รับแอปรับแอป

มุยเน่ขึ้นแท่นเมืองฮอต 2025: เผย 10 เทรนด์เที่ยวใหม่ที่ทำให้คนยอมบินไกล

ภาคภูมิ ศรีสุข01-30

เวียดนามหรือไทย? เมื่อคนทั้งโลกเริ่มโหยหาที่เที่ยวใหม่

ทุกวันนี้ ถ้าถามว่าเวลาอยากไปเที่ยวต่างประเทศ คนอยากไป ‘เวียดนาม’ หรือ ‘ไทย’ มากกว่ากัน คำตอบอาจไม่ง่ายเหมือนเดิมแล้วนะ

เพราะจากข้อมูลของแพลตฟอร์มท่องเที่ยวชื่อดังอย่าง Booking.com พบว่า เมืองที่มียอดการจองที่พักเติบโตแรงที่สุดในปี 2025 กลับไม่ใช่เมืองใหญ่ที่เราคุ้นชื่อ แต่เป็นเมืองชายทะเลบรรยากาศนิ่งๆ อย่าง ‘มุยเน่ ประเทศเวียดนาม’ ต่างหาก

ทำไมมุยเน่ถึงปังจนแซงเมืองท็อปของโลก

Booking.com อธิบายภาพของมุยเน่เอาไว้ได้น่าไปมากๆ ว่า นี่คือเมืองพักผ่อนริมทะเลที่บรรยากาศสบาย ไม่เร่งรีบ รายล้อมด้วยชายหาดสีทองระยิบระยับ

มนต์เสน่ห์ของมุยเน่คือการผสาน ธรรมชาติ วัฒนธรรมท้องถิ่น และกิจกรรมแอดเวนเจอร์ เข้าด้วยกันได้ลงตัว เลยเหมาะทั้งสายชิล สายกิน สายลุย ไปจนถึงสายถ่ายรูปที่อยากได้วิวแปลกตาไม่ซ้ำใคร

ส่วนเมืองอื่นๆ ที่ยอดจองโตแรงตามมาติดๆ บน Booking.com ก็มีแต่ชื่อที่หลายคนอาจยังไม่คุ้นหูเท่าไร เช่น

  • บิลเบา (สเปน)

  • บาร์รังกีญา (โคลอมเบีย)

  • ฟิลาเดลเฟีย (สหรัฐอเมริกา)

  • กวางโจว (จีน)

  • ซัล (เคปเวิร์ด)

  • มาเนาส์ (บราซิล)

  • มึนสเทอร์ (เยอรมนี)

  • โคชิน (อินเดีย)

  • พอร์ตดักลาส (ออสเตรเลีย)

จะเห็นว่าเป็นลิสต์ที่เน้นเมืองรอง เมืองไม่แมส เน้นคาแรกเตอร์ชัดเจน มากกว่าซ้ำรอยเดิมๆ

แล้วไทยหายไปไหนจาก Top 10?

หลายคนอาจสะดุ้งนิดๆ ว่า ใน Top 10 เมืองยอดฮิตที่ยอดจองพุ่งแรงที่สุด ไม่มีชื่อเมืองไทยเลย แถมส่วนใหญ่ยังเป็นจุดหมายที่คนทั่วไปอาจไม่เคยอยู่ในลิสต์ฝันมาก่อนด้วย

หนึ่งในคำอธิบายมาจาก เทรนด์การท่องเที่ยวที่เปลี่ยนไป ของนักเดินทางยุคนี้ ซึ่งเน้นความรู้สึก “ฉันอยากไปเองจริงๆ” มากกว่า “เพื่อนชวนเลยไปตามกัน”

ตัวแทนจาก Booking.com อย่าง Branavan Aruljothi ที่ดูแลตลาดไทย เล่าว่า วันนี้การเลือกจุดหมายปลายทางกลายเป็นเรื่องที่ ขับเคลื่อนด้วยความต้องการของตัวเอง แบบเต็มร้อย ใครจะไปไหนก็ต้องตอบโจทย์หัวใจตัวเองให้ได้ก่อน

