รับแอปรับแอป

10 เรื่องสุดปังปี 2025 ที่คอหนัง–ซีรีส์ห้ามพลาด ส่งท้ายปีแบบดูรวดเดียวจบ!

ลลิตา พูนผล02-01

ปลายปีนี้ดูอะไรดี? รวมลิสต์หนัง–ซีรีส์ที่คนดูจริงเทใจให้

ปี 2025 จัดว่าเป็นปีทองของทั้งหนังและซีรีส์ ใครตามทุกเรื่องทันก็คือสุดยอดคอคอนเทนต์ตัวจริง แต่ถ้าชีวิตทั้งปีมัววิ่งวุ่นจนยังดูไม่ครบ ลิสต์นี้คือทางลัดสำหรับการ เคลียร์คิววันหยุดยาว แล้วกดดูแบบมาราธอนรวดเดียวจบ

ทีมคอหนัง–ซีรีส์หลากหลายสายต่างช่วยกันคัดมาให้แล้วว่ารายชื่อทั้งหมดนี้คือ “ขึ้นหิ้งประจำปี” ที่ไม่อยากให้คุณพลาดเด็ดขาด ทั้งดราม่าบีบน้ำตา แก้แค้นสุดเดือด แฟนตาซีหลอนจิต ไปจนถึงคดีในศาลที่พูดเรื่องความรักได้อย่างสวยงาม

เตรียมลิสต์ เตรียมหมอน เตรียมทิชชู่ แล้วไปเลือกเรื่องที่จะกลายเป็นเรื่องโปรดใหม่ของคุณกัน

Avatar: Fire and Ash – 3 ชั่วโมงที่ลืมเวลาไปเลย

ภาคล่าสุดของจักรวาล Avatar พาเราออกจากแค่คำว่าสเปเชียลเอฟเฟ็กต์สวย แล้วไปไกลกว่านั้นด้วย โลกและความสัมพันธ์ที่ลึกขึ้นแบบจัดเต็ม

  • การเล่าเรื่องเล่นกับความขัดแย้งหลายชั้น ทั้งมนุษย์กับชาวนาวี มนุษย์กับสัตว์ ไปจนถึงความเชื่อทางจิตวิญญาณ

  • งาน CG คือระดับ “ตาแตก” ทำให้สามชั่วโมงกว่าแทบไม่มีจังหวะให้วอกแวก

  • เส้นเรื่องเข้มข้น แต่ดูจบแล้วให้ความรู้สึกเหมือนเป็นหนังที่เหมาะจะใช้ ปิดปีด้วยความอิ่มใจ

ถ้าต้องเลือกหนังใหญ่ฟีลดูเพลินแต่ยังมีอะไรให้คิดส่งท้ายปี เรื่องนี้คือคำตอบที่ปลอดภัยและคุ้มทุกนาทีบนจอ

Buried Hearts – สายแก้แค้นดาร์กๆ ต้องลอง

ใครอินกับซีรีส์สายล้างแค้น หักหลัง แทงข้างหลังซ้ำ Buried Hearts คือผลงานที่มาพร้อมความรู้สึกว่า “เดาไม่ได้สักตอน”

  • พลอตหักมุมแล้วหักมุมอีก ตั้งแต่ตอนแรกยันตอนจบ ไม่มีช่วงหลุดโฟกัส

  • ฝั่งพระเอกกับฝั่งตัวร้ายผลัดกันได้เปรียบ–เสียเปรียบแบบไม่มีใครยอมใคร

  • คาแรกเตอร์พระเอกคือคนใจดีที่ถูกสถานการณ์บีบให้ต้องดุ เดือด และเหี้ยมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ก็ยัง ฉลาดทันเกมฝ่ายตรงข้าม ตลอดเวลา

ใครติดภาพบางนักแสดงในมู้ดรอมคอม จะได้เห็นอีกด้านแบบจัดเต็มมากขึ้น แนะนำเตรียมพาราไว้หน่อย เพราะความเข้มข้นของเรื่องอาจทำให้คุณดูไปคิดไปจนปวดหัวได้จริงๆ

ซองแดงแต่งผี – เมื่อความรักและอคติตามมาหลอกหลอนแม้หลังความตาย

หนังที่มาในช่วงบรรยากาศ สมรสเท่าเทียมเพิ่งเริ่มต้นในสังคมไทย ทำให้เนื้อหายิ่งทิ่มใจเป็นพิเศษ เพราะไม่ใช่แค่เรื่องรัก แต่คือการตั้งคำถามกับความพร้อมของสังคมในการยอมรับความหลากหลาย

