จากร้านเล็กสู่ตลาดโลก: เมื่อแบรนด์อาหารกลายเป็นเครื่องจักรพันล้าน

จากร้านเล็กสู่ตลาดโลก: เมื่อแบรนด์อาหารกลายเป็นเครื่องจักรพันล้าน
ความสนใจ|การพูดคุยเกี่ยวกับสูตรอาหาร

เมื่อธุรกิจอาหารไม่ได้ชนะกันแค่ที่ครัว แต่ชนะกันที่เครือข่าย

แบรนด์อาหารไทยส่งออกคือธุรกิจที่ใช้เมนูคุ้นลิ้นเป็นจุดเริ่มต้น แต่สร้างมูลค่าจริงจากการจัดจำหน่ายอาหารไทยสู่ต่างประเทศ ผ่านเครือข่ายพาร์ตเนอร์ โรงงาน และผู้ประกอบการที่ช่วยให้สินค้าอาหารไทยนำเข้าเข้าไปยืนบนชั้นวางทั่วโลก พร้อมต่อยอดภาพลักษณ์อาหารให้เป็น Soft Power สร้างรายได้ระดับพันล้านบาท และผลักแบรนด์จากครัวเล็กหรือรถเข็นหน้าร้านให้กลายเป็นธุรกิจอาหารไทยโลกในเชิงอุตสาหกรรมเต็มตัว

มุมที่มักถูกมองข้ามคือ หลายคนคิดว่าการเติบโตของแบรนด์อาหารคือเรื่องของสูตรลับ รสชาติ หรือแพ็กเกจดีไซน์ แต่กรณีศึกษาจากผู้เล่นอย่าง OCTA FOODS, Exotic Food และแหลมทองสหการกำลังบอกอีกเรื่องหนึ่งอย่างชัดเจน ว่าความสำเร็จในระดับพันล้านเกิดจากการสร้างและเลือกเครือข่ายการจัดจำหน่ายที่ถูกคน ถูกตลาด และมองระยะยาว ไม่ใช่แค่หาลูกค้าที่พร้อมสั่งของครั้งแรกแล้วหายไป

OCTA FOODS: แปลงเมนูบ้านๆ ให้กลายเป็น Soft Power บนชั้นวางโลก

OCTA FOODS เลือกเล่นเกมใหญ่ตั้งแต่แรก ด้วยการปั้นอาหารปรุงสำเร็จพร้อมรับประทานในกลุ่ม Ready-to-Eat ที่ไม่ต้องแช่เย็น แล้วส่งออกมากถึง 90% ของธุรกิจไปยังตลาดต่างประเทศ แทนที่จะพึ่งพาตลาดในประเทศอย่างเดียว บริษัทใช้เทคโนโลยีรีทอร์ทรักษาความสะอาดและสดใหม่แม้อยู่ในอุณหภูมิห้อง ทำให้ผัดไทย มัสมั่นไก่ หรือไก่ผัดเขียวหวานกลายเป็นเมนูที่หยิบกินได้ง่ายในชีวิตประจำวันของผู้บริโภคต่างแดน ไม่ต้องมีครัวไทยหรือเชฟผู้เชี่ยวชาญก็เข้าถึงรสชาติได้ใกล้เคียงต้นตำรับ.

ทิศทางของ OCTA FOODS ชัดเจนว่าไม่ได้มองอาหารแค่สินค้า แต่ใช้เมนูซิกเนเจอร์เป็น Soft Power ให้คนทั่วโลกคุ้นเคยกับภาพลักษณ์อาหารไทย ในขณะเดียวกันก็ขยายฐานด้วยกลยุทธ์ Mass Customization ปรับรสชาติ บรรจุภัณฑ์ และแบรนด์ย่อยอย่าง ASIATIQUE, KITCHEN88, SMART EAT และอื่นๆ ให้ตรงความต้องการแต่ละตลาด. สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือแผนต่อไปที่ประกาศจะรุกตลาด Plant-Based และอาหารสุขภาพ แปลว่าบริษัทไม่ยอมให้ตัวเองยึดติดกับเมนูเดิม แต่ใช้ความแข็งแรงด้านนวัตกรรมและกำลังผลิตจากโรงงาน 3 โรง พนักงานกว่า 700 คน เป็นฐานกระโดดไปสู่โอกาสใหม่.

