รับแอปรับแอป

10 สมาร์ทวอทช์มาแรง 2025 เลือกยังไงให้คุ้มงบและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์

สุภาวดี นุ่มนวล01-31

อยากมี Smart Watch สักเรือน ต้องเริ่มจากอะไร?

ในยุคที่ทุกอย่างวัดได้ผ่านข้อมือ Smart Watch กลายเป็นไอเท็มที่หลายคนรู้สึกว่า “ขาดไม่ได้” โดยเฉพาะสายเฮลท์ตี้ที่อยากรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับร่างกายตัวเองแบบเรียลไทม์ แต่คำถามคือ จะรู้ได้ยังไงว่า Smart Watch รุ่นไหนคุ้ม รุ่นไหนเหมาะกับเรา?

ก่อนจะกดสั่งหรือเดินเข้าห้างไปสอย ลองมาดูภาพรวมกันก่อนว่าจริง ๆ แล้วสมาร์ทวอทช์ช่วยอะไรเราได้บ้าง และมีเทคนิคการเลือกยังไงไม่ให้ซื้อมาแล้วกลายเป็นเครื่องประดับเฉย ๆ

Smart Watch ช่วยอะไรเราได้บ้าง?

Smart Watch หรือ นาฬิกาอัจฉริยะ ไม่ได้มีดีแค่บอกเวลา แต่เป็นตัวช่วยจัดการชีวิตประจำวันแบบจบในเรือนเดียว เพราะส่วนใหญ่จะมาพร้อมฟีเจอร์สำคัญอย่างเช่น

  • ใช้งานคู่กับสมาร์ตโฟนหรือแท็บเล็ตผ่าน Bluetooth หรืออินเทอร์เน็ต เพื่อรับการแจ้งเตือนจากแอปต่าง ๆ ได้ทันที

  • บางรุ่นสามารถรับสาย และโทรออกจากข้อมือได้เลย ไม่ต้องหยิบมือถือให้วุ่นวาย

  • ช่วยตรวจเช็กสุขภาพเบื้องต้น เช่น วัดอัตราการเต้นหัวใจ วัดออกซิเจนในเลือด เช็กระดับความเครียด

  • บันทึกข้อมูลการออกกำลังกาย ไม่ว่าจะเดิน วิ่ง ปั่นจักรยาน เวทเทรนนิง รวมถึงกีฬาเฉพาะทางในบางรุ่น

  • ติดตามคุณภาพการนอน หลับลึกแค่ไหน นอนพอหรือเปล่า เพื่อเอาข้อมูลไปปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตได้

สรุปง่าย ๆ คือ แค่ใส่ Smart Watch เราก็มีผู้ช่วยคอยเก็บทุกข้อมูลของร่างกายให้แบบอัตโนมัติ

เช็กก่อนซื้อ! เทคนิคเลือก Smart Watch ให้ตอบโจทย์ตัวเอง

ก่อนควักเงิน ลองไล่เช็กลิสต์สั้น ๆ นี้ก่อน จะได้ไม่เสียใจทีหลัง

  • มองหาฟังก์ชันด้านสุขภาพและการออกกำลังกายที่จำเป็นต่อเรา เช่น วัดชีพจร วัดออกซิเจน โหมดกีฬาแบบที่เล่นจริง

  • ถ้าอยากใช้แทนมือถือในบางจังหวะ เลือกรุ่นที่ รับการแจ้งเตือนข้อความ รับสาย และโทรออกได้

  • ขนาดหน้าปัดต้องเหมาะกับข้อมือ ใส่แล้วไม่เทอะทะหรือเล็กเกินไป

  • ดูมาตรฐานกันน้ำ ถ้ามีกิจกรรมทางน้ำ หรือชอบว่ายน้ำควรเลือกระดับกันน้ำที่สบายใจ

  • เช็กแบตเตอรี่ทั้งโหมดใช้งานทั่วไป และเวลาต้องเปิด GPS ว่าทนพอไหมกับไลฟ์สไตล์เรา

ต่อไปมาดูตัวเลือก 10 Smart Watch น่าสอยในปี 2025 ที่แต่ละเรือนคาแรกเตอร์ไม่เหมือนกัน เลือกได้ตามงบและสไตล์การใช้งานเลย

10 Smart Watch น่าซื้อปี 2025 เลือกได้ตามงบและการใช้งาน

1. CMF by Nothing Watch Pro 2

รุ่นนี้สายสุขภาพน่าจะถูกใจ เพราะมีโหมดวัดผลด้านสุขภาพครบ และโหมดออกกำลังกายให้เลือกเยอะมากถึง 120 ชนิด แถมยังสรุปผลรายสัปดาห์ให้ดูภาพรวมได้ง่าย ๆ

