ZestBuy

ผู้เชี่ยวชาญเตือน AI อาจดึงลายนิ้วมือจากรูปเซลฟี่ได้จริง แต่คนทั่วไปยังไม่ต้องตื่นตระหนก

โปรไฟล์ Phanuphong.TPhanuphong.T06-05

ช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา โลกออนไลน์เกิดกระแสกังวลเกี่ยวกับความสามารถของ AI ที่อาจนำภาพเซลฟี่ธรรมดา โดยเฉพาะภาพที่เจ้าของรูปชูสัญลักษณ์ "V" หรือชูสองนิ้ว มาวิเคราะห์และดึงข้อมูลลายนิ้วมือออกมาได้ จนหลายคนเริ่มตั้งคำถามว่าการโพสต์รูปลงโซเชียลมีเดียอาจเสี่ยงกว่าที่คิดหรือไม่

ประเด็นดังกล่าวได้รับความสนใจหลังมีการสาธิตจากผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยในจีน ซึ่งแสดงให้เห็นว่า AI และซอฟต์แวร์ปรับแต่งภาพสมัยใหม่สามารถเพิ่มความคมชัดให้รายละเอียดบนปลายนิ้วที่ดูเบลอในภาพถ่าย จนสามารถมองเห็นลายเส้นบางส่วนได้ชัดเจนขึ้นกว่าที่ตาเปล่ามองเห็น

AI สามารถดึงลายนิ้วมือจากรูปถ่ายได้จริงหรือไม่

คำตอบสั้น ๆ คือ "เป็นไปได้" แต่ไม่ง่ายอย่างที่หลายโพสต์บนโซเชียลมีเดียพยายามนำเสนอ

ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยหลายรายยืนยันว่าหากภาพมีความละเอียดสูงมาก อยู่ในมุมที่เหมาะสม และปลายนิ้วหันเข้าหากล้องโดยตรง AI สามารถช่วยเพิ่มรายละเอียดของภาพและนำข้อมูลบางส่วนของลายนิ้วมือออกมาได้จริง โดยเฉพาะเมื่อมีภาพหลายภาพจากหลายมุมให้วิเคราะห์ร่วมกัน

เทคโนโลยีนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่เสียทีเดียว เพราะตั้งแต่ปี 2014 นักวิจัยด้านความปลอดภัย Jan Krissler เคยสาธิตการสร้างลายนิ้วมือของบุคคลสาธารณะจากภาพถ่ายที่เผยแพร่สู่สาธารณะมาแล้ว เพียงแต่ในอดีตกระบวนการดังกล่าวต้องใช้ความเชี่ยวชาญและเครื่องมือเฉพาะทางจำนวนมาก ขณะที่ปัจจุบัน AI ช่วยลดความซับซ้อนของกระบวนการลงอย่างมาก

แล้วคนทั่วไปควรกังวลหรือไม่

แม้ความสามารถดังกล่าวจะมีอยู่จริง แต่ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่กลับมองว่าความเสี่ยงต่อคนทั่วไปยังอยู่ในระดับต่ำมาก

Justin Cappos ผู้เชี่ยวชาญด้าน Cybersecurity จาก New York University ให้ความเห็นว่าความเป็นไปได้ที่จะถูกโจมตีด้วยวิธีนี้ยังต่ำกว่าภัยคุกคามรูปแบบอื่นอย่างฟิชชิง อีเมลปลอม หรือการหลอกให้เปิดเผยข้อมูลส่วนตัวอย่างมาก ขณะที่ Vyas Sekar จาก Carnegie Mellon University ระบุว่าการโจมตีลักษณะนี้ยังมีลักษณะใกล้เคียงกับการโจมตีแบบเจาะจงเป้าหมายมากกว่าการโจมตีคนทั่วไปในวงกว้าง

สาเหตุสำคัญคือ ต่อให้ผู้ไม่หวังดีสามารถสร้างข้อมูลลายนิ้วมือขึ้นมาได้ พวกเขายังต้องมีวิธีนำลายนิ้วมือนั้นไปใช้งานจริง ไม่ว่าจะเป็นการเข้าถึงอุปกรณ์ที่ใช้สแกนนิ้ว หรือระบบที่รองรับการยืนยันตัวตนด้วยลายนิ้วมือโดยตรง ซึ่งในโลกความเป็นจริงไม่ใช่เรื่องง่ายนัก

ทำไม AI ทำให้เรื่องนี้ถูกพูดถึงอีกครั้ง

สิ่งที่เปลี่ยนไปในปี 2026 คือคุณภาพของกล้องสมาร์ตโฟนและความสามารถของ AI ด้านการปรับปรุงภาพ

สมาร์ตโฟนรุ่นใหม่หลายรุ่นสามารถถ่ายภาพความละเอียดสูงได้มากกว่าสมัยก่อนหลายเท่า ทำให้รายละเอียดเล็ก ๆ บนปลายนิ้วถูกบันทึกไว้ในไฟล์ภาพมากขึ้น ขณะเดียวกัน AI รุ่นใหม่ก็สามารถเพิ่มความคมชัด กำจัดสัญญาณรบกวน และกู้คืนรายละเอียดที่แทบมองไม่เห็นได้ดีกว่าเดิมมาก

นั่นทำให้สิ่งที่เคยเป็นเพียงงานวิจัยในห้องทดลอง เริ่มเข้าใกล้การใช้งานจริงมากขึ้น แม้จะยังไม่ได้กลายเป็นภัยคุกคามระดับวงกว้างก็ตาม

วิธีลดความเสี่ยงที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำ

ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยแนะนำว่าผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องหยุดถ่ายเซลฟี่หรือเลิกชูสองนิ้วทันที แต่ควรระมัดระวังมากขึ้นกับภาพที่มีความละเอียดสูงและเผยให้เห็นปลายนิ้วอย่างชัดเจน โดยเฉพาะบัญชีสาธารณะที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้

นอกจากนี้ยังควรเปิดใช้งานการยืนยันตัวตนหลายขั้นตอน (Multi-Factor Authentication) เพื่อให้บัญชีสำคัญไม่ได้พึ่งพาลายนิ้วมือเพียงอย่างเดียว รวมถึงตรวจสอบการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวบนโซเชียลมีเดียอยู่เสมอ

แม้เรื่อง "AI ขโมยลายนิ้วมือจากเซลฟี่" จะไม่ใช่เรื่องแต่ง และสามารถเกิดขึ้นได้ในทางเทคนิค แต่ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่าปัจจุบันภัยคุกคามที่คนทั่วไปควรกังวลมากกว่ายังคงเป็นฟิชชิง ลิงก์หลอกลวง การรั่วไหลของข้อมูล และการหลอกให้เปิดเผยรหัสผ่าน ซึ่งยังสร้างความเสียหายได้จริงและเกิดขึ้นบ่อยกว่ามากในชีวิตประจำวัน

ที่มา cbsnews

ความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น