รับแอปรับแอป

ผมลองใช้ AI จริงจังครั้งแรก แล้วทำไมยังไม่กล้าซื้อหุ้น AI

ธนบดี สุขสวัสดิ์01-30

จากพอร์ตแดงยาว ไปจนถึงจุดที่รู้สึกว่าชีวิตมืดมน

ช่วงตั้งแต่ต้นปีจนถึงราว ๆ ต้นเดือนตุลาคม 2568 เป็นช่วงเวลาที่ยาวนานมากสำหรับผมในฐานะนักลงทุนสายเน้นคุณค่า เพราะไม่ใช่แค่ตลาดหุ้นไทยที่ร่วงลงต่อเนื่องแบบมองไม่ค่อยเห็นอนาคตเท่านั้น แต่ พอร์ตหุ้นไทยของผมก็ไหลลงไปแทบไม่ต่างจากดัชนี

หุ้นที่ถืออยู่ก็ไม่ได้แย่อะไรเลย พื้นฐานยังดี กำไรยังโต ธุรกิจก็แข็งแกร่ง แถมราคาหุ้นก็ไม่ได้แพง แต่ราคากลับไหลลงเอา ๆ ในขณะที่หุ้นเก็งกำไรตัวใหญ่ ๆ บางตัวกลับบินขึ้นไปไกลด้วยราคาที่แพงแบบ “หลุดโลก”

ยิ่งไปกว่านั้น พอร์ตหุ้นเวียดนามของผมก็เจ็บหนักกว่า ผลตอบแทนติดลบระดับ -20% ทั้ง ๆ ที่ดัชนีตลาดหุ้นเวียดนามบวกเกิน 30% รวม ๆ แล้วคือพอร์ตผมแพ้ตลาดไปเกือบ 50%

หุ้นเวียดนามที่ผมถือส่วนใหญ่เป็นหุ้นแนว VI ที่โดนผลกระทบจากสงครามภาษีของทรัมป์ ทำให้ยอดขายและกำไรชะลอตัว นักลงทุนต่างชาติก็เทขายออกมาอย่างหนัก แถมค่าเงินบาทแข็งขึ้นอีก ส่งผลให้พอร์ตขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนราว 10% หรือประมาณครึ่งหนึ่งของความเสียหายทั้งหมด

ทั้งหมดนี้ทำให้ผมรู้สึกว่าเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่ “เศร้าหมอง” ที่สุดในรอบหลายปี หรืออาจจะนับสิบปีก็ว่าได้

เมื่อปัญหาสุขภาพถาโถมพร้อมกับพอร์ตลงทุน

ความหม่นหมองไม่ได้มีแค่เรื่องเงินและการลงทุน สุขภาพผมเองก็สั่นคลอนไปพร้อมกัน โดยเฉพาะโรคที่เกี่ยวกับปอดและหลอดลม ผมติด RSV โควิด และไข้หวัดใหญ่ ทั้ง ๆ ที่ฉีดวัคซีนครบแล้ว

อาการไอเป็น ๆ หาย ๆ ติดต่อกันทีละหลายวัน เรียกได้ว่า “สามวันดีสี่วันไข้” ซึ่งในอดีตผมแทบไม่เคยเจออะไรแบบนี้เลย

จากนั้น เมื่อตรวจสุขภาพประจำครึ่งปี ผมพบว่าค่า PSA ซึ่งใช้เป็นตัวชี้วัดความเสี่ยงมะเร็งต่อมลูกหมาก สูงขึ้นเร็วผิดปกติจากเดิม พอไปตรวจ MRI ก็พบก้อนเนื้อชิ้นเล็ก ๆ ที่มีลักษณะคล้ายมะเร็ง หมอประเมินว่ามีโอกาสเป็นก้อนเนื้อร้ายประมาณ 70%

หมอจึงแนะนำให้ตัดชิ้นเนื้อไปตรวจ เพื่อจะได้รู้แน่ชัดว่าเป็นมะเร็งหรือไม่ ถ้าเป็นก็จะได้รู้ระดับความรุนแรงและวางแผนการรักษา