หน้าจอเป็นแบบ AMOLED ขนาด 1.32 นิ้ว พร้อมฟังก์ชันปรับความสว่างอัตโนมัติ ทำให้การแสดงผลคมชัด ใช้งานกลางแดดก็ยังมองเห็นได้ดี และยังปรับรูปแบบหน้าปัดได้มากกว่า 100 แบบ สำหรับสายแต่งตัวที่ชอบแมตช์นาฬิกาเข้ากับลุคในแต่ละวัน

โหมดใช้งานทั่วไปแบตอยู่ได้นานสุดประมาณ 11 วัน ที่สำคัญคือรองรับการโทรเข้า-ออกผ่าน Bluetooth มีทั้งไมโครโฟนและลำโพงในตัว พร้อมโหมดตัดเสียงรบกวน ใครประชุมบ่อย ๆ น่าจะชอบ

  • วัสดุตัวเรือน: อะลูมิเนียม

  • ราคา: 2,699 บาท

  • พิกัด: ห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วไป

2. Kieslect Actor Smartwatch

รุ่นนี้เด่นที่การควบคุมที่ง่าย มีทั้งจอสัมผัสและปุ่มด้านข้าง ทำให้ใช้งานสะดวก โดยเฉพาะเวลาออกกำลังกายหรือมีเหงื่อเยอะ ๆ สามารถติดตามข้อมูลสุขภาพได้ตลอด 24 ชั่วโมง

รองรับการโทรเข้าโทรออกผ่าน Bluetooth โดยเชื่อมต่อรายชื่อจากสมาร์ตโฟน แบตโหมดทั่วไปใช้งานได้นานสูงสุดประมาณ 15 วัน และมาพร้อมระบบ GPS แบบ Dual-Band ที่ช่วยให้ระบุตำแหน่งแม่นยำมากขึ้น เหมาะกับสายวิ่งหรือปั่นนอกสถานที่

หน้าจอเป็นแบบ LTPO ขนาด 1.6 นิ้ว ให้ภาพคมชัดและช่วยถนอมสายตา ใส่ทั้งวันก็ยังสบาย

  • วัสดุตัวเรือน: เซรามิก และอะลูมิเนียม

  • ราคา: 7,190 บาท

  • พิกัด: ห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วไป

3. SoundPEATS Watch 4

ใครงบจำกัดแต่ยังอยากได้ฟังก์ชันแน่น ๆ รุ่นนี้ถือว่าน่าลอง เพราะราคาน่ารักแต่จัดเต็มทั้งโหมดสุขภาพและกีฬา

สามารถวัดอัตราการเต้นหัวใจ วัดออกซิเจนในเลือด แคลอรีที่ใช้ไป รวมถึงรองรับโหมดกีฬา มากถึง 109 ชนิด แถมยังรับสายและโทรออกได้ผ่าน Bluetooth อีกด้วย

หน้าจอสามารถปรับแต่งได้ดุดันไม่เกรงใจใครถึง 222 แบบ เปลี่ยนอารมณ์ได้ทุกวัน การชาร์จจาก 0–100% ใช้เวลาประมาณ 2–3 ชั่วโมง แล้วใช้งานต่อเนื่องได้ราว ๆ 7 วัน รองรับการชาร์จไร้สายด้วย

  • วัสดุตัวเรือน: อะลูมิเนียม

  • ราคา: 990 บาท

  • พิกัด: ห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วไป

4. Samsung Galaxy Watch7 AI

สำหรับคนที่อยากได้ Smart Watch ระดับเรือธงและสนใจเรื่อง AI รุ่นนี้จัดว่าเล่นใหญ่ เพราะใช้ระบบ AI ช่วยประเมินสุขภาพ และติดตามการออกกำลังกายแบบลึกขึ้น รวมทั้งช่วยวัดคุณภาพการนอนอย่างละเอียด

มีฟังก์ชันฉุกเฉินที่ถ้าตรวจจับได้ว่าล้มรุนแรงหรือมีแรงกระแทกและไม่มีการตอบสนอง จะโทรออกไปยังเบอร์ที่ตั้งค่าไว้ทันที เหมาะมากสำหรับคนอยู่คนเดียวหรืออยากดูแลผู้ใหญ่ในบ้าน

อีกจุดเด่นคือสามารถควบคุมการถ่ายภาพหรือวิดีโอบนสมาร์ตโฟนผ่านนาฬิกาได้ ทั้งกลับกล้องหน้า-หลัง และซูมเข้าออกจากข้อมือได้เลย

