รับแอปรับแอป

ค่ำคืนผ้าไทยอลังการ แฟชั่นโชว์กุศลที่รวมดาวดีไซเนอร์และอัญมณีไทยไว้แน่นเวที

กิตติคุณ รัตนโชติ01-30

ราตรีที่ผ้าไทยเปล่งประกายไม่แพ้อัญมณี

ค่ำคืนของงาน “ราตรีอัญมณีแห่งผ้าไทย” จัดขึ้นในวันจันทร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ 2568 เวลา 18.00 น. ณ โรงแรมดุสิตธานี คืออีกหนึ่งเวทีที่พิสูจน์ว่าผ้าไทยสามารถเลอค่าและร่วมสมัยได้ไม่แพ้แฟชั่นระดับสากล

ในงานนี้ ท่านซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้เกียรติเป็นประธานในการเปิดแฟชั่นโชว์ ที่นำความวิจิตรของผ้าไทยมาประกบกับความระยิบระยับของอัญมณีไทยอย่างลงตัว

เบื้องหลังความยิ่งใหญ่ครั้งนี้คือสองประธานร่วม ม.ล.ปุญยนุช เกษมสันต์ ดุลยจินดา และ คุณสุริยน ศรีอรทัยกุล ที่รวมพลังคนแฟชั่น คนวงสังคม และคนรักผ้าไทยมาร่วมสร้างค่ำคืนสุดพิเศษ

บรรยากาศในงานอบอวลไปด้วยแขกกิตติมศักดิ์และเซเลบริตี้มากมายที่มาร่วมเป็นเกียรติ และร่วมส่งต่อพลังให้ผ้าไทยดังไกลยิ่งขึ้น

กุศล ผ้าไทย และภารกิจสืบสานพระราชปณิธาน

ม.ล.ปุญยนุช เกษมสันต์ ดุลยจินดา ในฐานะประธานชมรมเพลินไทยสมัยนิยม เปิดศักราชใหม่ด้วยงานการกุศลผ้าไทยประจำปี 2568 ภายใต้ชื่องาน “ราตรีอัญมณีแห่งผ้าไทย” (The Jewel of Thai Fabric Night)

งานนี้เธอจับมือกับ คุณสุริยน ศรีอรทัยกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท บิวตี้ เจมส์ แฟคตอรี่ จำกัด ขึ้นเป็นประธานร่วม เพื่อจัดกิจกรรม “เพลินพัสตราภูษาแห่งสยาม ครั้งที่ 5” ให้สมศักดิ์ศรีเวทีแห่งผ้าและอัญมณีไทย

หัวใจของงานคือการนำเสนอแฟชั่นโชว์จากผ้าไทยหลากชนิด ทั้งผ้าศิลปาชีพ ผ้าไหมพื้นบ้านทั้ง 4 ภูมิภาค และผ้าลายเอกลักษณ์จาก 9 จังหวัด มาตัดเย็บเป็นชุดสวยร่วมสมัย ทั้งสำหรับสุภาพบุรุษและสุภาพสตรี

เบื้องลึกแล้ว งานนี้ไม่ได้เป็นเพียงแฟชั่นโชว์ แต่ยังมีเป้าหมายสำคัญในการ สืบสานพระราชปณิธานด้านการส่งเสริมผ้าไทย ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง รวมถึงพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์

โดยเฉพาะในรัชกาลปัจจุบัน ที่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงอุปถัมภ์และทรงผลักดันผ้าไทยสู่เวทีโลกอย่างจริงจัง เพื่อให้การทอผ้าไทยพื้นบ้านกลายเป็นอาชีพเสริมที่มั่นคงแก่เกษตรกร และยกระดับคุณภาพชีวิตคนในชุมชน

รายได้จากงานหลังหักค่าใช้จ่ายจำนวน 300,000 บาท ยังถูกนำไปมอบให้ มูลนิธิไทยรัฐ เพื่อสนับสนุนการศึกษาของเยาวชนไทยอีกต่อหนึ่ง เรียกว่าได้ทั้งการอนุรักษ์ศิลป์ และสร้างโอกาสให้คนรุ่นใหม่ไปพร้อมกัน

8 ห้องเสื้อชั้นนำ กับโจทย์โหดแต่โคตรโรแมนติก

ธีมหลักของแฟชั่นโชว์ในค่ำคืนนี้ คือการตีความผ้าไทยผ่านวรรณกรรมและวรรณคดีไทยในคอนเซ็ปต์

