ZestBuy

Apple ยอมรับอาจขึ้นราคา iPhone และ Mac หลังต้นทุนหน่วยความจำพุ่ง

โปรไฟล์ Phanuphong.TPhanuphong.T06-19

Apple กำลังเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนครั้งใหญ่จากตลาดชิปหน่วยความจำ หลัง Tim Cook ซีอีโอของบริษัทออกมายอมรับว่าการปรับขึ้นราคาสินค้าบางส่วนอาจกลายเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากต้นทุนของ DRAM และ NAND ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของ iPhone, Mac และ iPad เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากกระแส AI ที่กำลังเติบโตทั่วโลก

รายงานจาก The Wall Street Journal ระบุว่า Apple พยายามดูดซับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นมาเป็นเวลาหลายเดือนเพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค แต่สถานการณ์ล่าสุดทำให้บริษัทเริ่มส่งสัญญาณว่าการรักษาราคาเดิมอาจไม่สามารถทำได้อีกต่อไป

AI กลายเป็นสาเหตุสำคัญของวิกฤตหน่วยความจำ

ปัจจัยหลักที่ทำให้ต้นทุนพุ่งขึ้นมาจากความต้องการชิปหน่วยความจำในศูนย์ข้อมูล AI ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ผู้ผลิตรายใหญ่อย่าง Samsung, SK Hynix และ Micron ต่างเร่งผลิตหน่วยความจำสำหรับเซิร์ฟเวอร์ AI มากขึ้น ส่งผลให้ปริมาณชิปสำหรับอุปกรณ์ผู้บริโภคลดลงตามไปด้วย

Tim Cook ระบุว่าปัจจุบันผู้ผลิตหน่วยความจำกำลังจัดสรรกำลังการผลิตจำนวนมากไปยังตลาด AI โดยเฉพาะ High-Bandwidth Memory (HBM) ซึ่งเป็นหน่วยความจำสำคัญสำหรับระบบ AI สมัยใหม่ ทำให้ตลาด DRAM และ NAND สำหรับสมาร์ตโฟนและคอมพิวเตอร์เริ่มตึงตัวมากขึ้นเรื่อย ๆ

Apple ระบุว่าปัญหานี้ไม่ใช่แค่เรื่องราคา แต่ยังเกี่ยวข้องกับปริมาณซัพพลายที่มีอยู่ในตลาดด้วย โดย Cook ถึงกับเปรียบสถานการณ์ครั้งนี้ว่าเป็น "อุทกภัยครั้งใหญ่ในรอบร้อยปี" ของอุตสาหกรรมหน่วยความจำ

iPhone 18 อาจเป็นรุ่นแรกที่ได้รับผลกระทบ

แม้ Apple จะยังไม่ประกาศว่าจะขึ้นราคาสินค้ารุ่นใดบ้าง แต่หลายฝ่ายมองว่า iPhone 18 คือหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่มีโอกาสได้รับผลกระทบมากที่สุด เนื่องจากจะเปิดตัวในช่วงที่ต้นทุนหน่วยความจำอยู่ในระดับสูงที่สุดช่วงหนึ่งของปี

TechInsights ประเมินว่าหากต้นทุนยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง iPhone 18 Pro อาจมีราคาสูงขึ้นได้ถึง 270 ดอลลาร์สหรัฐเมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า แม้ตัวเลขดังกล่าวจะยังไม่ใช่ข้อมูลอย่างเป็นทางการจาก Apple ก็ตาม

นอกจากนี้ยังมีรายงานว่ากลุ่มผลิตภัณฑ์ Mac และ iPad อาจได้รับผลกระทบก่อน iPhone ด้วยซ้ำ เนื่องจากอุปกรณ์เหล่านี้มักใช้หน่วยความจำและสตอเรจในปริมาณมากกว่า ทำให้ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นส่งผลต่อกำไรของบริษัทโดยตรง

แม้มีเงินสดมหาศาล แต่ Apple ก็รับภาระไม่ไหว

ปกติแล้ว Apple ถือเป็นหนึ่งในบริษัทที่มีอำนาจต่อรองด้านซัพพลายเชนสูงที่สุดในโลก และมีเงินสดสำรองมหาศาล แต่รายงานระบุว่าความต้องการจากอุตสาหกรรม AI ทำให้สถานการณ์เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ

ในอดีต Apple สามารถใช้ขนาดคำสั่งซื้อที่มหาศาลในการเจรจาราคากับซัพพลายเออร์ได้ แต่ปัจจุบันผู้ผลิตชิปหน่วยความจำมีลูกค้ากลุ่มใหม่ที่พร้อมจ่ายสูงกว่าเดิม โดยเฉพาะบริษัท AI และผู้ให้บริการคลาวด์ขนาดใหญ่ที่ต้องการหน่วยความจำจำนวนมหาศาลสำหรับศูนย์ข้อมูล

Cook ยืนยันว่า Apple พร้อมใช้ฐานะทางการเงินของบริษัทเพื่อช่วยแก้ปัญหาซัพพลาย แต่บริษัทไม่มีแผนสร้างโรงงานผลิตหน่วยความจำของตัวเองเหมือนที่ทำกับชิป Apple Silicon

วิกฤตอาจลากยาวถึงปี 2028

สิ่งที่น่ากังวลสำหรับตลาดเทคโนโลยีคือ นักวิเคราะห์หลายรายมองว่าปัญหานี้อาจไม่ได้จบลงในเร็ว ๆ นี้

Deutsche Bank ประเมินว่าความไม่สมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทานของ DRAM และ NAND อาจดำเนินต่อไปจนถึงปี 2028 หรือยาวกว่านั้น เนื่องจากความต้องการด้าน AI ยังคงเติบโตเร็วกว่าอัตราการขยายกำลังการผลิตของโรงงานเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลก

นั่นหมายความว่า Apple ไม่ใช่บริษัทเดียวที่ได้รับผลกระทบ ผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ สมาร์ตโฟน และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์รายอื่นก็อาจต้องเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนเช่นเดียวกัน โดยมีหลายบริษัทเริ่มปรับราคาสินค้าไปแล้วในช่วงที่ผ่านมา

ผู้ใช้ Apple อาจต้องเตรียมรับยุคอุปกรณ์แพงขึ้น

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา Apple สามารถรักษาระดับราคาของผลิตภัณฑ์หลักไว้ได้ค่อนข้างดี แม้จะมีการอัปเกรดสเปกอย่างต่อเนื่อง แต่สถานการณ์หน่วยความจำในปัจจุบันกำลังสร้างแรงกดดันที่แตกต่างจากเดิม

หากต้นทุน DRAM และ NAND ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผู้บริโภคอาจได้เห็นทั้งการปรับขึ้นราคาของอุปกรณ์ใหม่ การเปลี่ยนแปลงสเปกพื้นฐาน หรือการเพิ่มราคาสำหรับตัวเลือกความจุและหน่วยความจำที่สูงขึ้นในอนาคต

สำหรับตอนนี้ Apple ยังไม่ได้ประกาศตัวเลขการขึ้นราคาอย่างเป็นทางการ แต่คำยอมรับจาก Tim Cook ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนที่สุดครั้งหนึ่งว่า วิกฤตหน่วยความจำที่เกิดจากกระแส AI กำลังเริ่มส่งผลถึงราคาสินค้าเทคโนโลยีที่ผู้บริโภคต้องจ่ายจริงแล้ว

ที่มา wsj

ความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น