  • วัสดุตัวเรือน: อะลูมิเนียม

  • ราคา: 12,900 บาท

  • พิกัด: ห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วไป

5. KOSPET TANK T3 ULTRA

สายลุย สายเอาท์ดอร์ต้องมองรุ่นนี้ไว้ในลิสต์ เพราะดีไซน์มาให้ทนทานจริงจัง ตัวเรือนใช้วัสดุ Zinc Alloy ที่รับมือได้ทั้งแรงกระแทกและสภาพอากาศสุดขั้ว ทั้งอุณหภูมิและความชื้น

กันน้ำได้ระดับ 5 ATM ใส่ว่ายน้ำได้สบาย ๆ พร้อมฟีเจอร์รายงานผลละเอียด เช่น ความเร็ว จำนวนรอบ และจำนวนสโตรกการว่ายน้ำ เหมาะมากกับคนชอบเล่นกีฬาทางน้ำ

ยังรองรับการรับสายและโทรออกผ่าน Bluetooth และแสดงการแจ้งเตือนจากแอปต่าง ๆ บนหน้าจอได้ครบ

  • วัสดุตัวเรือน: สเตนเลสสตีล

  • ราคา: 4,990 บาท

  • พิกัด: ห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วไป

6. Amazfit GTR Mini 43mm Smart Watch

ใครชอบความกระทัดรัดแต่ฟีเจอร์แน่น รุ่นนี้ตอบโจทย์ ตัวเครื่องสามารถวัดอัตราการเต้นหัวใจ ออกซิเจนในเลือด และความเครียดได้ในครั้งเดียว พร้อมแสดงผลภายในประมาณ 45 วินาที

รองรับโหมดกีฬา มากกว่า 120 ชนิด และยังเชื่อมต่อกับแอปยอดฮิตได้ เช่น Strava, Relive, Apple Health และ Google Fit เหมาะกับคนที่เก็บสถิติการออกกำลังกายแบบจริงจัง

มีโหมดติดตามการนอนและแปลงข้อมูลออกมาเป็นคะแนนสุขภาพให้ดูง่าย ๆ แบตโหมดทั่วไปอยู่ได้ยาวถึง 14 วัน ใครขี้เกียจชาร์จบ่อยน่าจะปลื้ม

  • วัสดุตัวเรือน: สเตนเลสสตีล

  • ราคา: 4,190 บาท

  • พิกัด: ห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วไป

7. Xiaomi Band 9 Smart

ใครอยู่สายสายรัดข้อมืออัจฉริยะมากกว่านาฬิกาเต็มเรือน รุ่นนี้คือเบสิกที่อัปเกรดมาอย่างดี หน้าจอเป็น AMOLED ขนาด 1.62 นิ้ว ตัวเรือนหนาเพียง 10.95 มม. ใส่สบายและเบามือ

สามารถประเมินสุขภาพได้ทั้งวัน ใช้งานต่อเนื่องได้สูงสุดประมาณ 21 วัน มีระบบแจ้งเตือนแบบสั่น และสามารถตรวจวัดความเครียดได้อีกด้วย

ที่น่าสนใจคือมีเซนเซอร์ปรับความสว่างตามแสงรอบตัวอัตโนมัติ และมีระบบช่วยป้องกันการสัมผัสแบบไม่ตั้งใจจากฝนหรือเหงื่อ โหมดกีฬาให้เลือกมากกว่า 150 ชนิด พร้อมกันน้ำระดับ 5 ATM

  • วัสดุตัวเรือน: อะลูมิเนียม และโพลิเมอร์

  • ราคา: 1,490 บาท

  • พิกัด: ห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วไป

8. Apple Watch Series 10 GPS Aluminium

สำหรับสาย iPhone ยังไง Apple Watch ก็ยังเป็นตัวเลือกแรก ๆ เสมอ รุ่นนี้หน้าจอใหญ่ขึ้น ใช้งานต่อเนื่องได้ราว ๆ 18 ชั่วโมง และมีโหมดชาร์จเร็วที่สามารถชาร์จจาก 0–80% ได้ภายในประมาณ 30 นาที

มีฟีเจอร์ฉุกเฉินที่สามารถกด SOS ได้ในปุ่มเดียว เหมาะกับการพกไว้เพิ่มความอุ่นใจ ทั้งเวลเดินทางหรืออยู่คนเดียว

