ZestBuy

ผู้เชี่ยวชาญเตือน AI อาจขโมยลายนิ้วมือจากเซลฟีได้

โปรไฟล์ Phanuphong.TPhanuphong.T05-19

ภาพเซลฟีธรรมดาอาจกลายเป็นความเสี่ยงด้านความปลอดภัยรูปแบบใหม่ หลังผู้เชี่ยวชาญด้าน cybersecurity เริ่มเตือนว่า AI รุ่นใหม่สามารถใช้ “ดึงข้อมูลลายนิ้วมือ” จากภาพถ่ายความละเอียดสูงได้แล้ว โดยเฉพาะรูปที่เห็นปลายนิ้วชัด ๆ หรือภาพชูสัญลักษณ์ “V sign” หน้าเลนส์กล้อง

ประเด็นนี้เริ่มถูกพูดถึงหนักในจีน หลังมีการสาธิตผ่านรายการโทรทัศน์ว่า AI และซอฟต์แวร์แต่งภาพสามารถเพิ่มรายละเอียดของ fingerprint ที่ดูเบลอในภาพเซลฟี ให้กลับมาคมพอสำหรับการวิเคราะห์ได้

แม้ผู้เชี่ยวชาญหลายคนจะย้ำว่านี่ยังไม่ใช่การ “แฮกได้ทันทีจากรูปเดียว” แต่ก็เริ่มถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามจริง โดยเฉพาะในยุคที่ biometric authentication ถูกใช้แทบทุกอย่าง ตั้งแต่ปลดล็อกมือถือ ไปจนถึงแอปธนาคารและระบบจ่ายเงินออนไลน์

แค่รูปชูสองนิ้วก็อาจเสี่ยง

หนึ่งในท่าถ่ายรูปที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือ “peace sign” หรือการชูสองนิ้ว

เหตุผลคือท่านี้มักหันปลายนิ้วตรงเข้าหากล้อง ทำให้กล้องมือถือรุ่นใหม่สามารถเก็บรายละเอียดของ fingerprint ได้มากกว่าที่หลายคนคิด

ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัย Li Chang ระบุว่า ถ้ารูปถูกถ่ายจากระยะประมาณ 1.5 เมตร หรือใกล้กว่า และมีแสงที่ดี AI มีโอกาสดึงรายละเอียด fingerprint ออกมาได้ค่อนข้างชัดเจน

บางกรณี แม้ภาพจะถ่ายไกลถึง 3 เมตร ระบบ AI ก็ยังสามารถกู้คืนรายละเอียดบางส่วนได้อยู่ โดยเฉพาะเมื่อใช้ภาพหลายมุมประกอบกัน

AI ทำให้เรื่องนี้ง่ายขึ้นกว่าเดิมมาก

จริง ๆ แล้วแนวคิดการขโมยลายนิ้วมือจากภาพถ่ายไม่ใช่เรื่องใหม่

นักวิจัยด้าน biometrics เคยสาธิตเรื่องนี้มาตั้งแต่ยุคปี 2014 แล้ว แต่ในอดีตต้องใช้

  • กล้องคุณภาพสูงมาก

  • ภาพหลายมุม

  • การประมวลผลเฉพาะทาง

  • และสภาพแสงที่ควบคุมได้

ทำให้แทบไม่มีใครทำได้จริงนอกจากนักวิจัยหรือแฮกระดับสูง

แต่ตอนนี้ AI image enhancement และ computational photography ของสมาร์ตโฟนเริ่มเปลี่ยนสถานการณ์

ระบบ AI สามารถ sharpen รายละเอียดเล็ก ๆ จากภาพที่ดูเบลอให้กลับมาคมขึ้นได้ รวมถึงช่วย reconstruct fingerprint pattern จากข้อมูลบางส่วนได้ดีขึ้นกว่าเดิมมาก

หลายฝ่ายจึงมองว่า barrier ของการโจมตีแบบนี้กำลังลดลงเรื่อย ๆ

ปัญหาคือ “ลายนิ้วมือเปลี่ยนไม่ได้”

สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้น่ากังวลกว่า password ทั่วไป คือ fingerprint เป็นข้อมูลถาวร

ถ้ารหัสผ่านหลุด ผู้ใช้ยังเปลี่ยนใหม่ได้ แต่ถ้าข้อมูล biometric ถูกขโมย ผลกระทบอาจอยู่ไปตลอดชีวิต

ปัจจุบัน fingerprint ถูกใช้กับ

  • สมาร์ตโฟน

  • laptop

  • smart lock

  • mobile banking

  • ระบบเข้างาน

  • และ passkey authentication

นั่นทำให้การปลอม fingerprint เริ่มกลายเป็นประเด็นด้าน cybersecurity ที่จริงจังมากขึ้นเรื่อย ๆ

แต่ผู้เชี่ยวชาญบอกว่ายังไม่ใช่ “ภัยระดับมวลชน”

แม้ข่าวจะดูน่ากลัว แต่ผู้เชี่ยวชาญหลายคนก็ย้ำว่า การโจมตีแบบนี้ยังค่อนข้างซับซ้อน

เพราะต้องอาศัยทั้ง

  • รูปความละเอียดสูง

  • มุมภาพที่เหมาะ

  • การประมวลผลเฉพาะทาง

  • และบางครั้งต้องใช้ภาพหลายรูปประกอบกัน

Jake Moore ที่ปรึกษาด้าน cybersecurity ของ ESET ระบุว่า ตอนนี้ความเสี่ยงยังเป็น “targeted attack” มากกว่าโจมตีคนทั่วไปแบบสุ่ม ๆ

พูดง่าย ๆ คือคนดัง ผู้บริหาร หรือคนที่มีข้อมูลสำคัญ อาจเสี่ยงมากกว่าคนทั่วไป

นักวิจัยเริ่มกังวลเรื่อง “Biometric Future”

สิ่งที่หลายฝ่ายเริ่มตั้งคำถามคือ โลกกำลังพึ่ง biometrics มากเกินไปหรือไม่

ช่วงหลายปีที่ผ่านมา บริษัทเทคโนโลยีผลักดัน fingerprint และ face recognition หนักมาก เพราะใช้งานง่ายกว่ารหัสผ่าน

แต่ยิ่ง AI เก่งขึ้น ความเสี่ยงของ biometric spoofing ก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

ก่อนหน้านี้นักวิจัยเคยใช้เพียงรูปถ่ายกับวัสดุง่าย ๆ อย่างกาวและเครื่องพิมพ์เลเซอร์ เพื่อปลอม fingerprint sensor ได้สำเร็จมาแล้ว

นั่นทำให้หลายฝ่ายมองว่า อนาคตของ cybersecurity อาจต้องพึ่ง multi-factor authentication มากขึ้น แทนการใช้ biometrics อย่างเดียว

ตอนนี้ผู้เชี่ยวชาญเริ่มแนะนำให้ระวังรูปมือมากขึ้น

แม้ยังไม่จำเป็นต้อง “หยุดถ่ายเซลฟี” แต่ผู้เชี่ยวชาญหลายแห่งเริ่มแนะนำให้ระวังภาพที่เห็นปลายนิ้วชัดเกินไป โดยเฉพาะภาพ close-up หรือภาพที่ถ่ายด้วยกล้องคุณภาพสูงมาก

บางคนยังแนะนำให้

  • หลีกเลี่ยงภาพชูนิ้วใกล้กล้อง

  • เบลอปลายนิ้วก่อนโพสต์

  • หรือใช้ biometric ร่วมกับ PIN และ 2FA

เพราะในยุคที่ AI สามารถกู้รายละเอียดจากภาพได้มากขึ้นเรื่อย ๆ แม้แต่ “เซลฟีธรรมดา” ก็อาจกลายเป็นข้อมูลสำคัญกว่าที่หลายคนเคยคิดไว้

ที่มา techspot

ความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น