เปิดลิสต์ออสการ์ 2025 ที่ห้ามปล่อยผ่าน
งานประกาศรางวัลออสการ์ครั้งที่ 97 เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2025 คือเวทีที่รวมหนังตัวท็อปของปีเอาไว้ครบ ทั้งดราม่าชวนจุก ไซไฟอลังการ มิวสิคัลจัดเต็ม ไปจนถึงหนังสยองขวัญเสียดสีสังคม
ถ้าอยากอัปเดตว่าโลกทั้งโลกกำลังพูดถึงหนังเรื่องไหน ลิสต์นี้คือจุดเริ่มต้นชั้นดี นี่คือ 10 ภาพยนตร์จากเวทีออสการ์ 2025 ที่ควรหาเวลาไปดูสักครั้งในชีวิต
1. Anora – ดราม่าคอมเมดี้แรงจัด คว้า “ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม”
ผลงานดราม่า-คอมเมดี้จากผู้กำกับ Sean Baker ที่กวาดรางวัลใหญ่สุดของปี เล่าเรื่องชีวิตของหญิงสาวโสเภณีที่จับพลัดจับผลูไปแต่งงานกับทายาทมหาเศรษฐีชาวรัสเซีย
เรื่องราวค่อยๆ เปิดให้เห็นทั้งความเหลื่อมล้ำทางชนชั้น การปะทะกันของโลกคนรวยสุดขั้วกับผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่ถูกมองข้ามจากสังคม
นักแสดงนำอย่าง Mikey Madison ก็ไม่ธรรมดา เพราะบทนี้ส่งให้เธอรับรางวัล นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม ไปแบบสมศักดิ์ศรี
2. The Brutalist – ดราม่าชีวิตเข้มข้นของสถาปนิกอพยพ
หนังดราม่าเข้มๆ ที่พาเราเข้าไปอยู่ในชีวิตของสถาปนิกชาวยุโรปซึ่งต้องดิ้นรนสร้างชื่อใหม่ในอเมริกา ด้านหนึ่งคือความฝัน ด้านหนึ่งคือความโหดร้ายของระบบ
Adrien Brody แบกเรื่องนี้ไว้ทั้งเรื่องด้วยการแสดงสุดจัดจนคว้ารางวัล นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม ไปครอง พร้อมงานภาพที่สวย เนี้ยบ และมีภาพจำชัดมาก

3. A Complete Unknown – ชีวประวัติ Bob Dylan ที่แฟนเพลงต้องดู
ใครหลงรักตำนานโฟล์กอย่าง Bob Dylan เรื่องนี้คือของต้องดู เพราะ Timothée Chalamet มารับบทเป็น Dylan ในยุคที่เขากำลังเขย่าวงการดนตรีแบบถอนรากถอนโคน
หนังหยิบทั้งเส้นทางชีวิต เสียงเพลง และมุมมองต่อโลกของ Dylan มาขยี้แบบจัดเต็ม เสริมด้วยเพลงประกอบจากผลงานของ Dylan เอง และการกำกับโดย James Mangold ที่ขึ้นชื่อเรื่องหนังชีวประวัติแน่นๆ มีชั้นเชิง

4. Conclave – ดราม่าการเมืองกลางกำแพงวาติกัน
เบื้องหลังการเลือกตั้งพระสันตะปาปาไม่ได้มีแค่ศรัทธา แต่ยังเต็มไปด้วยเกมการเมืองและความลับที่ไม่เคยถูกเล่าแบบนี้มาก่อน
Conclave พาเราเข้าไปอยู่ในกระบวนการโหวตผู้นำสูงสุดของศาสนจักร ผ่านสายตาของตัวละครที่ต้องเผชิญทั้งความเชื่อส่วนตัวและแรงกดดันจากโครงสร้างอำนาจ
หนังเรื่องนี้โดดเด่นด้านบทจนคว้า รางวัลบทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยม และยังได้ Ralph Fiennes มาช่วยเพิ่มความหนักแน่นให้ทุกซีน

5. Dune: Part Two – มหากาพย์ไซไฟที่สวยจนต้องกรอซ้ำ
ภาคต่อของจักรวาลไซไฟที่ทั้งโลกจับตา Dune: Part Two ยกระดับทุกอย่างจากภาคแรก ทั้งสเกลงานสร้าง งานภาพ และฉากแอ็กชันสุดยิ่งใหญ่ที่โอบล้อมด้วยโลกการเมืองและศรัทธาอันซับซ้อน
เทคนิคพิเศษของเรื่องนี้ไม่ใช่แค่สวย แต่ยังช่วยเล่าเรื่องจนคว้า รางวัลด้านงานสร้างและเทคนิคพิเศษ ไปอย่างไม่เกินคาด คอไซไฟห้ามพลาดโดยเด็ดขาด