ส่วนมุยเน่ที่ขึ้นแท่นแชมป์ เขาก็มองว่า รัฐบาลเวียดนามเองก็มีบทบาทสำคัญมาก เพราะขยันทำนโยบายโปรโมตการท่องเที่ยวอย่างจริงจัง ดึงสายตานักเดินทางจากทั่วโลกให้หันมามองมากขึ้นเรื่อยๆ

แม้ไทยจะไม่ติด Top 10 เมืองที่ยอดจองเติบโตเร็วที่สุด แต่ Aruljothi ย้ำว่า กรุงเทพฯ ยังครองสถานะหนึ่งในจุดหมายยอดฮิตระดับโลก อยู่เหมือนเดิม แค่การเติบโตอาจไม่โดดเด้งเท่าเมืองรองที่กำลังขึ้นมาแรงเท่านั้นเอง

ไทย = บ้านหลังที่สองของนักท่องเที่ยว

Aruljothi เปรียบประเทศไทยว่าเป็นเหมือน “บ้านหลังที่สอง” ของนักท่องเที่ยวทั่วโลก ซึ่งฟังแล้วทั้งอบอุ่นและชัดเจนมาก

เวลาเราอยากออกจากบ้าน ก็เป็นธรรมดาที่จะอยากลองไปที่ใหม่ๆ บ้าง อยากเปลี่ยนบรรยากาศ ออกไปเจอโลกในแบบที่ต่างไป แต่สุดท้ายแล้ว ยังไงก็ต้องมี “บ้าน” ให้กลับมาเสมอ

ประเทศไทยเลยอยู่ในสถานะที่มั่นคง เหมือนเดิมเพิ่มเติมคือ โลกกำลังเปิดพื้นที่ให้เมืองใหม่ๆ ขึ้นมาเฉิดฉายเคียงข้างเมืองท่องเที่ยวหลักที่เราคุ้นชิน

เมื่อการเที่ยวกลายเป็นเรื่องเฉพาะตัวแบบสุดทาง

คำถามน่าสนใจคือ แล้วอะไรทำให้คนยอมออกจาก “บ้านหลังที่สอง” หรือเมืองยอดฮิตเดิมๆ เพื่อไปตามหาที่ใหม่ๆ กันนัก?

จากการวิเคราะห์ข้อมูลการจองบนแพลตฟอร์มเดียวกัน Aruljothi มองว่า ในปี 2026 การเดินทางถูกผลักให้กลายเป็นเรื่อง “เฉพาะตัวแบบเข้มข้น” มากกว่าทุกยุคที่ผ่านมา

พูดง่ายๆ คือ มันหมดยุคการไปเที่ยวแค่เพราะ

  • เพื่อนไป

  • ครอบครัวอยากไป

  • หรือเป็นที่ “เขาฮิตกัน”

ถ้าจะยอมลางาน จ่ายค่าตั๋วและค่าที่พักทั้งที มันต้อง ตอบโจทย์ตัวเราเองจริงๆ เท่านั้นถึงจะคุ้ม

แล้วความเฉพาะตัวที่ว่ามันหน้าตาเป็นยังไง? ลองมาดู 10 เทรนด์ท่องเที่ยวปี 2026 ที่สะท้อนชัดว่า คนยุคนี้ “เที่ยวเพราะเหตุผลของตัวเองล้วนๆ”

1. Romantasy Retreats — เที่ยวตามรอยโลกโรแมนตาซี

ปีนี้กระแส “โรแมนตาซี” (Romantasy) ทั้งหนังสือและภาพยนตร์มาแรงมาก จนแฟนๆ หลายคนไม่ได้อยากแค่อ่านหรือดูแล้วจบ

แต่เริ่มอยาก ไปเหยียบโลเคชันที่ให้บรรยากาศคล้ายโลกในนิยาย ไม่ว่าจะเป็นเมืองโบราณ หมู่บ้านในหุบเขา หรือชายฝั่งบรรยากาศลึกลับ จนเกิดเป็นเทรนด์เที่ยวแนวแฟนตาซีโรแมนติกที่จับหัวใจสายติ่งเข้าเต็มๆ