จากร้านเล็กสู่ตลาดโลก: เมื่อแบรนด์อาหารกลายเป็นเครื่องจักรพันล้าน

Exotic Food: ซอสไทยที่โตเพราะเลือก Distributor เก่ง ไม่ใช่แค่รสชาติ

Exotic Food แสดงให้เห็นชัดว่าธุรกิจอาหารไทยโลกจะไปไกลแค่ไหน ขึ้นอยู่กับการจัดจำหน่ายอาหารไทยมากพอๆ กับคุณภาพสินค้า บริษัทส่งออกซอสพริกศรีราชาและเครื่องปรุงรสแบรนด์ Exotic Food และ Flying Goose ไปยังซูเปอร์มาร์เก็ตและโมเดิร์นเทรดกว่า 80 ประเทศ พร้อมทำยอดขายกว่า 2,000 ล้านบาทในปี 2568. สิ่งที่น่าสนใจคือ การเปลี่ยนซอสจากสินค้าโภคภัณฑ์ที่หาความแตกต่างยาก ให้กลายเป็นแบรนด์พรีเมียมที่ครองอันดับหนึ่งในตลาดเยอรมนี. นี่ไม่ใช่เรื่องดีไซน์ขวดอย่างเดียว แต่คือการหา Distributor ที่พร้อมเติบโตไปด้วยกัน.

แนวคิดที่บริษัทใช้กลับสวนทางกับความเชื่อทั่วไป เพราะไม่ได้เลือกตัวแทนจำหน่ายที่ใหญ่ที่สุด แต่โฟกัสผู้ประกอบการขนาดกลางที่พร้อมทุ่มเทกับแบรนด์ และมีแรงขับเคลื่อนสูง. ตัวอย่างชัดคือ Distributor ในเยอรมนี ที่ยอมปฏิเสธข้อเสนอราคาจากคู่แข่งเพื่อโฟกัสสินค้าจาก Exotic Food เพียงแบรนด์เดียว ทำให้ยอดขายของบริษัททิ้งห่างคู่แข่งอันดับ 2 ถึง 10 รวมกันยังไม่เท่าแบรนด์เดียว. คำกล่าวที่น่าจับตาคือ "ก่อนปี 2005 ตลาดนิวซีแลนด์เคยมียอดขายเป็นศูนย์ แต่เมื่อได้พาร์ตเนอร์ที่อยากเติบโตไปด้วยกัน ปัจจุบันยอดขายพุ่งสูงถึง 70-80 ล้านบาท" ซึ่งสะท้อนว่าพาร์ตเนอร์ที่ใช่สำคัญกว่าการกระจายสินค้าแบบหว่านทั่ว.

จากร้านเล็กสู่ตลาดโลก: เมื่อแบรนด์อาหารกลายเป็นเครื่องจักรพันล้าน

ไส้กรอกแดงแหลมทอง: จากรถเข็นหน้าโรงเรียนสู่เครือข่ายผู้ประกอบการทั่วประเทศ

กรณีของไส้กรอกแดงแหลมทองคือด้านกลับของธุรกิจอาหารไทยส่งออก ที่แต่เดิมเริ่มจากอาหารแห้งเมื่อปี พ.ศ. 2484 ก่อนจะขยับตัวมาสู่ธุรกิจเกษตรและอาหารเต็มรูปแบบ มีทั้งฟาร์มและโรงงานแปรรูป. ผลิตภัณฑ์ไส้กรอกแดงแหลมทองอยู่คู่ผู้บริโภคมานานกว่า 30 ปี และถูกจดจำผ่านรถเข็นหน้าโรงเรียนหรือมอเตอร์ไซค์พ่วงข้างมากกว่าการจัดวางในห้างสรรพสินค้า การเติบโตไม่ได้เกิดจากการบุกตลาดต่างประเทศ แต่จากการวางตำแหน่งสินค้าให้ทอดง่าย อร่อยสม่ำเสมอ และคุ้มราคาสำหรับผู้ประกอบการรายย่อย ที่ซื้อห่อใหญ่ครึ่งกิโลหรือหนึ่งกิโลไปทอดขาย.