ส่วนการใช้โทรเข้า โทรออก รับข้อความ หรือสั่งงานด้วย Siri ต้องเชื่อมต่อกับ iPhone หรือ Wi‑Fi ตามสไตล์ Apple Ecosystem ซึ่งถ้าอยู่ในระบบนี้อยู่แล้วถือว่าใช้งานได้เต็มศักยภาพมาก

แน่นอนว่าโหมดตรวจเช็กสุขภาพและออกกำลังกายก็ยังจัดเต็มเหมือนเดิม

  • วัสดุตัวเรือน: อะลูมิเนียม

  • ราคา: 15,900 บาท

  • พิกัด: ห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วไป

9. Garmin Venu 3 Series

สายสปอร์ตตัวจริงมักจะรู้จัก Garmin ดีอยู่แล้ว รุ่นนี้ก็ยังคงเน้นความแม่นยำด้านสุขภาพมาเต็ม ทั้งการตรวจวัดอัตราการเต้นหัวใจ ค่า HRV ความเครียด พลังงานร่างกาย และค่าออกซิเจนในเลือด

รองรับการสั่งงานด้วยเสียง และสามารถโทรเข้าโทรออกจากนาฬิกาได้โดยตรง จุดที่สะดวกมากคือสามารถ ตอบกลับข้อความผ่านหน้าปัดนาฬิกาได้เลย ไม่ต้องหยิบมือถือ

ด้านกีฬา รองรับโปรแกรมได้ประมาณ 30 รูปแบบ และยังสามารถดาวน์โหลดเพลงเก็บไว้ในเครื่องได้มากถึง 650 เพลง ใครออกกำลังกายแล้วชอบฟังเพลงด้วยน่าจะถูกใจมาก

  • วัสดุตัวเรือน: โพลิเมอร์เสริมแรงเส้นใย

  • ราคา: 15,990 บาท

  • พิกัด: ห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วไป

10. HUAWEI Band 9

ใครอยากลองใช้ Smart Watch หรือ Smart Band เครื่องแรก แต่ยังไม่อยากเปย์แรง รุ่นนี้คือคำตอบ เพราะราคาเบาแต่ฟังก์ชันไม่ได้บางตาม

มีระบบปรับความสว่างหน้าจออัตโนมัติ แจ้งเตือนสายเรียกเข้า ข้อความ และกิจกรรมในปฏิทินได้ครบ มีเซนเซอร์ตรวจวัดสุขภาพแบบเรียลไทม์ พร้อมสรุปข้อมูลให้อ่านง่าย ๆ ในหน้าจอเดียว

จุดเด่นคือเรื่องแบตเตอรี่ แค่ชาร์จประมาณ 5 นาที ก็ใช้งานต่อเนื่องได้นานถึง 2 วัน และถ้าชาร์จเต็มราว ๆ 45 นาที สามารถใช้งานโหมดทั่วไปได้ยาวสุดประมาณ 9 วัน

  • วัสดุตัวเรือน: โพลิเมอร์

  • ราคา: 1,190 บาท

  • พิกัด: ห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วไป

เลือก Smart Watch ให้ตรงกับเรา สำคัญกว่าการตามกระแส

จาก 10 รุ่นที่เล่ามา จะเห็นว่ามีตั้งแต่หลักร้อยปลาย ๆ ไปจนถึงหลักหมื่นกลาง ๆ ฟังก์ชันก็แตกต่างกันไปตามสไตล์การใช้งาน

ก่อนตัดสินใจลองถามตัวเองก่อนว่า

  • อยากเน้นสุขภาพจริงจังแค่ไหน

  • ใช้ออกกำลังกายประเภทไหนบ่อยที่สุด

  • ต้องการใช้รับสาย โทรออก หรือแค่รับแจ้งเตือนก็พอ

  • สะดวกชาร์จแบตบ่อยไหม

  • งบประมาณที่สบายใจคือเท่าไหร่

ถ้าซื้อมาแล้วได้ใช้ทุกวัน มันคือการลงทุนที่คุ้มสำหรับสุขภาพและไลฟ์สไตล์ของเรา แต่ถ้ารู้ตัวว่าไม่ได้ใช้อะไรเลยนอกจากดูเวลา ก็อาจยังไม่จำเป็นต้องขยับไปถึงรุ่นสูงมากก็ได้

จะซื้อใช้เองหรือซื้อเป็นของขวัญให้คนพิเศษ Smart Watch ก็ยังเป็นไอเดียที่ดีเสมอ แค่เลือกให้ตรงตัวตรงใจ คนรับได้ไปก็ยิ่งอยากลุกขึ้นมาดูแลสุขภาพมากขึ้นด้วยเหมือนกัน