2. Humanoid Homes — เช็กอินเพราะที่พักล้ำด้วยหุ่นยนต์

นักเดินทางจำนวนไม่น้อยเริ่มสนใจที่พักแนว บ้านอัจฉริยะ มากขึ้น จุดขายคือเทคโนโลยีจัดเต็ม โดยเฉพาะ

  • หุ่นยนต์ทำความสะอาด

  • หุ่นยนต์เชฟและผู้ช่วยในครัว

ที่คอยช่วยดูแลทุกอย่างให้ผู้เข้าพักแบบสะดวกสุดๆ ใครที่อินกับสมาร์ตโฮมอยู่แล้ว เทรนด์นี้คือสวรรค์ดีๆ นี่เอง

3. Turbulence Test — จงเที่ยวเพื่อทดสอบความสัมพันธ์

มีคู่รักหรือกลุ่มเพื่อนที่คิดว่ารู้ใจกันดีอยู่แล้ว? เทรนด์นี้ชวนให้ลองเอาไปเทสต์ในทริป

การเดินทางกลายเป็น สนามสอบความสัมพันธ์ ไปโดยปริยาย หลายคนเลยตั้งใจเลือกจัดทริปกับ

  • เพื่อนสนิท

  • คนรัก

  • หรือแม้แต่ครอบครัว

ให้ต้องไปเจอสถานการณ์โหดๆ หรือจุดหมายที่เดินทางยาก เหนื่อย ลำบากนิดๆ เพื่อดูว่า “สุดท้ายแล้ว เราไปกันรอดไหม”

4. Shelf-ie Souvenirs — ของที่ระลึกไม่ใช่แค่ของฝากอีกต่อไป

ของที่ระลึกถูกอัปเกรดจากแค่ของฝากธรรมดาๆ ไปเป็น “วัตถุเล่าเรื่อง” ที่เอามาแต่งบ้านได้แบบเท่ๆ

นักเดินทางสมัยนี้มองว่าการหยิบของตกแต่งจากทริปต่างๆ ไปวางบนชั้นหนังสือหรือมุมโปรดในห้อง คือการเปลี่ยนพื้นที่ธรรมดาให้กลายเป็น มุมโชว์ความทรงจำ ที่มองทีไรก็คิดถึงทริปนั้นได้ทันที

5. Roadtrip Rewired — โร้ดทริปยุคใหม่ ไม่ใช่แค่ขับรถยาวๆ

คำว่า Roadtrip ในยุคนี้ไม่ใช่แค่ “ขับรถเที่ยวไปเรื่อยๆ” อีกต่อไป แต่มันคือการ

  • เปิดรับประสบการณ์ระหว่างทาง

  • แวะชุมชนเล็กๆ ที่ไม่เคยอยู่ในแพลน

  • หรือแม้แต่ทำความรู้จักกับคนแปลกหน้าระหว่างทาง

เส้นทางจึงสำคัญไม่แพ้จุดหมาย และบางทีก็เป็นส่วนที่สนุกที่สุดของทริปด้วยซ้ำ

6. Destined-ations — เที่ยวตามดวง แบบยอมเปลี่ยนแพลนทั้งทริป

อีกเทรนด์ที่มาแรงคือการยอมให้ ดวงชะตาเข้ามามีบทบาทในแผนเที่ยว มากกว่าที่คิด

หลายคนพร้อมจะเปลี่ยน หรือแม้แต่ยกเลิกแผนทั้งทริป เพียงเพราะ

  • แม่หมอทัก

  • โหราศาสตร์บอกไม่ดี

  • หรือเช็กแล้วฤกษ์ไม่เป็นใจ

และในทางกลับกัน ถ้าดวงบอกว่าช่วงนี้เหมาะกับการเดินทาง ก็พร้อมจองตั๋วแทบจะทันทีเหมือนกัน

7. Glow-cations — ทริปบูสต์ผิวและสุขภาพแบบจัดเต็ม

สายเฮลท์ตี้และบิวตี้ต้องรักเทรนด์นี้ เพราะคนจำนวนมากเริ่มมองว่า ทริปเที่ยว = ทริปบำรุงตัวเอง