วันนี้รายได้ของแหลมทองสหการจากธุรกิจอาหารแตะระดับมากกว่า 6,000 ล้านบาทต่อปี และตัวเลขผลประกอบการสามปีล่าสุดยิ่งตอกย้ำฐานธุรกิจที่มั่นคง ทั้งรายได้และกำไรที่เดินหน้าอย่างมีเสถียรภาพ. สิ่งสำคัญคือการสร้างเครือข่ายผู้ประกอบการรายย่อยให้กลายเป็นช่องทางหลักของแบรนด์ ทั้งไส้กรอกแดง รมควัน กะเพรา ไส้กรอกอีสาน ไปจนถึงไก่ปรุงสุกอย่างนักเก็ตและคาราเกะ ซึ่งถูกออกแบบให้เข้ากับรูปแบบขายทอดแบ่งชิ้นเดิม. เมื่อผู้บริโภคจำรสชาติได้ พ่อค้าแม่ค้าก็ถูกผลักให้กลายเป็นตัวแทนแบรนด์โดยปริยาย แม้ไม่ได้ใช้คำว่า Distributor แต่บทบาทไม่ต่างจากฟันเฟืองกระจายสินค้าให้ครอบคลุมทุกชุมชน.

จากร้านเล็กสู่ตลาดโลก: เมื่อแบรนด์อาหารกลายเป็นเครื่องจักรพันล้าน

บทสรุป: แบรนด์ที่ชนะเกมโลกคือแบรนด์ที่ให้ความสำคัญกับฟันเฟืองที่มองไม่เห็น

สามกรณีศึกษาเหล่านี้กำลังบอกภาพเดียวกัน คือแบรนด์อาหารไทยส่งออกและธุรกิจอาหารไทยโลกไม่อาจเติบโตได้ด้วยรสชาติอย่างเดียว การจัดจำหน่ายอาหารไทยผ่านเครือข่ายที่แข็งแรงต่างหากที่แปลงเมนูให้เป็นเม็ดเงินระดับพันล้าน ไม่ว่าจะเป็นการใช้เทคโนโลยีรีทอร์ทและ Soft Power ของ OCTA FOODS การเฟ้น Distributor ขนาดกลางที่ทุ่มเทของ Exotic Food หรือการสร้างฐานร้านทอดรายย่อยของไส้กรอกแหลมทอง. ทั้งหมดสะท้อนว่าผู้จัดจำหน่ายและพาร์ตเนอร์คือหัวใจ ไม่ใช่ตัวประกอบ.

สำหรับผู้ประกอบการอาหารรายใหม่ บทเรียนหลักคือ ต้องเลิกคิดว่าการเติบโตในตลาดต่างประเทศเป็นเรื่องไกลตัว แต่ต้องเริ่มตั้งคำถามว่า ใครคือคนที่จะเดินไปด้วยกันในระยะยาว ไม่ใช่แค่ใครที่สั่งของเยอะที่สุดในครั้งแรก แบรนด์ที่กล้าลงทุนกับระบบจัดจำหน่าย เลือกคู่ค้าอย่างพิถีพิถัน และยอมปรับสินค้าเพื่อให้เข้ากับช่องทางขายต่างๆ จะมีโอกาสกลายเป็นสินค้าอาหารไทยนำเข้าที่ครองใจผู้บริโภคทั่วโลกมากกว่าคนที่หมกมุ่นอยู่กับสูตรลับในครัวอย่างเดียว

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!