“คืออาภรณ์งามสม ตัวเอกวรรณกรรม และวรรณคดีไทย ใน พ.ศ. 2568”

ดีไซน์เนอร์จาก 8 ห้องเสื้อชื่อดัง ถูกมอบหมายให้จินตนาการว่า หากวรรณกรรมเรื่องโปรดถูกสร้างใหม่ในยุคนี้ เสื้อผ้าตามเนื้อเรื่องจะหน้าตาเป็นอย่างไร เมื่อใช้ผ้าไทยเป็นวัสดุหลัก และยังต้องเปล่งประกายเคียงคู่อัญมณีจากบิวตี้ เจมส์

เงื่อนไขสำคัญคือ ทุกชุด ต้องสวยบนแคตวอล์ค แต่กลับมาใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน เพื่อสอดรับกับสภาวะเศรษฐกิจ และตอบโจทย์ความคุ้มค่าอย่างแท้จริง

ห้องเสื้อที่เข้าร่วมตีโจทย์ครั้งนี้ ได้แก่

  • Finale Wedding Studio

  • TIWAKORN

  • Supa East Glamour

  • Mick Boutique

  • อาภรณ์พิศวาส

  • SUNYALUCK พร้อมผ้าลายเอกลักษณ์จากเวที MTT

  • SAEKI STUDIO

แต่ละแบรนด์ต่างใช้กระบวนการออกแบบ การผลิต และการนำเสนอ บนแคตวอล์คในสไตล์ของตัวเอง เพื่อดึงเสน่ห์ของผ้าไทยออกมาให้มากที่สุด

Finale Wedding Studio : ความรักเหนือกาลเวลา

นำทัพโดยพี่ใหญ่แห่งวงการแฟชั่นยุคนี้ คุณสุดจิตร สุดจิตต์ จาก Finale Wedding Studio ที่ตีความออกมาในธีมหวานลึกซึ้งชื่อว่า “ขอครองคู่พิศวาสทุกชาติไป”

งานนี้ Finale ขนทัพดารา นางแบบ นางงาม และเซเลบริตี้รวมถึง 17 คนมาร่วมเดินโชว์ นำโดย แพนเค้ก เขมนิจ พร้อมด้วยบุคคลมีชื่อเสียงอีกหลายท่านที่ช่วยทำให้ผ้าไทยดูโรแมนติกและหรูหราขึ้นไปอีกระดับ

SUNYALUCK : ลิลิตพระลอในมุมมองผ้าไทย

ฝั่ง Sunyaluck แห่งเชียงใหม่ ภายใต้การดูแลของ สัญญะลักษณ์ มีสวัสดิ์ ซึ่งยังเป็นครูผู้ฝึกสอนงานตัดเย็บให้แก่นักศึกษาชาวเขา จังหวัดลำพูน ก็หยิบเอาโศกนาฏกรรมรักสามเส้า “ลิลิตพระลอ” มาถ่ายทอดผ่านโครงชุดผ้าไทยที่สวยและดราม่าในคราวเดียวกัน

ไฮไลต์อยู่ที่การได้บุตรชายประธานจัดงาน นายกษิดิศ ดุลยจินดา มารับบทพระลอ ร่วมด้วยนางแบบและเยาวชนหลายคนที่ขึ้นเวทีอย่างมั่นใจ หนึ่งในนั้นมีหนูน้อยวัยเพียง 4 ขวบ ที่มาร่วมสร้างสีสันให้ผ้าไทยดูใกล้ตัวคนรุ่นใหม่มากยิ่งขึ้น

TIWAKORN : ความอ่อนหวานของมัทนะพาธา

ดีไซเนอร์ ทิวากร ไพเราะ แห่ง TIWAKORN ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องงานผ้าลูกไม้ที่ประณีต ละเมียดละไม หยิบเอาแรงบันดาลใจจากบทพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 6 เรื่อง “มัทนะพาธา” มาถอดรหัสเป็นชุดที่อ่อนหวาน นุ่มนวล แต่ยังทรงพลัง

