จากพอร์ตแดงยาว ไปจนถึงจุดที่รู้สึกว่าชีวิตมืดมน
ช่วงตั้งแต่ต้นปีจนถึงราว ๆ ต้นเดือนตุลาคม 2568 เป็นช่วงเวลาที่ยาวนานมากสำหรับผมในฐานะนักลงทุนสายเน้นคุณค่า เพราะไม่ใช่แค่ตลาดหุ้นไทยที่ร่วงลงต่อเนื่องแบบมองไม่ค่อยเห็นอนาคตเท่านั้น แต่ พอร์ตหุ้นไทยของผมก็ไหลลงไปแทบไม่ต่างจากดัชนี
หุ้นที่ถืออยู่ก็ไม่ได้แย่อะไรเลย พื้นฐานยังดี กำไรยังโต ธุรกิจก็แข็งแกร่ง แถมราคาหุ้นก็ไม่ได้แพง แต่ราคากลับไหลลงเอา ๆ ในขณะที่หุ้นเก็งกำไรตัวใหญ่ ๆ บางตัวกลับบินขึ้นไปไกลด้วยราคาที่แพงแบบ “หลุดโลก”
ยิ่งไปกว่านั้น พอร์ตหุ้นเวียดนามของผมก็เจ็บหนักกว่า ผลตอบแทนติดลบระดับ -20% ทั้ง ๆ ที่ดัชนีตลาดหุ้นเวียดนามบวกเกิน 30% รวม ๆ แล้วคือพอร์ตผมแพ้ตลาดไปเกือบ 50%
หุ้นเวียดนามที่ผมถือส่วนใหญ่เป็นหุ้นแนว VI ที่โดนผลกระทบจากสงครามภาษีของทรัมป์ ทำให้ยอดขายและกำไรชะลอตัว นักลงทุนต่างชาติก็เทขายออกมาอย่างหนัก แถมค่าเงินบาทแข็งขึ้นอีก ส่งผลให้พอร์ตขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนราว 10% หรือประมาณครึ่งหนึ่งของความเสียหายทั้งหมด
ทั้งหมดนี้ทำให้ผมรู้สึกว่าเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่ “เศร้าหมอง” ที่สุดในรอบหลายปี หรืออาจจะนับสิบปีก็ว่าได้
เมื่อปัญหาสุขภาพถาโถมพร้อมกับพอร์ตลงทุน
ความหม่นหมองไม่ได้มีแค่เรื่องเงินและการลงทุน สุขภาพผมเองก็สั่นคลอนไปพร้อมกัน โดยเฉพาะโรคที่เกี่ยวกับปอดและหลอดลม ผมติด RSV โควิด และไข้หวัดใหญ่ ทั้ง ๆ ที่ฉีดวัคซีนครบแล้ว
อาการไอเป็น ๆ หาย ๆ ติดต่อกันทีละหลายวัน เรียกได้ว่า “สามวันดีสี่วันไข้” ซึ่งในอดีตผมแทบไม่เคยเจออะไรแบบนี้เลย
จากนั้น เมื่อตรวจสุขภาพประจำครึ่งปี ผมพบว่าค่า PSA ซึ่งใช้เป็นตัวชี้วัดความเสี่ยงมะเร็งต่อมลูกหมาก สูงขึ้นเร็วผิดปกติจากเดิม พอไปตรวจ MRI ก็พบก้อนเนื้อชิ้นเล็ก ๆ ที่มีลักษณะคล้ายมะเร็ง หมอประเมินว่ามีโอกาสเป็นก้อนเนื้อร้ายประมาณ 70%
หมอจึงแนะนำให้ตัดชิ้นเนื้อไปตรวจ เพื่อจะได้รู้แน่ชัดว่าเป็นมะเร็งหรือไม่ ถ้าเป็นก็จะได้รู้ระดับความรุนแรงและวางแผนการรักษา
ระหว่างรอวันตัดชิ้นเนื้อ ใจผมวุ่นวายมาก ผมหาข้อมูลทุกอย่างเกี่ยวกับมะเร็งต่อมลูกหมาก อ่านไป ฟังไป ถามคนรู้จักที่เคยมีประสบการณ์ และแน่นอน ผมก็นึกถึงกรณีของ วอเรน บัฟเฟตต์ ที่เคยประกาศว่าตัวเองเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากระยะที่ 1 ตอนอายุ 81 ปี เขาบอกว่ารักษาด้วยการฉายแสงทุกวันเป็นเวลา 2 เดือน แต่ยังรู้สึกแข็งแรง ทำงานได้ตามปกติ เพียงแค่เดินทางไม่ได้ในช่วงรักษา
