เปิดโหมดลับ ดัน Windows 11 ให้แรงสุดทาง
ถ้าคุณเป็นสายเล่นเกม ตัดต่อวิดีโอ ทำกราฟิก หรือแค่ไม่ชอบความหน่วงแม้แต่วินาทีเดียว โหมด Ultimate Performance บน Windows 11 คือของที่คุณต้องลองอย่างยิ่ง
โหมดนี้ถูกออกแบบมาเพื่อให้ระบบทำงานได้แบบ เต็มแม็กซ์ ไม่กั๊กพลังเครื่อง ลดอาการหน่วง ตอบสนองไวขึ้น แถมยังช่วยให้การทำงานหนัก ๆ เดินได้ลื่นกว่าเดิมแบบรู้สึกได้
ในบทความนี้จะพาคุณไล่ปรับตั้งแต่การเปิดโหมด Ultimate Performance ไปจนถึงการจูนระบบเสริมต่าง ๆ เพื่อรีดสมรรถนะของ Windows 11 แบบครบชุด
ทำความรู้จัก Ultimate Performance ก่อนกดเปิด
โหมด Ultimate Performance คือแผนพลังงานที่เน้น ลดความหน่วง (latency) และเพิ่มการตอบสนองของระบบให้มากที่สุด โดยมุ่งตัดทุกอย่างที่เป็นโหมดประหยัดพลังงานที่ไม่จำเป็นออกไป เพื่อแลกกับความลื่นไหลแบบจัดเต็ม
โหมดนี้ช่วยให้คุณได้:
ลดกระบวนการประหยัดพลังงานที่ทำให้เครื่องช้าลง
ดันความลื่นของ Windows เวลาทำงานหนัก ๆ ให้รู้สึกได้จริง
เพิ่มเสถียรภาพเมื่อต้องเปิดโปรแกรมใหญ่หรือหลายโปรแกรมพร้อมกัน
ดึงพลังฮาร์ดแวร์ออกมาใช้ได้ เต็มประสิทธิภาพมากขึ้น
เดิมทีโหมดนี้มักเจอในเครื่องเวิร์กสเตชันหรือพีซีระดับสูง แต่ผู้ใช้ทั่วไปก็สามารถเปิดใช้งานได้เช่นกัน แถมผลลัพธ์ยังดีจนน่าประหลาดใจ
วิธีเปิดโหมด Ultimate Performance บน Windows 11
ขั้นตอนที่ 1: เปิดโหมดผ่าน PowerShell
บน Windows 11 โหมดนี้จะไม่แสดงให้เห็นในหน้า Settings ตามปกติ แต่เราสามารถสั่งให้มันโผล่มาได้ด้วยคำสั่งเดียวจบ
วิธีทำ:
เปิด PowerShell (Run as Administrator)
พิมพ์คำสั่งต่อไปนี้:
`powercfg -duplicatescheme e9a42b02-d5df-448d-aa00-03f14749eb61`
กด Enter เพื่อยืนยัน
หลังจากรันคำสั่งนี้ แผนพลังงาน Ultimate Performance จะถูกเพิ่มเข้าไปในระบบทันที
ขั้นตอนที่ 2: เลือกใช้แผนพลังงาน Ultimate Performance
เมื่อเพิ่มโหมดสำเร็จแล้ว ให้เข้าไปเลือกใช้งานจากหน้า Settings:
เปิด Settings
ไปที่ System > Power & Battery
ในหัวข้อ Power mode เลือก Ultimate Performance
ถ้าหาโหมดนี้ยังไม่เจอ แนะนำให้ รีสตาร์ตเครื่องหนึ่งรอบ เพื่อให้ Windows โหลดการตั้งค่าใหม่ก่อนลองดูอีกครั้ง
จูนเพิ่มให้แรงขึ้น: ทริคเสริมคู่กับ Ultimate Performance
เปิดแค่ Ultimate Performance ก็ดีขึ้นแล้ว แต่ถ้าอยากให้ Windows 11 ของคุณลื่นแบบ “รู้เรื่อง” ลองปรับตามเทคนิคต่อไปนี้ควบคู่กัน จะได้ผลแบบซินเนอร์จี้ยิ่งกว่าเดิม
ปิดแอนิเมชัน เพิ่มความว่องไวให้ UI
แอนิเมชันของ Windows 11 สวยก็จริง แต่กินทรัพยากรไปไม่น้อย ถ้าเน้นความเร็วเหนือความหรูหรา การปิดเอฟเฟกต์เหล่านี้ช่วยให้ระบบตอบสนองไวขึ้นชัดเจน
วิธีปิด Animation Effects:
เปิด Settings
เข้าเมนู Accessibility
เลือก Visual Effects
ปิดสวิตช์ Animation effects
ผลที่ได้:
หน้าต่างเปิดปิดเร็วขึ้น
สลับงานได้ว่องไว ไม่ต้องรอแอนิเมชันเล่นจบ
จัดการ Startup Apps ให้บูตไว ไม่อืดตั้งแต่เปิดเครื่อง