การแสดงแบบในชุดนี้ได้เหล่าครูบาอาจารย์ ข้าราชการหนุ่มสาว และนางงามมาช่วยเสริมความสง่างามให้ผ้าไทยยิ่งขึ้น ส่งต่อภาพลักษณ์ว่าผ้าไทยไม่ใช่แค่ชุดพิธีการ แต่สามารถกลายเป็นแฟชั่นร่วมสมัยที่ใส่ได้จริงในหลายโอกาส

Supa East Glamour : ความสง่างามเหนือกาลเวลา

ฝั่ง Supa East Glamour โดย สุภาพร เอ็ลเดรจ อดีตผู้ประกาศข่าวที่ผันตัวมาสายแฟชั่นเต็มตัว เลือกแนวทางผสมผสานวรรณกรรมช่วงก่อนและหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มาร้อยเรียงเป็นแฟชั่นโชว์ในธีม

“ความสง่างามเหนือกาลเวลา”

ลุคของชุดออกมาทั้งคลาสสิกและทรงพลัง ให้ความรู้สึกเหมือนตัวละครพีเรียดหลุดออกมาจากหน้าหนังสือแล้วเดินเฉิดฉายบนแคตวอล์ค ด้วยผ้าไทยที่ถูกออกแบบอย่างประณีต

ที่น่ารักคือมีการชวนสมาชิกครอบครัวและคนใกล้ชิด อย่างคุณยายสุดชิคและครอบครัวชาวต่างชาติหัวใจไทย มาร่วมเดินโชว์ผ้าไทยด้วย ทำให้เวทีดูอบอุ่นและเป็นกันเองขึ้นมาก

Mick Boutique & อาภรณ์พิศวาส : วรรณคดีไทยบนแคตวอล์ค

ด้าน Mick Boutique โดย พงษ์ศักดิ์ ทรัพย์มาก และ อาภรณ์พิศวาส โดย สุภาภรณ์ เอ็ดเธอร์ ชวนกันตีความวรรณคดีไทยหลายเรื่องใหม่ ให้กลายเป็นลุคแฟชั่นที่ทั้งสง่างามและร่วมสมัย

เหล่าเซเลบริตี้ชื่อดังหลายคนมาร่วมเดินแบบ เติมพลังของตัวละครในวรรณคดีให้มีชีวิตชีวาอีกครั้งบนเวที ด้วยผ้าไทยที่พลิ้วไหวและการตัดเย็บที่คมกริบ

ฟินาเล่ยิ่งใหญ่ด้วยการปรากฏตัวของดาราสาว อุษามณี ไวทยานนท์ ที่มารับบทเป็นนางละเวงวัณฬา สะกดทุกสายตาให้หยุดที่ผ้าไทยบนเรือนร่างแบบไม่ต้องพึ่งเอฟเฟกต์ใดๆ

เมรีขี้เมาเวอร์ชันใช้งานได้จริง

หนึ่งในโชว์ที่เรียกเสียงฮือฮา คือผลงานของ สุภาภรณ์ จากอาภรณ์พิศวาส ผู้เชี่ยวชาญการออกแบบผ้าลายอย่างอยุธยา เธอลงทุนขึ้นแคตวอล์คด้วยตัวเอง ในชุดนางยักษ์ใจดี “เมรีขี้เมา” จากเรื่องสังข์ทอง

ความเก๋คือ เมื่อถอดอุปกรณ์ประกอบฉากออกแล้ว ชุดดังกล่าวกลายเป็น ชุดราตรีสุดหรูที่สามารถใส่เดินงานจริงได้ทันที ตอบโจทย์คอนเซ็ปต์ความงามที่ไม่ทิ้งเรื่องความคุ้มค่าแบบเต็มคะแนน

บนเวทียังเต็มไปด้วยทีมนางแบบสาวสวย ที่ช่วยกันทำให้ผ้าลายอย่างอยุธยาดูโมเดิร์นขึ้นโดยไม่ทิ้งเสน่ห์ดั้งเดิม

เวที MTT กับผ้าลายเอกลักษณ์ 9 จังหวัด

อีกหนึ่งสีสันของงานมาจากการแสดงของเวที MTT โดย สพ.ญ.อังคนางค์ ชากีร่า บำรุงสรณ์ ผู้เป็นทั้งคนรักแฟชั่นและผู้อำนวยการจัดประกวด MISS และ Mrs. Tourism Thailand