ครั้งแรกที่ผมหันไปคุยกับ AI เรื่องโรคร้าย
ในยุคนี้ ถ้าพูดถึง AI ชื่อที่หนีไม่พ้นก็คือ ChatGPT และสำหรับผม นี่คือครั้งแรกที่ตัดสินใจ “คุยจริงจัง” กับ AI ตัวนี้ เพื่อขอคำปรึกษาเกี่ยวกับโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก
4–5 วันที่ผมเข้าไปถามคำถามกับ ChatGPT ผมถามแทบทุกเรื่องเกี่ยวกับโรคนี้ คำตอบที่ได้ทำให้ผมรู้สึกเหมือนกำลังคุยกับคุณหมอผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ที่พร้อมตอบคำถามทุกเมื่อโดยไม่จำกัดเวลา
ความรู้และข้อมูลที่ได้ต้องบอกว่า “น่าทึ่งมาก” เหมือนมีหมอส่วนตัวคอยอธิบายทุกอย่างให้ฟัง พร้อมเหตุผลชัดเจนและสถิติจากงานวิจัยเกี่ยวกับผู้ป่วยทั่วโลก
ก่อนเข้าห้องผ่าตัดเพื่อเก็บชิ้นเนื้อ AI ประเมินให้ผมคร่าว ๆ ว่า
มีโอกาสเป็นมะเร็งชนิดไม่รุนแรงประมาณ 50%
ไม่เป็นมะเร็งเลยราว 20%
เป็นมะเร็งระดับกลางค่อนไปทางเบา 25%
เป็นมะเร็งระดับกลางถึงรุนแรงเพียง 5%
และถ้าหากเป็นมะเร็งแบบไม่รุนแรง ก็มีโอกาสสูงว่าจะไม่ต้องทำอะไรนอกจากติดตามผลไปเรื่อย ๆ เพราะมะเร็งประเภทนี้เติบโตช้ามาก บางครั้งคนไข้อาจเสียชีวิตจากสาเหตุอื่นก่อนที่มะเร็งจะโตจนกลายเป็นปัญหาใหญ่
ข้อมูลเหล่านี้ไม่ได้ทำให้ความเสี่ยงหายไป แต่ มันช่วยจัดระเบียบความกลัว ของผมให้ชัดเจนมากขึ้น
จากสุขภาพ สู่คำถามเรื่องหุ้น FPT และ AI
ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน หุ้น FPT ซึ่งเป็นหุ้นไฮเทคใหญ่ที่สุดของเวียดนาม และยังเป็นหุ้นที่ผมถือมากที่สุดในพอร์ตเวียดนาม (เกือบ 40% ของพอร์ต) กลับดิ่งลงไปทำจุดต่ำสุด ราคาต่ำกว่าตอนต้นปีถึงกว่า 30%
ในขณะเดียวกัน ดัชนีตลาดหุ้นเวียดนามกลับวิ่งขึ้นกว่า 30% ในช่วงเวลาเดียวกัน ทั้ง ๆ ที่รายได้และกำไรของ FPT ไม่ได้ลดลง เพียงแค่โตช้าลง และปริมาณงานในมือก็ลดลงเล็กน้อย
เริ่มมีเสียงในตลาดว่าพื้นฐานของ FPT อาจกำลังเปลี่ยนไป เพราะ AI กำลังจะเข้ามา Disrupt ธุรกิจหลักที่เน้นงานเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ หลายคนมองว่าในอนาคต AI จะเขียนโปรแกรมได้อย่างง่ายดาย บริษัทต่าง ๆ อาจไม่จำเป็นต้องจ้าง FPT หรืออย่างน้อยก็จ้างน้อยลง
ผมจึงเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า
ผมควรขายทิ้ง แล้วยอมตัดขาดทุน?
หรือควรถือต่อไปในฐานะนักลงทุน VI ที่เชื่อในพื้นฐานระยะยาว?