แอปที่เปิดอัตโนมัติทุกครั้งที่บูตเครื่อง คือหนึ่งในตัวการทำให้ Windows ช้าแบบไม่จำเป็น โดยเฉพาะเครื่องที่ลงแอปเยอะ
วิธีปิด Startup Apps ที่ไม่จำเป็น
ทำได้ผ่าน Task Manager โดยตรง:
เปิด Task Manager
ไปที่แท็บ Startup apps
- ปิด (Disable) โปรแกรมที่ไม่จำเป็นต้องรันทุกครั้งที่เปิดเครื่อง เช่น:
Discord
Teams
แอปที่คุณไม่ได้ใช้งานตลอดเวลา
ตัวอย่างแอปที่มักปิดแล้วเครื่องเบา
ระบบ Sync ที่ไม่จำเป็นต้องทำงานตลอด
โปรแกรมเบื้องหลังที่แทบไม่ได้ใช้
Launcher ของเกมที่ไม่ได้เปิดบ่อย
ยิ่งแอปเปิดตอนบูตน้อยเท่าไหร่ เครื่องคุณก็พร้อมลุยไวขึ้นเท่านั้น
เร่งความไว Storage: จัดระเบียบอ่าน–เขียนให้ฉับไว
เปิดใช้ Storage Sense ช่วยเก็บกวาดไฟล์ขยะ
Storage Sense คือผู้ช่วยดูแลพื้นที่เก็บข้อมูลอัตโนมัติ ช่วยลบไฟล์ขยะและไฟล์ชั่วคราวที่ไม่จำเป็น เพื่อให้ระบบทำงานได้คล่องตัวขึ้น
ข้อดีของการเปิด Storage Sense:
ลบ Temporary files แบบอัตโนมัติ
ลดการใช้พื้นที่เก็บข้อมูลที่เปลืองโดยไม่จำเป็น
ช่วยให้ SSD ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพมากขึ้น และยืดอายุการใช้งานได้ทางอ้อม
ล้างเครื่องแบบลึกด้วย Disk Cleanup (Deep Cleanup)
ถ้าคุณใช้ Windows มานานโดยไม่เคยล้างจริง ๆ มีโอกาสสูงที่ไฟล์ระบบเก่า ๆ จะกินพื้นที่และทำให้ระบบหน่วงแบบไม่รู้ตัว
วิธีทำ Deep Cleanup อย่างปลอดภัย
กดปุ่ม Windows แล้วพิมพ์คำว่า `Disk Cleanup`
เปิดโปรแกรมแล้วเลือก Clean up system files
- เลือกติ๊กไฟล์ที่ไม่ต้องการ เช่น:
Windows Update cache
Temporary system files
DirectX shader cache
เมื่อกดลบ ระบบจะโล่งขึ้น และบางครั้งก็ช่วยให้การโหลดโปรแกรมหรือเกมเร็วขึ้นด้วย
ดันเฟรมเรตให้สุด: ปรับแต่ง GPU ให้เป็น High Performance
ใครที่เล่นเกม ใช้โปรแกรม 3D หรือทำงานสายวิดีโอ–กราฟิก การบอกให้ Windows ใช้ GPU แบบ High Performance กับแอปสำคัญ ๆ ช่วยได้มาก
วิธีตั้งค่า Graphics เป็น High Performance
เปิด Settings
เข้า System → Display
เลือกเมนู Graphics
เลือกแอปที่ต้องการปรับ → กด Options → เลือก High Performance แล้วบันทึก
ผลลัพธ์ที่คุณจะรู้สึกได้
เฟรมเรตสูงขึ้นในเกมหรือโปรแกรม 3D
ความเสถียรดีขึ้น ลดโอกาสกระตุกหรือเฟรมดรอป
ใช้พลังจาก GPU ได้อย่างคุ้มค่ามากขึ้น
อย่ามองข้ามไดรเวอร์: อัปเดตให้ใหม่เสมอ
ไดรเวอร์เวอร์ชันเก่าคือหนึ่งในตัวป่วนที่ทำให้เครื่องช้า ค้าง หรือเกิดบั๊กแบบไม่จำเป็น โดยเฉพาะไดรเวอร์ GPU
ช่องทางหลักในการอัปเดตไดรเวอร์
ผ่าน Windows Update
ผ่านเว็บไซต์ผู้ผลิต GPU เช่น NVIDIA, AMD, Intel
ผ่านโปรแกรมจัดการไดรเวอร์จากผู้ผลิตโน้ตบุ๊กแต่ละแบรนด์
การอัปเดตให้ใหม่อยู่เสมอช่วยให้ระบบทำงานเสถียรกว่าเดิม และบางครั้งยังได้ประสิทธิภาพเพิ่มฟรี ๆ ด้วย
Virtualization-Based Security: ความปลอดภัย vs ความเร็ว