โดยเฉพาะการเดินทางเพื่อดูแล

  • สุขภาพผิว

  • ความงาม

  • และการพักฟื้นทั้งกายใจ

ผลคือเกิดแพ็กเกจหรือเดสติเนชันที่โฟกัสเรื่องการบูสต์ผิวใส สุขภาพดีโดยเฉพาะ ใครกลับมาบ้านแล้วคนทักว่าหน้าฉ่ำผ่อง นั่นแหละ Glow-cation ของจริง

8. Hushed Hobbies — เที่ยวเพื่อหาความเงียบในโลกที่วุ่นวาย

หลังจากผ่านปีที่เต็มไปด้วยดราม่า ข่าวร้าย และความวุ่นวายไม่รู้จบ นักท่องเที่ยวจำนวนมากเริ่มโหยหา ความเงียบและพื้นที่ปลอดเสียงรบกวน มากขึ้น

หลายคนตั้งใจเลือกทริปที่เน้น

  • ธรรมชาติ

  • ป่าเขา ทะเล หมู่บ้านเล็กๆ

เพื่อใช้การเดินทางเป็นพื้นที่พักใจ รีเซ็ตสมอง และถอยออกมาจากโลกอึกทึกให้ได้หายใจเต็มปอดสักพัก

9. Pastports — เดินทางย้อนเวลาไปหาตัวเองในอดีต

บางครั้งการกลับไปเที่ยวที่เดิม ก็ไม่ใช่เพราะหมดที่ไปใหม่แล้ว แต่เพราะอยาก ย้อนกลับไปหาร่องรอยความทรงจำเก่าๆ

หลายคนเริ่มใช้ AI ช่วยตามหาโลเคชันจากรูปเก่าๆ ว่าจริงๆ แล้วคือที่ไหน จากนั้นก็บินกลับไปยืนในมุมเดิมอีกครั้ง ให้ตัวเองตอนปัจจุบันได้ยืนทับรอยอดีตแบบตรงเป๊ะ

10. Modern Milestone Missions — ฉลองทุกอย่างด้วยการจองทริป

ยุคนี้ การเฉลิมฉลองไม่จำเป็นต้องรอวันเกิด วันครบรอบ หรือเทศกาลใหญ่ๆ อีกต่อไป

ใครที่รู้สึกว่า “ปีนี้ฉันทำงานมาหนักมาก” ก็มีสิทธิ์จะกดจองตั๋วเครื่องบินเพื่อฉลองความพยายามของตัวเองได้เหมือนกัน

ไม่ว่ามันจะเป็น

  • โปรเจกต์ใหญ่ที่เพิ่งสำเร็จ

  • การผ่านปีที่โหดสุดในชีวิตมาได้

  • หรือแค่รู้สึกว่าตัวเองสมควรได้รับรางวัล

การเที่ยวก็กลายเป็นของขวัญให้ตัวเองในแบบที่จับต้องได้มากที่สุดแบบหนึ่ง

สุดท้ายแล้ว…เที่ยวเพราะอะไร ก็ขอให้เที่ยวเพื่อใจตัวเอง

ไม่ว่าคุณจะอยากออกเดินทางเพราะโรแมนตาซีลึกลับ หุ่นยนต์สุดไฮเทค ความสัมพันธ์ที่อยากทดสอบ ดวงที่บอกให้ไป หรือแค่อยากหนีความวุ่นวายไปซ่อนตัวกลางธรรมชาติ

จุดร่วมเดียวที่สำคัญที่สุดคือ การท่องเที่ยวควรตอบตัวเราเองให้ได้ก่อนว่า “ฉันมีความสุขกับมันจริงไหม”

ถ้าจะลุกจากเตียง แบกกระเป๋า ฝ่ารถติดไปขึ้นเครื่องทั้งที ก็ขอให้เป็นทริปที่ทำให้คุณยิ้มได้เมื่อคิดถึงในทุกๆ ครั้ง

ปีนี้ถ้ามีโอกาสได้ออกเดินทาง ไม่ว่าจะไปมุยเน่ กรุงเทพฯ หรือเมืองลับไหนบนแผนที่โลก ก็ขอให้เป็นทริปที่สนุกสมใจ และกลายเป็นอีกหนึ่งเรื่องเล่าดีๆ บนชั้นวางความทรงจำของคุณนะ