ข้อมูลเชิงลึกจริง ๆ ผมก็ไม่ได้มีมากเท่าไร และนั่นทำให้ผมเลือกที่จะถาม ChatGPT อีกครั้ง คราวนี้ไม่ใช่เรื่องสุขภาพ แต่เป็นเรื่องหุ้นและอนาคตของธุรกิจ
AI ตอบเรื่องหุ้น: ควรหนี หรือควรสู้ต่อ?
คำตอบที่ได้จาก AI สรุปง่าย ๆ คือ
“สู้ต่อ”
AI ประเมินว่าการที่ราคาหุ้น FPT ร่วงแรง น่าจะมาจากปัจจัยชั่วคราวมากกว่าจะเป็นปัญหาพื้นฐานถาวร บริษัทเองยังแข็งแกร่ง โครงสร้างธุรกิจก็ยังมีศักยภาพ และมีโอกาสพลิกกลับมาได้
คำตอบนั้นไม่ได้เป็นคำรับประกันอะไร แต่สำหรับผม มันช่วยยืนยันแนวคิดดั้งเดิมที่มีต่อ FPT และทำให้ผมกล้าถือต่อมากขึ้น
เวลาผ่านไปหลังจากนั้นไม่นาน ผลตรวจชิ้นเนื้อของผมออกมาแล้วว่า ไม่ได้เป็นมะเร็ง เรียกได้ว่าโชคดีอย่างยิ่ง
ส่วนเรื่อง FPT รายได้และกำไรเดือนกันยายน 2568 กลับมาดีขึ้นแบบโดดเด่น ปริมาณงานในมือเพิ่มขึ้นจนสูงกว่าสถิติเดิม ปัญหาเรื่องภาษีทรัมป์และภาพรวมเศรษฐกิจโลกก็เริ่มผ่อนคลาย ราคาหุ้น FPT กระโดดขึ้นมากกว่า 10% ภายในสัปดาห์เดียว กองทุนใหญ่ ๆ เริ่มกลับเข้ามาซื้ออย่างมีนัยสำคัญ
หุ้น FPT ดูเหมือนกำลังกลับมา เราคงต้องรอดูต่อไปว่า ระยะยาวแล้วมันจะให้ผลตอบแทนดีพอจะแพ้หรือชนะดัชนี
แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ทั้งสองเรื่องนี้ทำให้ผมรู้สึกว่า โชคชะตาเริ่มหันมายิ้มให้ หลังจากผ่านช่วงเวลาแย่ ๆ มาตลอด 8–9 เดือน
“ผมใช้ ผมจึงรู้” ว่า AI เปลี่ยนเกมจริง ๆ
จากการใช้ AI ช่วงสั้น ๆ ทั้งในเรื่องสุขภาพและการลงทุน ผมได้ข้อสรุปกับตัวเองว่า AI ไม่ได้เป็นแค่เทคโนโลยีใหม่ แต่มันกำลังจะเปลี่ยนโลกจริง ๆ
ศักยภาพของมันคือการรวบรวมความรู้และความเชี่ยวชาญระดับมนุษย์ชั้นนำไว้ในมือคุณ ตอบคำถามได้ลึกและกว้างในระดับที่คนธรรมดาคนเดียวจะไม่มีวันรู้ครบ
สำหรับผมแล้ว เมื่อถึงวันที่รู้สึกว่า “สู้ด้วยตัวเองไม่ไหว” ผมจะไม่ดันทุรังสู้คนเดียว แต่จะเลือก ร่วมมือกับ AI มากกว่า เพราะอนาคตของคนที่ยังแข่งขันได้ ไม่ใช่คนที่เก่งที่สุดในทุกด้าน แต่คือคนที่
“ใช้ AI เก่งกว่าคนอื่น และตั้งคำถามได้แหลมคมกว่าคนอื่น”
ผมใช้ AI แบบจริงจังแค่ไม่กี่วัน แต่คุณภาพของคำตอบและข้อมูลที่ได้ทำให้ผมตัดสินใจสมัครสมาชิกแบบจ่ายเงิน ค่าบริการเดือนละไม่ถึง 300 บาท เท่า ๆ กับค่ากาแฟสองแก้วที่ผมดื่มเป็นประจำ
พูดง่าย ๆ คือ ผมยอมจ่ายแลกกับการมี “ผู้ช่วยอัจฉริยะ” อยู่ข้างตัวตลอดเวลา
แล้วหุ้น AI ที่ราคาพุ่งทะยานล่ะ น่าซื้อจริงไหม?
