จากเก้าอี้ล้อสู่ขาคู่ใหม่ของผู้ใช้
ลองจินตนาการดูว่า วีลแชร์ที่คุณนั่งอยู่ทุกวัน วันหนึ่งมัน “พาคุณลุกขึ้นยืนและเดินเองได้” โดยไม่ต้องเปลี่ยนเครื่องมือ ไม่ต้องย้ายตัวให้ยุ่งยาก
สิ่งนี้ไม่ได้เป็นแค่ฉากในหนังไซไฟอีกต่อไป เพราะทีมนักวิจัยจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้พัฒนา Wheelchair Exoskeleton – หุ่นยนต์สวมใส่ที่เป็นทั้งวีลแชร์และขาเดิน ในตัวเดียว เป้าหมายคือช่วยให้ผู้สูงอายุและผู้ที่มีปัญหาการเคลื่อนไหว ได้กลับมามีอิสรภาพในการใช้ชีวิตมากที่สุด
แรงบันดาลใจ: ปัญหาเล็กๆ ในชีวิตประจำวัน ที่กลายเป็นไอเดียใหญ่
หัวใจของโปรเจกต์นี้เริ่มต้นจากคำถามง่ายๆ ว่า “ทำไมคนใช้วีลแชร์ต้องลำบากทุกครั้งที่ต้องยืนหรือเปลี่ยนที่นั่ง?”
ผู้ใช้วีลแชร์จำนวนมากต้องเผชิญอุปสรรคเดิมๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เช่น
การขึ้นลงบันไดในอาคารที่ยังไม่รองรับ
การโดยสารรถสาธารณะที่ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อวีลแชร์
การย้ายตัวเองจากเก้าอี้ไปเตียง หรือจากเตียงกลับมาที่วีลแชร์
จากข้อจำกัดเหล่านี้ ทีมวิจัยจึงตั้งเป้าสร้างหุ่นยนต์สวมใส่ที่ ช่วยพยุงให้ผู้ใช้ “ลุก ยืน เดิน” ได้ในชุดเดียว โดยไม่ต้องพึ่งคนรอบข้างมากเหมือนเดิม
ผลลัพธ์คือ Wheelchair Exoskeleton ที่ผสานความสามารถของวีลแชร์และอุปกรณ์ช่วยเดินเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว
Wheelchair Exoskeleton คืออะไร?
Exoskeleton คือหุ่นยนต์สวมใส่ที่ทำหน้าที่คล้าย “โครงกระดูกภายนอก” ช่วยเสริมแรงให้กล้ามเนื้อและข้อต่อต่างๆ ทำให้ผู้สวมใส่สามารถขยับ ลุก ยืน และเดินได้ แม้ร่างกายจะมีข้อจำกัด
ระบบนี้ทำงานด้วยมอเตอร์ที่ควบคุมข้อต่อสำคัญอย่างสะโพกและหัวเข่า เมื่อผู้สวมใส่ต้องการเคลื่อนไหว หุ่นยนต์ก็จะช่วยผ่อนแรงและจัดท่าทางตามจังหวะของร่างกาย
แนวคิดโดยรวมคล้ายชุดเกราะของ “ไอรอนแมน” แต่แทนที่จะเพิ่มพลังให้แข็งแกร่งเหนือมนุษย์ หุ่นยนต์แบบนี้ถูกออกแบบมาเพื่อ คืนความสามารถในการเคลื่อนไหวให้คนที่เคยทำไม่ได้ ให้กลับมายืนและเดินได้อีกครั้ง
ดีไซน์ที่เข้าใจร่างกายมนุษย์: เทคโนโลยี + กายวิภาค
จุดเด่นของ Wheelchair Exoskeleton ไม่ได้อยู่แค่การ “ช่วยให้เดินได้” แต่คือการทำให้การเคลื่อนไหวทุกจังหวะ ใกล้เคียงธรรมชาติของมนุษย์มากที่สุด
นักวิจัยใช้หลักการ Kinematics Compatibility หรือ “ความเข้ากันได้เชิงจลศาสตร์” ทำให้การเคลื่อนไหวของหุ่นยนต์สอดคล้องกับร่างกายจริง เช่น
เมื่อผู้สวมใส่งอหัวเข่า หุ่นยนต์ต้องงอไปพร้อมกัน
เมื่อผู้สวมใส่ก้าวขา หุ่นยนต์ต้องก้าวตามในองศาที่เหมาะสม
เพื่อให้จุดหมุนของหัวเข่าเคลื่อนไหวใกล้เคียงของจริงที่สุด จึงเลือกใช้ข้อต่อแบบ Four-bar Linkage ซึ่งช่วยให้ตำแหน่งจุดหมุนเปลี่ยนได้เหมือนกับหัวเข่ามนุษย์
นอกจากนี้ยังใช้หลัก Biomechanics ในการคำนวณแรงบิดที่เหมาะสมกับแต่ละข้อต่อ เพื่อไม่ให้แรงที่ส่งจากหุ่นยนต์ไปยังร่างกายมากหรือน้อยเกินไป
ด้านวัสดุ โครงสร้างหลักผลิตจาก คาร์บอนไฟเบอร์ ที่มีจุดเด่นคือเบาแต่แข็งแรง ผลิตด้วยเครื่องพิมพ์สามมิติและเครื่องกลึง CNC เพื่อให้ได้รายละเอียดที่แม่นยำและเข้ากับสรีระผู้ใช้งานมากที่สุด
