รับแอปรับแอป

Sustain Tech โตพุ่ง 25% ต่อปี: เปิด 5 ไอเดีย Green Tech ที่ทั้งโลกจับตา

ปภังกร สุขใจ01-31

Sustain Tech มาแรง เพราะโลกรวนบังคับให้เปลี่ยน

ภาวะโลกรวนไม่ใช่แค่ข่าวบนหน้าฟีดอีกต่อไป แต่กำลังกดดันให้สตาร์ทอัพทั่วโลกเร่งพัฒนาไอเดียใหม่ ๆ เพื่อสร้างนวัตกรรมมาช่วยแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม ทั้งฝั่งเทคโนโลยีด้านภูมิอากาศและสินค้าอุปโภคบริโภคที่ต้องยั่งยืนกว่าเดิม

ผลการศึกษา ‘Startup Industry Trends 2025’ ของ Stripe คาดว่าภายในปี 2025 กลุ่มสตาร์ทอัพด้านความยั่งยืน (Climate Tech) จะเติบโตเฉลี่ยราว 25% ต่อปี และมีแนวโน้มพุ่งต่อเนื่องไปจนถึงปี 2033

เมื่อเชื่อมกับเทรนด์จาก สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ก็ยิ่งชัดว่า ปี 2025 เป็นต้นไป จะเป็นยุคของ

  • เทคโนโลยีเพื่อความยั่งยืน (GreenTech)

  • เทคโนโลยีสะอาด (Clean Tech)

  • เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Tech)

โดยตลาดโลกคาดการณ์ว่า ธุรกิจกลุ่มนี้จะวิ่งด้วยอัตราเติบโตเฉลี่ย ราว 25% ยาว ๆ ตลอด 10 ปีข้างหน้า

5 Green Tech เด่นในปี 2025

เมื่อโลกเริ่มเอาความยั่งยืนเป็นโจทย์หลัก โซลูชันที่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมก็กลายเป็นสนามแข่งขันสำคัญ

ข้อมูลจาก Ditto ประเมินว่าในปี 2025 กลุ่ม Green Tech จะมีอัตราเติบโตเฉลี่ยกว่า 27.1% โดยมีเทคโนโลยีดาวเด่นที่น่าจับตา ดังนี้

  • Carbon Data & Analytics
    เทคโนโลยีวิเคราะห์และจัดเก็บข้อมูลการปล่อยคาร์บอน ใช้ AI ประมวลผล ช่วยให้ธุรกิจรู้แบบเรียล ๆ ว่ากำลังปล่อยคาร์บอนเท่าไร และจะลดลงได้ตรงไหนบ้าง

  • Renewable Energy Software
    ซอฟต์แวร์และระบบบริหารจัดการพลังงานหมุนเวียน ช่วยจัดสรร รับ-จ่าย และใช้ประโยชน์จากพลังงานสะอาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • Smart Building
    ระบบอาคารอัจฉริยะที่ออกแบบมาเพื่อลดมลภาวะและประหยัดพลังงาน คุมตั้งแต่ระบบแสงสว่าง อากาศ ไปจนถึงการใช้ทรัพยากรในอาคาร

  • Paperless Solutions
    แนวคิดและโซลูชันลดการใช้กระดาษ หันไปสู่ระบบดิจิทัลเพื่อลดการใช้ทรัพยากรต้นน้ำอย่างไม้และน้ำ

  • Reverse Logistics
    ระบบขนส่งและคลังสินค้าแบบใหม่ที่ออกแบบให้มี Waste Flow เชื่อมกับผู้แปรรูปขยะ เพื่อคัดแยกวัสดุที่มีมูลค่าสูงไปรีไซเคิลและอัปไซเคิลต่อได้อย่างคุ้มค่า

สรุปสั้น ๆ คือ: ใครคุมซัพพลายเชน+ข้อมูล+เทคโนโลยีได้ ก็จะคุมเกมด้านความยั่งยืนได้ในอนาคต

ทำไมสตาร์ทอัพ Green Tech ถึงสำคัญ

ธุรกิจขนาดใหญ่ทั่วโลกเริ่มปรับนโยบายและเพิ่มการลงทุนด้าน ESG กันจริงจัง แต่จะขยับทันโลกได้ ก็ต้องมีสตาร์ทอัพเข้ามาเป็นฟันเฟืองช่วยเร่งนวัตกรรม

สตาร์ทอัพกลุ่ม Green Tech จึงไม่ได้แค่สร้างธุรกิจใหม่ แต่ยังช่วยขับเคลื่อน

  • เป้าหมายด้านความยั่งยืนของบริษัทยักษ์ใหญ่

  • เป้าหมายระดับโลกด้านการลดโลกร้อนและลดคาร์บอน

ด้านล่างนี้คือ 5 สตาร์ทอัพ Green Tech ที่น่าจับตามอง ทั้งในแง่โมเดลธุรกิจและอิมแพกต์ต่อสิ่งแวดล้อม