เมื่อได้สัมผัสศักยภาพของ AI ด้วยตัวเอง คำถามต่อมาที่เลี่ยงไม่ได้เลยก็คือ
“ในเมื่อ AI จะเปลี่ยนโลก แล้วเราควรซื้อหุ้น AI ตอนนี้เลยไหม?”
ปัจจุบัน หุ้นของบริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับ AI กลายเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ร้อนแรงที่สุดในโลก นักลงทุนมองว่ามันจะ “ปฏิวัติโลก” และคาดหวังว่าบริษัทเหล่านี้จะโกยกำไรมหาศาลในอนาคต
แต่ปัญหาคือ ราคาหุ้นหลายตัวในกลุ่มนี้ขึ้นไปไกลมากจนเรียกได้ว่า แพงแบบสุดขอบจินตนาการ และผมมองว่าก่อนจะกระโดดตามกระแส เราควรถามให้ละเอียดกว่านั้นว่ารายได้และกำไรจริง ๆ ในอนาคตจะไปทางไหน
โมเดลรายได้ปัจจุบันของ AI: ใช้ง่าย แต่กำไรยังไม่ชัด
ตอนนี้ รายได้หลักของหลายแพลตฟอร์ม AI มาจาก
ค่าบริการสมาชิกรายเดือน
ในจำนวนนี้ คนจำนวนมากยังใช้เวอร์ชันฟรี
แบบจ่ายเงิน ราคาก็ถูกลงเรื่อย ๆ เหลือประมาณเดือนละไม่ถึง 300 บาทต่อคน
ในขณะเดียวกัน ต้นทุนการให้บริการต่อผู้ใช้หนึ่งคนก็ไม่ต่ำเลย โดยเฉพาะค่าไฟฟ้าและต้นทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านประมวลผล ดังนั้นในอีก 4–5 ปีข้างหน้า การให้บริการ AI แบบสาธารณะสำหรับผู้ใช้ทั่วไปอาจไม่ได้เป็น “แหล่งกำไรหลัก” ของบริษัท AI เสียด้วยซ้ำ
รายได้ในอนาคต: โอกาสสูง แต่คู่แข่งก็โหดมาก
รายได้ที่จะมีน้ำหนักมากขึ้นในอนาคต น่าจะมาจากฝั่งองค์กรและธุรกิจ เช่น
การพัฒนา AI แบบเฉพาะทางให้บริษัท เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพหรือลดต้นทุน
บริการ AI สำหรับลูกค้าธุรกิจที่ใช้งานผ่านคลาวด์เดิมอยู่แล้ว เช่น ลูกค้าของ Amazon หรือ Microsoft
ในมุมนี้ บริษัทที่มีฐานลูกค้าองค์กรจำนวนมากอยู่แล้ว ก็อาจได้เปรียบ เพราะลูกค้ามีข้อมูลและระบบอยู่ในคลาวด์นั้นแล้ว การต่อยอดใช้ AI ก็สะดวกขึ้น
อีกกลุ่มหนึ่งคือธุรกิจโฆษณา ซึ่ง AI สามารถช่วยให้ยิงโฆษณาได้ตรงกลุ่ม เป๊ะเป้าหมาย และมีประสิทธิภาพกว่าระบบเดิมมาก นี่ก็เป็นอีกสนามที่ยักษ์ใหญ่อย่าง Google อาจมีแต้มต่อจากฐานข้อมูลและผู้ลงโฆษณาจำนวนมากที่มีอยู่แล้ว
กลุ่มรายได้อีกประเภทหนึ่งคือ AI Marketplace แพลตฟอร์มที่ให้คนและบริษัทเข้ามาซื้อ-ขายบริการหรือแอป AI ต่าง ๆ โดยบริษัทเจ้าของแพลตฟอร์มเก็บค่าธรรมเนียมเหมือนนายหน้า
ฟังดูแล้วอนาคตเต็มไปด้วยโอกาส แต่ปัญหาที่ตามมาคือ
ยังไม่มีความชัดเจนว่ารูปแบบไหนจะกลายเป็นตัวหลัก
ยังไม่รู้ว่าใครจะเป็นผู้ชนะตัวจริงในแต่ละสนาม
ที่แน่ ๆ คือ การแข่งขันจะดุเดือดอย่างมาก
ความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่ใต้คำว่า “ปฏิวัติโลก”
ในสนาม AI ตอนนี้ ไม่ได้มีแค่บริษัทเกิดใหม่ แต่รวมไปถึงยักษ์ใหญ่ระดับโลกที่คนเรียกว่า “หุ้นเจ็ดนางฟ้า” ได้แก่
Microsoft
NVIDIA
Google
Amazon
Apple
Meta
Tesla
เมื่อทุกเจ้าพร้อมทุ่มสุดตัวเพื่อไม่ยอมแพ้ แนวโน้มก็คือจะมีการแข่งขันแบบ เผาเงิน อย่างรุนแรง ใช้เงินลงทุนมหาศาล วิจัยไม่หยุด พัฒนาไม่เลิก ลดราคาแข่งกันเพื่อแย่งส่วนแบ่งตลาด
นี่คือสูตรสำเร็จของการสร้างนวัตกรรมเปลี่ยนโลกก็จริง แต่ขณะเดียวกัน ก็เป็นสูตรของ วิกฤติในภาคธุรกิจ ได้เหมือนกัน เพราะสุดท้ายแล้ว
บางบริษัทจะไปต่อไม่ไหวและต้องถอนตัว
บางบริษัทอาจชนะเชิงเทคโนโลยี แต่เจ็บหนักทางการเงิน
ราคาหุ้นที่เคยถูกปั้นให้สูงลิ่ว มีโอกาสร่วงลงอย่างรุนแรง
ภาพนี้ชวนให้นึกถึงฟองสบู่หุ้นไฮเทคปี 2000 ที่แม้แต่หุ้นอย่าง Amazon เองยังเคยดิ่งลงไปถึง 95% ก่อนจะค่อย ๆ ฟื้นกลับมาเป็นยักษ์ใหญ่อย่างในวันนี้
ทั้งหมดนี้ไม่ได้แปลว่ามันต้องเกิดซ้ำรอยเดิมแน่นอน แต่ผมมองว่า ความเสี่ยงในธุรกิจ AI ตอนนี้สูงมากจริง ๆ และเมื่อไปเจอเข้ากับราคาหุ้นที่ “หลุดโลก” อยู่แล้ว ความเสี่ยงของการเข้าไปซื้อเพิ่มก็ยิ่งทวีคูณ
ใช้ AI ให้เต็มที่ แต่อย่าเพิ่งรีบซื้อหุ้น AI
จากทั้งประสบการณ์ส่วนตัวกับสุขภาพ การคุยกับ AI เรื่องหุ้น FPT และการมองภาพรวมของธุรกิจ AI ผมเลยสรุปท่าทีของตัวเองออกมาได้ประมาณนี้
ผมเชื่อว่า AI จะเปลี่ยนโลกอย่างแท้จริง
ผมเชื่อว่า คนที่ใช้ AI เก่ง จะได้เปรียบมากกว่าคนที่ดื้อไม่ยอมใช้
ผมยินดีจ่ายค่าบริการ AI เท่ากับกาแฟไม่กี่แก้วต่อเดือน เพื่อใช้มันเป็นเครื่องมือ
แต่ในฐานะนักลงทุนสายเน้นคุณค่า
ผมเห็นว่าธุรกิจ AI ตอนนี้ เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน
โมเดลรายได้ระยะยาวยังไม่ลงตัว
การแข่งขันรุนแรงมาก และอาจลากยาวจนทำให้บางบริษัทเจ็บหนัก
ราคาหุ้นส่วนใหญ่ก็แพงจนความเสี่ยงล้นมือ
ดังนั้น สำหรับตัวผมเองในตอนนี้ ยังไม่พร้อมจะกระโดดเข้าไปซื้อหุ้น AI ทันที
ผมเลือกที่จะ
ใช้ AI ช่วยคิด ช่วยวิเคราะห์ ช่วยตัดสินใจ
รอดูพัฒนาการของธุรกิจและโมเดลรายได้ให้ชัดกว่านี้
รอให้ราคาหุ้นสะท้อนความเสี่ยงและความจริงมากกว่าความฝัน
ใช้ AI ก่อน แต่ยังไม่ต้องรีบซื้อหุ้น AI
เพราะในโลกการลงทุน การรอให้เห็นภาพชัดขึ้นอีกนิด แล้วค่อยตัดสินใจ บางครั้งอาจทำให้เราได้ผลลัพธ์ดีกว่าการวิ่งตามกระแสที่ร้อนแรงที่สุดในช่วงเวลานั้นก็เป็นได้