6. Emilia Pérez – อาชญากรรม x มิวสิคัล ที่หลุดกรอบทุกสูตรสำเร็จ
ถ้าคุณคิดว่าหนังมิวสิคัลคือโลกสดใส เพลงเพราะ เต้นรำสวยๆ เรื่องนี้จะเปลี่ยนความคิดทั้งหมด เพราะมันเล่าเรื่องหัวหน้าแก๊งค้ายาที่ตัดสินใจเปลี่ยนเพศและหาทางเริ่มต้นชีวิตใหม่
โทนหนังผสมทั้งอาชญากรรม ดราม่าจิตใจ และเพลงที่เล่าอารมณ์ตัวละครแบบตรงๆ จนกลายเป็นมิวสิคัลที่จัดจ้านสุดในปีนี้ นำทีมโดย Karla Sofía Gascón และ Zoe Saldaña ที่รับบทโหดแต่เล่นออกมาได้อย่างลึกและจริง

7. The Substance – สยองขวัญ-ไซไฟสุดจิกกัดค่านิยมความงาม
จินตนาการถึงผลิตภัณฑ์ลับที่ทำให้คุณสร้างร่างใหม่ที่เพอร์เฟกต์ได้ แต่ทุกอย่างที่แลกกลับมาไม่ได้มีแค่ความสวยงาม หนังเรื่องนี้เอาพล็อตนั้นมาขยายจนกลายเป็นฝันร้ายของสังคมที่หมกมุ่นกับรูปลักษณ์
The Substance ไม่ได้แค่หลอน แต่ยังเสียดสีโลกที่ยึดติดกับความอ่อนเยาว์และความเป๊ะจนเกินจริง Demi Moore มารับบทนำแบบทุ่มสุดตัว และทีมเมกอัปก็จัดเต็มจนคว้า รางวัลแต่งหน้าและทำผมยอดเยี่ยม ไปครอง

8. Wicked – มิวสิคัลสุดอลังจากโลกแม่มดออซ
จากละครเวทีระดับตำนานสู่หนังมิวสิคัลฟอร์มยักษ์ Wicked พาเราย้อนมองเรื่องราวของแม่มดในดินแดนออซในมุมที่ต่างออกไปจากที่คุ้นเคย
งานโปรดักชันจัดเต็มทุกเม็ดทั้งฉาก เครื่องแต่งกาย และดนตรี หนังเรื่องนี้คว้า รางวัลออกแบบเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยม ไปสบายๆ แถมยังได้เสียงร้องทรงพลังจาก Cynthia Erivo และเสน่ห์จัดเต็มของ Ariana Grande มาช่วยยกระดับทุกเพลงให้ตรึงคนดูอยู่หมัด

9. I’m Still Here – เสียงของผู้หญิงท่ามกลางโลกชายเป็นใหญ่
ตัวแทนจากบราซิลที่คว้ารางวัล ภาพยนตร์นานาชาติยอดเยี่ยม เล่าเรื่องการลุกขึ้นสู้ของผู้หญิงคนหนึ่งในระบบที่ผู้ชายครองทุกพื้นที่
หนังถ่ายทอดทั้งความกดทับ ความเจ็บปวด และพลังใจที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นทีละน้อย ทำให้คนดูทั้งรู้สึกขมขื่นและได้รับแรงบันดาลใจไปพร้อมกัน

10. Flow – แอนิเมชันแห่งปีที่สวยและซึ้งเกินคาด
Flow คือแอนิเมชันที่ไม่ได้มีดีแค่ภาพสวย แต่ยังเล่าเรื่องการอพยพหนีภัยธรรมชาติของเหล่าสัตว์ผ่านมุมมองที่อ่อนโยนและกินใจ
งานภาพมีศิลป์จัดๆ รายละเอียดงดงามจนแทบหยุดหายใจ ขณะที่เนื้อหาก็สะกิดทั้งเรื่องสิ่งแวดล้อม การอยู่ร่วมกัน และการเอาชีวิตรอดในโลกที่เปลี่ยนไปตลอดเวลา ทำให้มันโดดเด่นจนคว้าตำแหน่งแอนิเมชันแห่งปีไปครอง

สรุป: ลิสต์นี้มีครบทั้งดราม่า ไซไฟ มิวสิคัล และสยองขวัญ
ในปีที่การแข่งขันดุเดือดแบบสุดทาง หนังทั้ง 10 เรื่องจากออสการ์ 2025 นี้ต่างก็มีเอกลักษณ์ชัดเจนของตัวเอง
สาย ดราม่าหนักหัวใจ มีให้เลือกหลายเรื่อง
สาย ไซไฟงานสร้างอลัง ต้องไม่พลาด Dune: Part Two และ The Substance
คนรัก มิวสิคัล ก็มีทั้ง Emilia Pérez และ Wicked ให้ตามเก็บ
ส่วนสาย อนิเมะอาร์ตสวยเนื้อหาลึก ก็ต้องไปดู Flow
สุดท้ายแล้ว ลิสต์นี้อาจไม่ได้มีคำตอบว่าหนังเรื่องไหน “ดีที่สุด” แต่รับรองว่าแต่ละเรื่องล้วนเป็นประสบการณ์การดูหนังที่ คุ้มค่ากับเวลาและความรู้สึก ของคนดูแน่นอน
แล้วใน 10 เรื่องนี้ คุณจะเริ่มต้นดูจากเรื่องไหนก่อนเป็นเรื่องแรก?

