แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็เป็นคนแรกที่วิจารณ์ตัวเองเสมอ
ทุกครั้งที่ถ่ายทำ เขาจะทุ่มเต็มที่
หลังจากนั้นจะย้อนกลับมาคิดและประเมินว่าช่วงไหนยังไม่ใช่
ถ้ารู้สึกติดขัด เขาจะจดจำไว้เพื่อปรับปรุงในงานต่อไป
ถ้าบางอย่างออกมาดี เขาก็จะอนุญาตให้ตัวเองชื่นชมตัวเองเล็กน้อย พร้อมขอบคุณผู้กำกับและทีมงานจากใจ
คำแนะนำที่ดีที่สุดที่เขาเคยได้รับมาจากครอบครัว และมันเรียบง่ายแต่ทรงพลังมาก
“รู้สึกขอบคุณและสนุกไปกับมัน”
คำสั้น ๆ แต่กลายเป็นคอมพาสสำคัญในชีวิตและการทำงานของเขา
โลกยุคใหม่ของนักแสดง และการเจอแฟน ๆ ผ่านหน้าจอ
ในยุคที่อินเทอร์เน็ตทำให้ขอบเขตของคำว่า “นักแสดง” กว้างขึ้น พัคโบกอมเองก็ไม่ได้ปิดกั้นโอกาสใหม่ ๆ
เขาพูดถึงการคุยกับแฟน ๆ ผ่านไลฟ์สตรีมที่ทำอยู่เป็นครั้งคราว และหวังว่าจะได้เจอกันให้บ่อยขึ้นในปีนี้
ส่วนสิ่งที่ยังไม่เคยลองและอยากสัมผัสสักครั้ง เขาเผยว่าอยากลองออกเดินทางแบบ แสวงบุญ เพื่อค้นหาประสบการณ์ชีวิตอีกแบบหนึ่ง
หัวโบราณหรือทันสมัย – เขาคือส่วนผสมที่ลงตัว
เมื่อให้เขานิยามตัวเองว่าเป็นคนหัวโบราณหรือทันสมัย เขาตอบว่า
เขาคือส่วนผสมของทั้งสองอย่าง
โดยทั่วไปเขามองตัวเองเป็นคนทันสมัย แต่บางครั้งความคิดและการกระทำก็ไม่ได้ “โมเดิร์น” ขนาดนั้น ซึ่งอาจเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งที่ทำให้คนรู้สึกเข้าถึงเขาได้ง่าย
ด้านชีวิตส่วนตัวกับการทำงาน เขามองว่าทั้งสองไม่ได้เคยชนกันจนกลายเป็นปัญหา เขาแยกพื้นที่ได้ดีและรักษาสมดุลได้ในแบบของตัวเอง
ช่วงเวลาเงียบ ๆ ที่กลายเป็นของขวัญจากการเข้ากรม
การออกจากสปอตไลต์ในช่วงที่เข้ารับราชการทหาร สำหรับบางคนอาจเป็นความกังวล แต่สำหรับพัคโบกอม มันคือช่วงเวลาที่สงบและมีความหมาย
เขาแทบไม่อยากเชื่อว่ามันผ่านมาสามปีแล้ว และรู้สึกดีใจที่ได้พบเจอและรู้จักผู้คนมากมายในกองทัพ ซึ่งกลายเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางเติบโตของเขา
ปีแห่งการเจอกันอีกครั้งของพัคโบกอมและแฟน ๆ
ในปีนี้พัคโบกอมตื่นเต้นเป็นพิเศษ เพราะเขามีโอกาสได้เข้าใกล้แฟน ๆ มากขึ้นผ่านหลายโปรเจกต์
ซีรีส์ของ Netflix เรื่อง When Life Gives You Tangerines
ซีรีส์ของ Amazon Prime Video เรื่อง Good Boy
ทอล์คโชว์เกี่ยวกับดนตรีในรายการ Park Bo Gum’s Cantabile
เขาส่งข้อความถึงแฟน ๆ อย่างชัดเจนว่า
รู้สึกขอบคุณสำหรับความรักและการสนับสนุนที่ได้รับมาอย่างล้นหลาม
ปีนี้เขาจะทุ่มเทเต็มที่ เพื่อ “ตอบแทน” ความรักนั้นผ่านผลงานทุกชิ้น
พัคโบกอม: ไม่ใช่แค่ไอดอล แต่คือคนทำงานที่เชื่อในความกตัญญูและความสุขเรียบง่าย
เมื่อมองภาพรวมของเส้นทางชีวิตและการทำงานของพัคโบกอม จะเห็นชัดว่าเบื้องหลังใบหน้าที่ใคร ๆ เรียกว่า ‘แฟนหนุ่มแห่งชาติ’ คือคนที่
ขยันและไม่กลัวการเริ่มต้นในแนวใหม่
ใช้ทุกช่วงเวลาของชีวิตเป็นพื้นที่เรียนรู้
ไม่ยึดติดกับภาพลักษณ์ แต่โฟกัสที่การเติบโตในฐานะมนุษย์และนักแสดง
เขาไม่ได้เป็นเพียง “ดารา” แต่คือคนหนึ่งที่กำลังเติบโตต่อหน้าสายตาทุกคนอย่างซื่อสัตย์ และเลือกจะเดินหน้าไปข้างหน้าด้วยความขอบคุณและความสุขในสิ่งเล็ก ๆ เสมอ