จากห้องทดลองสู่การใช้งานจริง
โปรเจกต์ Wheelchair Exoskeleton ได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักการวิจัยแห่งชาติ และยังผ่านเข้ารอบสุดท้ายรางวัลนักเทคโนโลยีรุ่นใหม่ ประจำปี 2567 ซึ่งสะท้อนว่าเทคโนโลยีนี้ไม่ได้เป็นแค่แนวคิด แต่มีศักยภาพต่อยอดได้จริง
ตอนนี้ทีมวิจัยกำลังพัฒนา ต้นแบบเวอร์ชันที่สอง เพื่อ
เพิ่มความมั่นคงในการลุกยืนและเดิน
ปรับปรุงระบบให้ใช้งานได้ปลอดภัยและเป็นธรรมชาติมากขึ้น
เตรียมทดลองใช้งานจริงกับผู้ป่วยและผู้สูงอายุ
ขั้นต่อไปคือการทดสอบกับมนุษย์ ซึ่งต้องผ่านการอนุมัติด้านจริยธรรมการวิจัยอย่างเคร่งครัด เพราะแนวคิดหลักคือ “ความปลอดภัยต้องมาก่อน” หากระบบยังมีความเสี่ยง ทีมวิจัยจะยังไม่ก้าวไปสู่การทดสอบกับผู้ใช้จริง
เมื่อสังคมสูงวัยมาแรง Exoskeleton จึงไม่ใช่แค่ของไฮเทค แต่เป็นของจำเป็น
ต้นทุนการผลิตต้นแบบของ Wheelchair Exoskeleton อยู่ราว 130,000 บาท ซึ่งยังสูงสำหรับการผลิตเชิงพาณิชย์ แต่หากมีการพัฒนาต่อในระดับอุตสาหกรรม ต้นทุนมีโอกาสลดลงตามปริมาณการผลิตและการปรับกระบวนการต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
มองไปข้างหน้า เมื่อสังคมทั่วโลกกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มตัว หุ่นยนต์สวมใส่และเทคโนโลยีช่วยเคลื่อนไหวลักษณะนี้ จะกลายเป็น “ตัวเลือกสำคัญ” ของทั้งผู้ใช้ ครอบครัว และระบบสาธารณสุข
เทคโนโลยีที่ครั้งหนึ่งเคยอยู่แค่ในนิยายวิทยาศาสตร์ วันนี้กำลังถูกเปลี่ยนให้เป็นจริงด้วยฝีมือของนักวิจัยไทย จากภาพฝันแบบไอรอนแมน สู่เวอร์ชันที่ถูกออกแบบมาเพื่อคืนศักดิ์ศรีและคุณภาพชีวิตให้มนุษย์
มองให้ไกลกว่าเก้าอี้ล้อ: เทรนด์ “วีลแชร์แห่งอนาคต” กำลังมาแรงทั่วโลก
ปี 2025 ไม่ได้มีแค่ Exoskeleton เท่านั้นที่น่าจับตา แต่โลกของวีลแชร์กำลังเปลี่ยนไปแบบยกแผง ทั้งวัสดุ ดีไซน์ ไปจนถึงระดับ “ความฉลาด” ของอุปกรณ์
แนวโน้มสำคัญที่กำลังเด่นขึ้นมีดังนี้
1. ยางล้อแบบไม่ใช้อากาศ: ลืมปัญหายางแบนไปได้เลย
นักวิจัยจำนวนมากหันมาพัฒนายางล้อที่ใช้วัสดุยืดหยุ่นพิเศษแทนการเติมลม ทำให้
หมดปัญหายางแบน ยางรั่ว
ลดความถี่ในการบำรุงรักษา
เพิ่มความสบายและความเสถียรในการใช้งาน
รองรับการเคลื่อนที่บนพื้นผิวขรุขระได้ดีขึ้น
ผลคือผู้ใช้รู้สึกมั่นใจและคล่องตัวมากกว่าเดิม โดยไม่ต้องคอยกังวลเรื่องการเช็กยางอยู่ตลอดเวลา
2. วีลแชร์หุ่นยนต์: เมื่อ AI เข้ามาช่วยขับเคลื่อน
ตลาดวีลแชร์อัจฉริยะกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว จากการผสานเทคโนโลยี AI และเซ็นเซอร์ขั้นสูง ทำให้วีลแชร์รุ่นใหม่สามารถ
ตรวจจับสิ่งกีดขวางรอบตัว
เรียนรู้พฤติกรรมการใช้งานของผู้ใช้
ช่วยเคลื่อนที่แบบกึ่งอัตโนมัติหรืออัตโนมัติเต็มรูปแบบ
เทคโนโลยีนี้ช่วยลดภาระของผู้ดูแล และ เพิ่มความเป็นอิสระให้ผู้ใช้ ไม่ว่าจะเป็นผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีข้อจำกัดทางการเคลื่อนไหว
3. วีลแชร์ไฟฟ้าอัจฉริยะ: พลังงานดีขึ้น ควบคุมง่ายขึ้น
