รับแอปรับแอป

ดันพลัง Windows 11 ให้สุดทาง! ปลดล็อค Ultimate Performance แบบทีละคลิก

พงศ์ภัทร จันดี01-29

ปลุกพลัง Windows 11 ให้สุด สำหรับสายตัดต่อและทำงานหนัก

ถ้าคุณตัดต่อวิดีโอ เรนเดอร์ 3D เล่นเกมหนัก ๆ หรือทำงานสายครีเอทีฟที่กินทรัพยากรเครื่องแบบสุดลิ่ม โหมด Ultimate Performance บน Windows 11 คือของที่ไม่ควรมองข้ามเลย

โหมดนี้ถูกออกแบบมาเพื่อรีดสมรรถนะของเครื่องให้ แรงสุดแบบไม่กั๊กพลังงานและไม่เน้นประหยัดแบต จึงเหมาะกับพีซีตั้งโต๊ะ หรือโน้ตบุ๊กที่เสียบปลั๊กทำงานยาว ๆ มากกว่าใช้พลังงานจากแบตเตอรี่

1. Ultimate Performance บน Windows 11 คืออะไร?

โหมด Ultimate Performance เดิมทีเปิดตัวบน Windows 10 Pro for Workstations เพื่อจับกลุ่มเวิร์กสเตชันและเครื่องทำงานระดับจริงจัง เช่น งานเรนเดอร์ งานคอมพิวเตอร์กราฟิก หรือเซิร์ฟเวอร์ทำงานเฉพาะทาง

ปัจจุบันบน Windows 11 เองก็ยังสามารถเรียกใช้โหมดนี้ได้ แม้ตัวเลือกจะไม่ได้โผล่มาให้เห็นตรง ๆ กับทุกเครื่อง แต่เราสามารถปลดล็อคขึ้นมาใช้งานเองได้ไม่ยาก

1.1 ไฮไลต์ความสามารถของ Ultimate Performance

  • ลดดีเลย์การตอบสนองของฮาร์ดแวร์ ให้คำสั่งต่าง ๆ ทำงานไวขึ้น

  • ปลดล็อคเพดานพลัง CPU และ GPU ไม่เน้นลดความเร็วเพื่อประหยัดไฟ

  • ตัดลดการใช้พลังงานกับกระบวนการที่ระบบมองว่าไม่จำเป็น

  • เหมาะกับงานโหด ๆ เช่น เรนเดอร์กราฟิก การตัดต่อวิดีโอ งาน 3D หรือเล่นเกมที่ใช้พลังประมวลผลสูง

1.2 แตกต่างจากโหมดพลังงานอื่นอย่างไร?

โดยภาพรวม Ultimate Performance คือการดันทุกอย่างไปที่โหมด “เอาประสิทธิภาพไว้ก่อน เรื่องประหยัดค่อยว่าทีหลัง” ต่างจากโหมดอย่าง Balanced หรือ Power Saver ที่จะบาลานซ์ระหว่างความแรงกับการกินไฟ และอาจลดความถี่ซีพียูหรือปิดฟีเจอร์บางอย่างเพื่อประหยัดพลังงาน

2. วิธีเปิดโหมด Ultimate Performance บน Windows 11

ถ้าอยากเร่งเครื่องให้สุด ลองค่อย ๆ ทำตามทีละวิธีด้านล่างนี้

2.1 เปิดจาก Power Options (ถ้ามีให้เลือกอยู่แล้ว)

ถ้าเครื่องคุณโชคดี มีโหมดนี้โผล่มาให้ตั้งแต่แรก ก็ทำตามนี้ได้เลย

  1. กดปุ่ม Win + R

  2. พิมพ์คำสั่ง `powercfg.cpl` แล้วกด Enter

  3. ในหน้าต่าง Power Options มองหาตัวเลือก Ultimate Performance

  4. ถ้าเจอแล้วให้เลือกใช้โหมดนี้ได้ทันที

  5. ถ้า ไม่เห็นตัวเลือก นี้ ให้ไปลองวิธีถัดไป

2.2 ปลดล็อคผ่าน Command Prompt (CMD)