  • เล่าเรื่องผ่านตัวละครที่ต้องเผชิญ อคติทางเพศแม้ในโลกหลังความตาย

  • ตัวเอกต้องคอย “สอน” คนที่ยังติดอยู่กับมายาคติเดิมๆ แบบทั้งขมและทั้งอบอุ่น

  • การดัดบทให้เข้ากับบริบทไทยทำออกมาได้เนียนและตรงจริตคนดูมาก

เคมีของนักแสดงหลักคือจุดแข็งที่ทำให้หลายคนรู้สึกเหมือนพวกเขา “กลายเป็นตัวละครนั้นจริงๆ” มากกว่าการแค่เล่นบท เป็นหนังที่ทั้งขำ ทั้งซึ้ง และทั้งสะเทือนใจในเรื่องเดียว

Sakamoto Days – อดีตนักฆ่าในตำนานที่อยากขายของชำเฉยๆ

สายอนิเมะห้ามข้าม เพราะ Sakamoto Days คือการผสมกันของ แอ็กชั่นโหดๆ กับคอมเมดี้เบาสมอง ที่ลงตัวกว่าที่คิด

เรื่องราวว่าด้วยอดีตนักฆ่าระดับตำนานที่เลือกวางมือเพราะอยากมีครอบครัวธรรมดา เปิดร้านขายของชำ ใช้ชีวิตชิลๆ แต่โลกเก่าก็ไม่เคยปล่อยเขาไปง่ายๆ

  • ฉากแอ็กชั่นมันส์สะใจ แต่ยังมีความฮาโผล่มาให้ยิ้มอยู่เรื่อยๆ

  • แฝงความอบอุ่นของครอบครัวและมิตรภาพตลอดทาง

  • ตัวละครที่โผล่มาแต่ละคนมีเสน่ห์และมักทิ้งข้อคิดเล็กๆ น้อยๆ ไว้เสมอ

ต่อให้ไม่ใช่สายอ่านมังงะมาก่อน ก็ดูสนุกเพราะจังหวะเล่าเรื่องกระชับและมีทั้งความวุ่นวาย บ้าบอ และน่ารักในตัวเดียวกัน

Eternity – ถ้าต้องเลือกคนหนึ่งอยู่ด้วยกันนิรันดร์ คุณจะเลือกใคร?

นี่คือหนังที่หลายคน ไม่ได้ตั้งใจจะร้องไห้ แต่สุดท้ายก็ร้องจนได้ เพราะมันไม่ได้พูดถึงแค่ความรักแบบโรแมนติกทั่วไป แต่พาเราไปสำรวจความรักในโลกหลังความตาย

  • ตั้งคำถามกับการต้องเลือกใครสักคนเพื่อใช้ชีวิตนิรันดร์ด้วย

  • ชวนจินตนาการถึงโลกหลังความตาย แม้เราไม่รู้ว่ามีจริงไหม แต่ทำให้หัวใจแอบเชื่อและหวังว่าการพบกันอีกครั้งอาจเป็นไปได้

  • ไม่ได้พูดถึงแค่รักสามเส้า แต่ขยายไปถึง ความรักในครอบครัว และคนที่เคยเดินเข้ามาในชีวิตเรา

ฉากจบคือหมัดฮุคที่ทำให้หลายคนถึงขั้นน้ำตาแตก เพราะมันเหมือนฉายภาพสถานที่หนึ่งในใจ ที่เราหวังว่าจะได้พบคนสำคัญอีกครั้ง ดูจบแล้วแทบเลี่ยงไม่ได้ที่จะย้อนถามตัวเองว่า ตอนนี้เราเลือกสิ่งที่ใช่จริงๆ แล้วหรือยัง ทั้งในเรื่องรัก ชีวิต และความทรงจำ

Way Back Love – รักแรกกลับมาในฐานะยมทูต

ใครชอบซีรีส์ฟีล “ยิ้มทั้งน้ำตา” ต้องจัด Way Back Love ให้ขึ้นลิสต์ด่วนๆ เพราะพล็อตตั้งต้นก็ชวนจุกแล้ว