1. Bluebird Climate: ใช้ซอฟต์แวร์ดูดคาร์บอนจากซัพพลายเชน

ผู้บริโภคยุคนี้ไม่ได้มองแค่ราคาและดีไซน์ แต่เริ่มมองว่า สินค้าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแค่ไหน

ตรงนี้เองที่ Bluebird Climate สตาร์ทอัพจากนิวยอร์ก เข้ามาจับโอกาสด้วยการพัฒนาแพลตฟอร์มแบบ Software as a Service (SaaS) บนคลาวด์ เพื่อช่วยแบรนด์สินค้าอุปโภคบริโภควัดและบริหารจัดการความยั่งยืนแบบครบวงจร

แพลตฟอร์มของ Bluebird Climate ช่วยให้ธุรกิจสามารถ

  • วิเคราะห์วัสดุที่ใช้ในสินค้า

  • ประเมินผลกระทบจากการผลิต

  • ตรวจสอบการขนส่งและโลจิสติกส์

  • ดูข้อมูลด้านบรรจุภัณฑ์

ทั้งหมดนี้ครอบคลุม ตลอดวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ (Life Cycle) เป้าหมายคือทำให้การปล่อยก๊าซคาร์บอนต่ำที่สุด หรือเข้าใกล้การปล่อยสุทธิเป็นศูนย์ พร้อมทั้งส่งต่อข้อมูลด้านความยั่งยืนให้ลูกค้ารับรู้ได้อย่างโปร่งใส

2. Next Gen: เนื้อไก่จากพืชที่ลดคาร์บอนได้แบบรู้สึกไม่ผิด

Next Gen เป็นสตาร์ทอัพด้านอาหารจากพืช (Plant-based) ที่มีสำนักงานใหญ่ในสิงคโปร์ โฟกัสการพัฒนาอาหารที่ทั้งอร่อยและยั่งยืนเพื่อลดผลกระทบจากอุตสาหกรรมการเกษตร

บริษัทก่อตั้งในปี 2020 โดย Timo Recker และ Andre Menezes พร้อมตั้งเป้าชัดว่า จะใช้เทคโนโลยีอาหารช่วยลดภาระให้โลก

แบรนด์แรกที่เปิดตัวคือ TiNDLE – เนื้อไก่จากพืชที่สามารถนำไปประกอบอาหารได้หลากหลายเมนู โดยมีจุดเด่นด้านสิ่งแวดล้อมที่น่าสนใจมาก

เมื่อเทียบกับการเลี้ยงไก่ทั่วไป TiNDLE ช่วยให้สามารถ

  • ใช้พื้นที่เพาะปลูกน้อยลงประมาณ 74%

  • ใช้น้ำน้อยลงราว 82%

  • ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 88%

เรียกได้ว่าเป็นตัวอย่างชัด ๆ ว่า การกินของเรา สามารถเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาโลกร้อนได้จริง ๆ

3. Krill Design: พลิกขยะอาหารให้กลายเป็นงานดีไซน์

ขยะอาหารส่วนใหญ่จบลงที่หลุมฝังกลบและกลายเป็นก๊าซเรือนกระจก แต่ Krill Design จากอิตาลี เลือกมองมันเป็น “วัตถุดิบใหม่”

สตาร์ทอัพรายนี้พัฒนา ReKrill ไบโอโพลิเมอร์ที่ใช้แทนพลาสติกจากปิโตรเลียมประเภทโพลีโพรพิลีน (PP) และอะคริโลไนไตรล์-บิวทาไดอีน-สไตรีน (ABS)

จุดเด่นของ ReKrill คือ

  • ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนมากถึง 67% เมื่อเทียบกับพลาสติกทั่วไป

  • ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ

  • ไม่สร้างไมโครพลาสติกเพิ่มในระบบนิเวศ

ด้วยคุณสมบัติที่ใกล้เคียงพลาสติกดั้งเดิม ทำให้ ReKrill สามารถใช้กับเครื่องจักรที่มีอยู่แล้วได้ทันที ทั้ง

  • การฉีดขึ้นรูป

  • การขึ้นรูปแบบหมุน

  • การพิมพ์แบบ 3 มิติ

ไม่ต้องลงทุนซื้อเครื่องจักรใหม่ทั้งหมด ช่วยให้ธุรกิจแปลงผ่านไปสู่วัสดุยั่งยืนได้ง่ายขึ้น และ ReKrill เองก็ได้รับการจดสิทธิบัตรเรียบร้อยแล้วอีกด้วย