ด้านพลังงานและระบบขับเคลื่อนก็พัฒนาไม่หยุดเช่นกัน ตัวอย่างหนึ่งคือหน่วยขับเคลื่อนไฟฟ้ารุ่นใหม่อย่าง JWG-1 จากบริษัทผู้ผลิตรายใหญ่ในตลาด ที่ออกแบบให้
มอเตอร์มีกำลังมากขึ้น แต่ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ
ระบบควบคุมใช้งานง่ายขึ้น ตอบสนองได้ดี
วีลแชร์ไฟฟ้ากำลังกลายเป็นทางเลือกหลักของ
ผู้ที่ต้องการเคลื่อนที่ไกลขึ้นโดยไม่เหนื่อย
ผู้ใช้ที่ต้องการความคล่องตัวสูงในชีวิตประจำวัน
แนวโน้มในทศวรรษนี้คาดว่า ตลาดวีลแชร์ไฟฟ้าจะเติบโตต่อเนื่องไปจนอย่างน้อยปี 2033
4. ตลาดวีลแชร์โตแรงตามโครงสร้างประชากร
เมื่อจำนวนผู้สูงอายุทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความต้องการโซลูชันการเคลื่อนไหวที่มีประสิทธิภาพก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย
คาดการณ์กันว่าภายในปี 2032 ตลาดวีลแชร์ทั่วโลกอาจมีมูลค่าสูงถึง 12,150 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งแปลว่า เทคโนโลยีด้านนี้จะไม่หยุดอยู่แค่ “อุปกรณ์ช่วยเคลื่อนไหว” แต่จะกลายเป็นอุตสาหกรรมสำคัญระดับโลก
วีลแชร์ยุคใหม่: ไม่ใช่แค่เครื่องมือ แต่คือโซลูชันคุณภาพชีวิต
สิ่งที่น่าสนใจคือ เมื่อเทคโนโลยีล้ำสมัยถูกผสานเข้ากับการออกแบบที่เน้นผู้ใช้งานเป็นศูนย์กลาง วีลแชร์ในยุคใหม่จึงไม่ใช่แค่เก้าอี้ล้ออีกต่อไป แต่กลายเป็น
โซลูชันเพิ่มอิสระในการใช้ชีวิต
เครื่องมือที่ช่วยลดอุปสรรคในการเดินทางและการใช้ชีวิตประจำวัน
ตัวช่วยสำคัญในการดูแลสุขภาพทั้งด้านร่างกายและจิตใจของผู้ใช้
เอเชียแปซิฟิก: ดินแดนที่ตลาดโตเร็วที่สุด
ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ตลาดวีลแชร์และอุปกรณ์ช่วยเคลื่อนไหวกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว จากหลายปัจจัยสำคัญ เช่น
การลงทุนด้านสาธารณสุขที่เพิ่มขึ้นในหลายประเทศ
รัฐบาลจัดสรรงบประมาณเพื่อพัฒนาระบบการแพทย์ ให้รองรับผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น
สังคมสูงวัยในประเทศอย่างญี่ปุ่น จีน และไทย ที่ทำให้ความต้องการอุปกรณ์ช่วยการเคลื่อนไหวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงเทคโนโลยีได้ง่ายขึ้น
ผลคือ โซลูชันด้านการเคลื่อนไหวทั้งหลาย ตั้งแต่วีลแชร์ธรรมดา วีลแชร์ไฟฟ้า ไปจนถึง Exoskeleton มีแนวโน้มที่จะ เข้าถึงได้มากขึ้น แพร่หลายมากขึ้น และกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน
บทสรุป: จากไอรอนแมนในจินตนาการ สู่หุ่นยนต์สวมใส่ที่เปลี่ยนโลกจริง
การพัฒนา Wheelchair Exoskeleton จากทีมไทย เป็นตัวอย่างชัดเจนว่า เทคโนโลยีสวมใส่อัจฉริยะไม่ได้มีไว้แค่เท่ แต่มีไว้เพื่อทำให้ชีวิตคนธรรมดาดีขึ้นจริง
เมื่อกระแสสังคมสูงวัยมาแรง ตลาดวีลแชร์และ Exoskeleton จะยิ่งได้รับความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ใครที่ติดตามเทรนด์อุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะควรจับตาให้ดี เพราะนวัตกรรมประเภทนี้จะไม่หยุดอยู่แค่ในห้องแล็บ แต่กำลังจะลงสู่บ้าน โรงพยาบาล และเมืองที่เราอยู่ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
นี่ไม่ใช่แค่การอัปเกรดวีลแชร์ แต่มันคือการอัปเกรด “คุณภาพชีวิตทั้งระบบ” ของผู้คนทั่วโลก