เมื่อรักแรกที่จากไป กลับมาอีกครั้งในฐานะยมทูต พร้อมข้อความเฉือนหัวใจว่า “คุณเหลือเวลาแค่ 1 สัปดาห์สุดท้ายก่อนตาย” จากนั้นเรื่องราวก็ค่อยๆ เปิดปมอดีตสลับกับปัจจุบันที่ทั้งคู่ได้ทำในสิ่งที่ยังค้างคาใจร่วมกัน

  • มากกว่าความรัก คือบทเรียนเรื่องการอยู่กับปัจจุบันและการก้าวข้ามบาดแผลในอดีต

  • ชวนให้มองกลับไปยังความทรงจำที่เคยคิดว่าเจ็บปวด แต่แท้จริงแล้วมันคือส่วนหนึ่งที่ทำให้เราเป็นเราในวันนี้

  • ความยาวกะทัดรัด ดูไม่ยาก แต่ผลลัพธ์ทางอารมณ์จัดเต็ม

นี่คือซีรีส์ที่ เจ็บปวดแต่สวยงาม แบบเต็มสิบไม่หัก เหมาะมากสำหรับคนที่อยากร้องไห้ให้สุดแล้วเริ่มต้นใหม่อย่างเบาสบายขึ้น

Wake Up Dead Man – คดีฆาตกรรมที่ไม่ใช่แค่เกมให้คนดูทาย

หลายเรื่องในแนวสืบสวนมักเล่าคดีเหมือนเป็นเกมปริศนา แข่งกันว่าใครจะเดาคนร้ายได้ก่อน จนลืมไปว่าทุกคดีมีคนตายอยู่ตรงกลาง แต่ซีรีส์เรื่องนี้ ดึงมนุษยธรรมกลับมาอยู่ใจกลางเรื่อง อย่างงดงาม

  • ไม่ได้เล่าคดีในมุมมองของนักสืบที่มองทุกอย่างเป็นเพียงพัซเซิล

  • ให้พื้นที่กับความเป็น “มนุษย์” ของทุกตัวละคร ทั้งผู้ตาย ผู้ร้าย และคนที่อยู่รอบข้าง

  • ถ่ายทอดความผิดบาป ปัญหา และชีวิตภายในใจของคนแต่ละคนอย่างละเอียดอ่อน

นี่คือผลงานที่พิสูจน์ว่าแนวสืบสวนสามารถทั้ง “ลุ้น” และ “ลึก” ไปพร้อมกันได้ โดยไม่ต้องแลกอย่างใดอย่างหนึ่งทิ้ง

When Life Gives You Tangerines – ยิ้มไว้ในวันที่ส้มไม่หวาน

สิ้นปีคือช่วงเวลาที่หลายคนใช้กับครอบครัว และซีรีส์เรื่องนี้ก็เหมือนถูกสร้างมาเพื่อจังหวะนั้นพอดี เพราะมันพาเราไปมอง “ชีวิต” ผ่านสายตาของคนหลายวัย ทั้งอบอุ่น ทั้งขม ทั้งบีบหัวใจ

  • เล่าเรื่องครอบครัว ความสัมพันธ์ และบาดแผลที่ส่งต่อกันจากรุ่นสู่รุ่น

  • มีทั้งช่วงเวลาที่หัวเราะได้ และช่วงที่เหมือนมีก้อนจุกขึ้นมาที่คอ

  • ชื่อไทยอย่าง “ยิ้มไว้ในวันที่ส้มไม่หวาน” สะท้อนฟีลเรื่องได้ดีมาก

ดูจบแล้วมีโอกาสสูงมากที่คำว่า “ครอบครัว” ในใจคุณจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เพราะมันทำให้เราเห็นว่าเบื้องหลังความอบอุ่น อาจมีความขมที่ทุกคนพยายามกลืนเก็บเอาไว้เงียบๆ

IT: Welcome to Derry – กลับสู่เมืองสยองที่ยิ่งรู้จักก็ยิ่งหลอน

สำหรับสายสยองที่รักแฟรนไชส์ IT อยู่แล้ว ซีรีส์ภาคนี้คือการพาเราย้อนกลับไป 27 ปีก่อนเหตุการณ์ในเวอร์ชั่นหนัง และเติมเต็มจักรวาลนี้ให้หนาขึ้นแบบโหดๆ