4. AMP: ใช้ AI แยกขยะรีไซเคิลออกจากกองมหึมา

กองขยะจำนวนมหาศาลในโลกทุกวันนี้ มีวัสดุที่รีไซเคิลได้ปะปนอยู่มากมาย แต่การแยกด้วยแรงงานคนหรือระบบดั้งเดิมทั้งช้าและไม่คุ้มค่า

AMP สตาร์ทอัพจากเมืองลุยส์วิลล์ รัฐโคโลราโด สหรัฐอเมริกา จึงเข้ามาเปลี่ยนเกม ด้วยการใช้ AI มาช่วยคัดแยกขยะที่รีไซเคิลได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ

บริษัทก่อตั้งในปี 2014 ในนาม AMP Robotics ก่อนจะรีแบรนด์มาเป็น AMP ในเวลาต่อมา โดยเทคโนโลยีของพวกเขาช่วยให้สามารถ

  • ระบุตัวตนวัสดุรีไซเคิลจากกองขยะได้อย่างแม่นยำ

  • แยกวัสดุที่มีมูลค่ากลับเข้าสู่ระบบรีไซเคิล

  • ลดวัสดุที่หลุดรอดไปลงหลุมฝังกลบหรือเตาเผา

ระบบของ AMP ถูกนำไปใช้งานแล้วในหลายพื้นที่ ทั้งอเมริกาเหนือ เอเชีย และยุโรป และยังมีแผนพัฒนาโรงงานแห่งใหม่ร่วมกับ Waste Connections ในเมืองคอมเมิร์ซซิตี้ รัฐโคโลราโด ภายในปี 2026 โดยโรงงานนี้จะสามารถแปรรูปวัสดุรีไซเคิลได้กว่า 62,000 ตันต่อปี

5. Voltpost: เสาไฟข้างถนน ที่กลายเป็นสถานีชาร์จ EV

หนึ่งในอุปสรรคใหญ่ของคนที่อยากใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) คือ “จะชาร์จที่ไหน” โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ที่พื้นที่จำกัด หรือชุมชนที่อยู่ไกลจากโครงสร้างพื้นฐานหลัก

Voltpost สตาร์ทอัพจากสหรัฐอเมริกา เลยเลือกใช้สิ่งที่มีอยู่แล้วอย่าง เสาไฟถนน มาอัปเกรดเป็นจุดชาร์จ EV

จุดเด่นของโซลูชัน Voltpost คือ

  • ใช้เวลาติดตั้งเครื่องชาร์จกับเสาไฟเพียงประมาณ 1 ชั่วโมง

  • ต้องใช้งบลงทุนไม่มาก เมื่อเทียบกับการสร้างสถานีชาร์จใหม่ทั้งระบบ

  • ทำงานเชื่อมต่อกับแอปพลิเคชันที่ช่วยค้นหาสถานีชาร์จใกล้ตัวได้ทันที

จุดชาร์จของ Voltpost รองรับได้ 2–4 ปลั๊ก ต่อจุด และยังสามารถติดตั้งการเชื่อมต่อ WiFi ให้ผู้ขับขี่ใช้งานอินเทอร์เน็ตระหว่างรอชาร์จได้ด้วย

Voltpost ยังได้เข้าร่วมโครงการสตูดิโอของกรมการขนส่งนครนิวยอร์ก (DOT) เพื่อติดตั้งสถานีชาร์จบนเสาไฟริมทาง เดินหน้าตามเป้าหมายการติดตั้งที่ชาร์จริมทางเท้าจำนวน 10,000 เครื่องในนิวยอร์ก ช่วยลดความกังวลของคนที่ยังลังเลเรื่องการซื้อรถ EV ได้ไม่น้อย

นี่แค่เริ่มต้นของคลื่น Green Tech

นอกจาก 5 สตาร์ทอัพที่เล่ามา ยังมีสตาร์ทอัพอีกจำนวนมากที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ด้วยเป้าหมายในการสร้างผลกระทบเชิงบวกให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อม

โดยเฉพาะกลุ่ม Social Tech Startup ที่ใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือหลักในการแก้ปัญหาสังคมอย่างยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็น

  • HealthTech เทคโนโลยีด้านสุขภาพเพื่อการเข้าถึงบริการที่เท่าเทียม

  • EdTech นวัตกรรมการศึกษาที่ช่วยลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำ

  • AgriTech เทคโนโลยีการเกษตรสำหรับเกษตรกรยุคใหม่ เพื่อรับมือภาวะโลกร้อนและความผันผวนของสภาพภูมิอากาศ

สรุป: Sustain Tech และ Green Tech ไม่ได้เป็นแค่เทรนด์ แต่กำลังจะกลายเป็น “มาตรฐานใหม่ของธุรกิจ” ใครเริ่มปรับตัวก่อน ย่อมมีโอกาสนำเกมทั้งด้านธุรกิจและด้านอิมแพกต์ต่อโลกในระยะยาว