ฟีเจอร์ Virtualization-Based Security (VBS) และ Core Isolation ช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้ระบบ แต่ก็มักแลกมาด้วยการใช้ทรัพยากรเพิ่มเล็กน้อย
ถ้าคุณไม่จำเป็นต้องใช้ฟีเจอร์ความปลอดภัยระดับสูง อาจพิจารณาปรับให้เหมาะกับรูปแบบการใช้งานของตัวเอง
วิธีตรวจสอบสถานะฟีเจอร์นี้
เปิด Windows Security
ไปที่ Device Security
เช็กสถานะของ Core Isolation
หมายเหตุ: การปิดฟีเจอร์ด้านความปลอดภัยมีความเสี่ยง ควรตัดสินใจตามการใช้งานจริงของคุณเอง
ปรับแต่ง Registry อย่างปลอดภัย เพื่อความลื่นเพิ่มขึ้นอีกนิด
ถ้าคุณคุ้นเคยกับการแตะต้องระบบเล็กน้อย การปรับ Registry บางจุดช่วยให้การตอบสนองของ UI เร็วขึ้นได้แบบจับต้องได้
เร่งความเร็วเมนูให้เปิดทันใจ
เปิด Registry Editor
ไปที่คีย์:
HKEY_CURRENT_USER\Control Panel\Desktop
ปรับค่า:
`MenuShowDelay = 0` เพื่อให้เมนูโผล่ขึ้นมาทันที ไม่ดีเลย์
คำเตือนสำคัญ: ก่อนแก้ไข Registry ควร สำรองข้อมูล ไว้ทุกครั้ง เพื่อป้องกันปัญหาไม่คาดคิด
เทคนิคเสริม ช่วยให้ Windows 11 ทำงานได้เต็มแรง
สำหรับคนที่อยากรีดทุกหยดประสิทธิภาพ นี่คือ Bullet Points ที่ควรเช็กให้ครบ:
ปิดแอปที่ทำงานเบื้องหลังมากเกินไป
ล้างแคชของ Microsoft Store เป็นระยะ
ปิด OneDrive Sync ถ้าไม่ได้ใช้งานจริง ๆ
ตรวจสอบและจัดการแอปที่ใช้ RAM เยอะผิดปกติ
ใช้ SSD แบบ NVMe หากต้องการความเร็วในการโหลดไฟล์และโปรแกรมระดับสูงสุด
เทคนิคพวกนี้เมื่อทำร่วมกับ Ultimate Performance จะช่วยให้ระบบโดยรวมลื่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
FAQ: คำถามยอดฮิตเกี่ยวกับโหมด Ultimate Performance
โหมด Ultimate Performance กินไฟเยอะไหม?
คำตอบคือ ใช่ แต่ออกแบบมาสำหรับคนที่ต้องการประสิทธิภาพสูงสุด เช่น เล่นเกม เรนเดอร์วิดีโอ ทำงานกราฟิก หรือโหลดงานหนัก ๆ จึงถือว่าคุ้มสำหรับการใช้งานแนวนี้
ใช้กับโน้ตบุ๊กได้หรือไม่?
ใช้ได้แน่นอน แต่ต้องเข้าใจว่ากำลังไฟจะถูกใช้มากขึ้น แนะนำให้เปิดโหมดนี้ตอนที่ เสียบสายชาร์จ จะเหมาะที่สุด
จำเป็นต้องเปิดตลอดเวลาหรือเปล่า?
ไม่จำเป็น คุณสามารถสลับไปใช้โหมด Balanced ได้เมื่อทำงานทั่วไป หรือในวันที่ไม่ต้องการประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อลดการใช้พลังงานและยืดอายุฮาร์ดแวร์
สรุป: Ultimate Performance = ปุ่มเร่งเครื่องของ Windows 11
โหมด Ultimate Performance คือเหมือนปุ่มเร่งเครื่องของ Windows 11 ที่จะทำให้ระบบตอบสนองไวขึ้น ลื่นขึ้น และเหมาะมากสำหรับทั้งสายทำงานหนักและสายเกม
เมื่อคุณเปิดโหมดนี้ร่วมกับการจูนอื่น ๆ เช่น ปิดแอนิเมชัน จัดการ Startup Apps ล้างไฟล์ด้วย Deep Cleanup ปรับ GPU เป็น High Performance และดูแลไดรเวอร์ให้ใหม่เสมอ คุณจะเห็นความต่างของเครื่องแบบชัดเจน
ถ้าคุณรู้สึกว่า Windows 11 ยังไม่แรงสมศักดิ์ศรีฮาร์ดแวร์ของคุณ ถึงเวลาลองเซ็ต Ultimate Performance พร้อมทริคทั้งหมดในบทความนี้ แล้วปล่อยให้เครื่องได้โชว์พลังที่แท้จริงเสียที