  • เล่าเรื่องได้สนุกแบบไม่ทิ้งความน่ากลัวและความดาร์กตามสไตล์

  • เต็มไปด้วยทวิสต์และการเปิดเผยสำคัญที่ยกระดับแฟรนไชส์ให้แข็งแรงขึ้น

  • กล้า เล่นกับอารมณ์คนดูแบบไม่ปรานี ใครใจบางมีเสียว

ในขณะเดียวกันก็ยังเคารพต้นฉบับของ Stephen King และเชื่อมโยงกับผลงานอื่นได้อย่างเนียนตา คนที่อินกับจักรวาลนี้อยู่แล้วบอกเลยว่า ฟินเพิ่มสองเท่า

Beyond The Bar – ซีรีส์กฎหมายที่พูดเรื่องความรักได้โคตรสวย

แม้จะเป็นซีรีส์กฎหมายที่จัดเต็มทั้งการสู้คดีในศาลแบบดุเดือด แต่แก่นแท้ของ Beyond The Bar กลับเป็นเรื่องของ “ความรักที่เปลี่ยนสีไปตามเวลา” อย่างน่าประหลาดใจ

มีประโยคหนึ่งจากเรื่องที่ติดอยู่ในหัวแบบลืมไม่ลง:

“ความรักคือสายรุ้งที่ส่องสว่างผ่านแถบสีของอารมณ์ รักเริ่มต้นที่สีแดงที่เต็มไปด้วยความหลงใหล จากนั้นก็เปลี่ยนเป็นเฉดสีอื่นไปเรื่อยๆ รักเปลี่ยนสีไม่ได้แปลว่ารักหมดลง แต่ยังคงส่องแสงอยู่เสมอ”

จุดเด่นของซีรีส์นี้คือการหยิบเอาคดีที่ทั้งแปลกใหม่และชวนคิดมาขยายในมุมกฎหมายและสังคมที่เปิดกว้างมากขึ้น เช่น

  • เคสเด็กที่รู้สึกเจ็บเหมือนถูกรถชน ทั้งที่ไม่ได้ชนจริง

  • เคสคู่แต่งงานที่ตกลงใช้ชีวิตด้วยกันแบบไร้ความรัก

  • เคสผู้ต้องขังคดีร้ายแรงที่ถูกปฏิเสธการรักษา

แต่ละคดีเหมือนจะเป็นเรื่องแยกๆ กันไปเรื่อยๆ ดูไปเหมือนเรากำลังไล่ดูการแก้คดีใหม่ในทุกตอน ทั้งการสู้กันในศาล การหาทางเคลียร์กันตั้งแต่ขั้นไกล่เกลี่ย มีทั้งแพ้และชนะปะปนกัน

แล้วพอเรื่องเดินทางไปถึงตอนท้าย ทุกอย่างที่เคยคิดว่าไม่เกี่ยวกันกลับ เชื่อมโยงเข้าหากันหมดแบบน่าเหลือเชื่อ ทั้งเรื่องราวตัวละครและเฉดสีของความรักที่ต่างกันไปในแต่ละรูปแบบ

สิ่งที่ทำให้ซีรีส์นี้พิเศษยิ่งขึ้นคือ แม้พระ–นางจะไม่ได้มีฉากโรแมนติกจัดๆ ใส่เข้ามา แต่กลับทำให้ภาพรวมสมบูรณ์ขึ้น เพราะไม่ยัดเยียดความรักแบบเดิมๆ ให้ตัวละครหลัก ทิ้งให้คนดูได้กลับไปนั่งคิดเงียบๆ ว่า

“แล้วคุณล่ะ คิดว่าความรักคืออะไร?”

เลือกเรื่องแรกจากลิสต์นี้ แล้วปล่อยให้เรื่องที่เหลือพาคุณไปต่อ

ไม่ว่าคุณจะเป็นสายแอ็กชั่น ดราม่า แฟนตาซี สยองขวัญ หรือชอบซีรีส์ที่พูดเรื่องความรักและครอบครัวแบบลึกซึ้ง รายชื่อทั้งหมดนี้คือ ทางลัดเข้าสู่โลกคอนเทนต์ปี 2025 ที่คนดูจริงอินจนต้องยกขึ้นหิ้ง

ลองเลือกสักเรื่องที่ตรงกับอารมณ์ตอนนี้ที่สุด แล้วปล่อยให้มันเป็นประตูเปิดไปสู่เรื่องถัดๆ ไป เผลอๆ พอสิ้นปีนี้ คุณอาจจะมี “เรื่องโปรดประจำใจ” เพิ่มขึ้นมากกว่าหนึ่งเรื่องก็ได้