วิธีนี้คือการสั่งให้ Windows สร้างโปรไฟล์โหมด Ultimate Performance ขึ้นมาใหม่ด้วยคำสั่งเฉพาะ

  1. กด Win + S แล้วพิมพ์คำว่า cmd

  2. คลิกขวาที่ Command Prompt แล้วเลือก Run as administrator

  3. พิมพ์คำสั่งด้านล่าง แล้วกด Enter:

    ```
    powercfg -duplicatescheme e9a42b02-d5df-448d-aa00-03f14749eb61
    ```

  4. จากนั้นเปิด Power Options อีกครั้ง

  5. จะเห็นโหมด Ultimate Performance โผล่ขึ้นมา ให้เลือกใช้งาน

2.3 ปลดล็อคผ่าน Windows PowerShell

ใครสะดวกสาย PowerShell หรือใช้ Windows Terminal อยู่แล้ว ก็ทำได้เหมือนกัน

  1. กด Win + X

  2. เลือก Windows Terminal (Admin) หรือ PowerShell (Admin)

  3. พิมพ์คำสั่งเดียวกับใน CMD แล้วกด Enter:

    ```
    powercfg -duplicatescheme e9a42b02-d5df-448d-aa00-03f14749eb61
    ```

  4. เสร็จแล้วเข้าไปที่ Power Options

  5. เลือกโปรไฟล์ Ultimate Performance เป็นโหมดที่ใช้งานอยู่

3. วิธีปิดโหมด Ultimate Performance

ถ้ารู้สึกว่าเครื่องร้อนเกินไป พัดลมหมุนลั่น หรืออยากกลับไปโหมดประหยัดไฟ ก็สลับกลับได้ตลอดเวลา

  1. กด Win + R

  2. พิมพ์ `powercfg.cpl` แล้วกด Enter เพื่อเปิดหน้า Power Options

  3. เลือกโหมดพลังงานอื่นที่ต้องการใช้ เช่น Balanced หรือ Power Saver

แค่นี้ระบบก็จะหยุดใช้โหมด Ultimate Performance แล้ว

4. ข้อดี–ข้อเสียของโหมด Ultimate Performance

4.1 ข้อดี

ข้อดีหลัก ๆ จะถูกใจสายตัดต่อ สายเกม และสายเรนเดอร์แบบสุด ๆ

  • ดันประสิทธิภาพ CPU และ GPU ให้ทำงานเต็มกำลังมากขึ้น

  • ลดอาการหน่วง เวลาสั่งงานแล้วต้องรอนาน โดยเฉพาะงานที่คิวประมวลผลเยอะ

  • ตอบโจทย์งานโหด ๆ เช่น เล่นเกมหนัก ตัดต่อวิดีโอไฟล์ใหญ่ หรือเรนเดอร์ 3D

  • ลดโอกาสที่ระบบจะเข้า Sleep หรือปรับลดประสิทธิภาพเองอัตโนมัติ ขณะทำงานสำคัญ

4.2 ข้อเสีย

แต่ความแรงก็ต้องแลกมาด้วยหลายอย่างเหมือนกัน โดยเฉพาะบนโน้ตบุ๊ก

  • กินพลังงานสูงมาก แบตเตอรี่หมดเร็วอย่างเห็นได้ชัดบนแล็ปท็อป

  • อุณหภูมิระบบสูงขึ้น พัดลมหมุนแรง เสียงดังขึ้นตามโหลดงาน

  • การใช้ฮาร์ดแวร์แบบโหมหนักตลอดเวลา อาจส่งผลต่ออายุการใช้งานในระยะยาว โดยเฉพาะถ้าดูแลเรื่องระบายความร้อนไม่ดี

5. คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Ultimate Performance

5.1 Ultimate Performance ทำให้เครื่องเร็วขึ้นแค่ไหน?

คำตอบคือ ขึ้นอยู่กับสเปกเครื่อง และลักษณะงานที่ใช้งานจริง

  • ถ้าเป็นเครื่องที่สเปกแรงอยู่แล้ว อาจเห็นความต่างไม่มาก เทียบกับโหมด High performance หรือ Balanced

  • ถ้าเป็นเครื่องระดับกลาง ใช้งาน CPU/GPU หนัก เช่น ตัดต่อวิดีโอ เรนเดอร์ หรือเล่นเกม อาจรู้สึกได้ว่า เครื่องตอบสนองไวขึ้น ลื่นขึ้นเล็กน้อย โดยเฉพาะตอนทำงานหลายอย่างพร้อมกัน

5.2 เหมาะกับแล็ปท็อปหรือไม่?

โดยภาพรวม ไม่เหมาะกับการใช้บนแบตเตอรี่

  • ถ้าใช้โหมดนี้ตอนไม่ได้เสียบชาร์จ แบตจะลดเร็วมาก

  • ถ้าเป็น การใช้งานขณะเสียบปลั๊ก เช่น ตัดต่อวิดีโอยาว ๆ หรือเรนเดอร์ ก็พอใช้ได้ แต่ควรระวังความร้อนและการระบายอากาศ

5.3 มีผลกับอายุการใช้งานฮาร์ดแวร์หรือเปล่า?

โหมดนี้ทำให้ฮาร์ดแวร์ ทำงานหนักและร้อนขึ้น จึงมีโอกาสส่งผลกับอายุการใช้งานในระยะยาวหากใช้อย่างโหดโดยไม่ดูแล

แนะนำว่า

  • คอยเช็กอุณหภูมิซีพียูและจีพียูเป็นระยะ

  • ทำความสะอาดฝุ่นในระบบระบายความร้อน

  • ใช้ Cooling pad ช่วยในโน้ตบุ๊กเมื่อต้องใช้งานโหมดนี้นาน ๆ

5.4 ใช้บน Windows 11 Home ได้ไหม?

แม้ Windows 11 Home จะไม่ได้แสดงตัวเลือกนี้ให้เห็นตั้งแต่แรก แต่ยังสามารถ

  • ปลดล็อคโหมด Ultimate Performance ผ่าน Command Prompt หรือ PowerShell ด้วยคำสั่ง `powercfg -duplicatescheme …` ได้เหมือนกัน

สรุป: ใช้โหมดนี้ตอนไหนถึงจะคุ้ม?

โหมด Ultimate Performance บน Windows 11 คือโหมดที่สร้างมาเพื่อคนที่ต้องการ ประสิทธิภาพสูงสุดโดยไม่แคร์เรื่องประหยัดพลังงาน เหมาะมากสำหรับ

  • งานตัดต่อวิดีโอ ไฟล์ใหญ่ โปรเจกต์ยาว

  • งาน 3D, เรนเดอร์, กราฟิกสายโปร

  • การเล่นเกมที่เน้นเฟรมเรตนิ่ง ๆ ไม่อยากให้เครื่องลดพลังงานกลางคัน

แต่ถ้าคุณใช้โน้ตบุ๊กบนแบตเตอรี่ หรือใช้งานทั่วไปอย่างท่องเว็บ พิมพ์งาน ดูหนัง ทำงานออฟฟิศ โหมด Balanced หรือ Power Saver จะตอบโจทย์มากกว่า ทั้งประหยัดไฟ ทั้งเครื่องเย็นกว่า

สรุปแบบตรง ๆ

  • ถ้าอยากให้เครื่องทำงานเต็มที่ ไม่กังวลเรื่องไฟและความร้อน: เปิด Ultimate Performance ได้เลย

  • ถ้าเน้นใช้งานเรื่อย ๆ ยาว ๆ เน้นประหยัดแบตและยืดอายุฮาร์ดแวร์: อยู่กับ Balanced / Power Saver จะสบายใจกว่า