เธอขนมงกุฎทั้ง 3 ปีขึ้นเวที นำสาวงามมาโชว์แบบด้วยผ้าไทยลายเอกลักษณ์จาก 9 จังหวัดในลุคที่ทั้งสวย อลังการ และแฝงกลิ่นอายท้องถิ่นไว้อย่างมีสไตล์ เรียกว่าเป็นการยกระดับผ้าประจำถิ่นให้กลายเป็น “ผ้าแคตวอล์ค” อย่างเต็มตัว

SAEKI STUDIO : ผ้าไทย x วัฒนธรรมไทย–ญี่ปุ่น

ส่งท้ายค่ำคืนด้วยโชว์จาก SAEKI STUDIO ห้องเสื้อน้องใหม่ที่เล็กแต่แรง นำทีมโดย “นุ่น” สุภชา ซาเอกิ ดีไซน์เนอร์ลูกครึ่งไทย–ญี่ปุ่น ที่จบด้านการผลิตแฟชั่นจากทั้งโตเกียวและนิวยอร์ก และเคยทำงานกับแบรนด์ดังระดับโลกมาก่อน

ครั้งนี้ เธอถูกชวนให้มาตีโจทย์วรรณกรรมไทยที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมการแต่งกายแบบไทย–ญี่ปุ่น และใช้โอกาสนี้โชว์ความสามารถอย่างเต็มที่ ผ่านการผสมผสาน

  • ผ้าไหมมัดหมี่จากศิลปาชีพ

  • ผ้าไหมพื้นบ้านย้อมสีธรรมชาติจากนาโพธิ์ จังหวัดบุรีรัมย์

  • ผ้าไหมจากแบรนด์จิม ทอมป์สัน ที่ทอลายสื่อถึงดินแดนอาทิตย์อุทัย

ผลลัพธ์คือชุดที่ทั้งมีเส้นสายความเป็นเอเชียร่วมสมัย และยังเต็มไปด้วยรายละเอียดที่สะท้อนวัฒนธรรมสองแผ่นดินได้อย่างกลมกลืน

บนเวทีมีทั้ง MISS THAILAND พิมพ์นารา บุนนาค หนุ่มลูกครึ่งไทย–ญี่ปุ่น สูงถึง 190 ซม. และนางแบบสาวรุ่นใหม่หลายคนมาร่วมเสริมพลังให้โชว์ยิ่งเด่นขึ้นไปอีก

อัญมณีไทยในบทบาท Soft Power

ตลอดทั้งงาน แฟชั่นทุกชุดถูกยกระดับความงามและมูลค่าให้โดดเด่นยิ่งขึ้น ด้วยอัญมณีแบรนด์ไทยจาก เดอะหนึ่ง สุริยน ศรีอรทัยกุล แห่งบิวตี้ เจมส์

แนวคิดสำคัญคือการผลักดันให้อัญมณีไทยก้าวขึ้นมาเป็นอีกหนึ่ง Soft Power เคียงคู่กับผ้าไทย ให้โลกได้เห็นว่าไทยไม่ได้มีดีแค่ศิลปวัฒนธรรม แต่ยังสามารถสร้างอุตสาหกรรมแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ที่ครบวงจรได้อย่างสง่างาม

สรุปค่ำคืนที่ผ้าไทยไม่ใช่แค่ “ผ้า” อีกต่อไป

งาน “ราตรีอัญมณีแห่งผ้าไทย” ครั้งนี้ แสดงให้เห็นชัดเจนว่า

  • ผ้าไทยสามารถเล่าเรื่อง ได้ไม่แพ้วรรณกรรม

  • ดีไซน์เนอร์ไทยมีศักยภาพตีความผ้าไทยให้เข้ากับยุคสมัยได้อย่างน่าทึ่ง

  • ผ้าไทยสวมใส่ได้จริงในชีวิตประจำวัน ไม่จำกัดแค่พิธีการ

  • แฟชั่น โครงการกุศล และการสืบสานพระราชปณิธาน สามารถเดินไปด้วยกันได้อย่างงดงาม

ค่ำคืนที่ผืนผ้า กลายเป็นตัวเอกบนเวที และทำให้หลายคนกลับไปมองตู้เสื้อผ้าตัวเองใหม่ ว่าบางที “ผ้าไทย” อาจเป็นชิ้นสำคัญที่ขาดไม่ได้อีกต่อไป