ระหว่างรอวันตัดชิ้นเนื้อ ใจผมวุ่นวายมาก ผมหาข้อมูลทุกอย่างเกี่ยวกับมะเร็งต่อมลูกหมาก อ่านไป ฟังไป ถามคนรู้จักที่เคยมีประสบการณ์ และแน่นอน ผมก็นึกถึงกรณีของ วอเรน บัฟเฟตต์ ที่เคยประกาศว่าตัวเองเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากระยะที่ 1 ตอนอายุ 81 ปี เขาบอกว่ารักษาด้วยการฉายแสงทุกวันเป็นเวลา 2 เดือน แต่ยังรู้สึกแข็งแรง ทำงานได้ตามปกติ เพียงแค่เดินทางไม่ได้ในช่วงรักษา

ครั้งแรกที่ผมหันไปคุยกับ AI เรื่องโรคร้าย

ในยุคนี้ ถ้าพูดถึง AI ชื่อที่หนีไม่พ้นก็คือ ChatGPT และสำหรับผม นี่คือครั้งแรกที่ตัดสินใจ “คุยจริงจัง” กับ AI ตัวนี้ เพื่อขอคำปรึกษาเกี่ยวกับโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก

4–5 วันที่ผมเข้าไปถามคำถามกับ ChatGPT ผมถามแทบทุกเรื่องเกี่ยวกับโรคนี้ คำตอบที่ได้ทำให้ผมรู้สึกเหมือนกำลังคุยกับคุณหมอผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ที่พร้อมตอบคำถามทุกเมื่อโดยไม่จำกัดเวลา

ความรู้และข้อมูลที่ได้ต้องบอกว่า “น่าทึ่งมาก” เหมือนมีหมอส่วนตัวคอยอธิบายทุกอย่างให้ฟัง พร้อมเหตุผลชัดเจนและสถิติจากงานวิจัยเกี่ยวกับผู้ป่วยทั่วโลก

ก่อนเข้าห้องผ่าตัดเพื่อเก็บชิ้นเนื้อ AI ประเมินให้ผมคร่าว ๆ ว่า

  • มีโอกาสเป็นมะเร็งชนิดไม่รุนแรงประมาณ 50%

  • ไม่เป็นมะเร็งเลยราว 20%

  • เป็นมะเร็งระดับกลางค่อนไปทางเบา 25%

  • เป็นมะเร็งระดับกลางถึงรุนแรงเพียง 5%

และถ้าหากเป็นมะเร็งแบบไม่รุนแรง ก็มีโอกาสสูงว่าจะไม่ต้องทำอะไรนอกจากติดตามผลไปเรื่อย ๆ เพราะมะเร็งประเภทนี้เติบโตช้ามาก บางครั้งคนไข้อาจเสียชีวิตจากสาเหตุอื่นก่อนที่มะเร็งจะโตจนกลายเป็นปัญหาใหญ่

ข้อมูลเหล่านี้ไม่ได้ทำให้ความเสี่ยงหายไป แต่ มันช่วยจัดระเบียบความกลัว ของผมให้ชัดเจนมากขึ้น

จากสุขภาพ สู่คำถามเรื่องหุ้น FPT และ AI

ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน หุ้น FPT ซึ่งเป็นหุ้นไฮเทคใหญ่ที่สุดของเวียดนาม และยังเป็นหุ้นที่ผมถือมากที่สุดในพอร์ตเวียดนาม (เกือบ 40% ของพอร์ต) กลับดิ่งลงไปทำจุดต่ำสุด ราคาต่ำกว่าตอนต้นปีถึงกว่า 30%

ในขณะเดียวกัน ดัชนีตลาดหุ้นเวียดนามกลับวิ่งขึ้นกว่า 30% ในช่วงเวลาเดียวกัน ทั้ง ๆ ที่รายได้และกำไรของ FPT ไม่ได้ลดลง เพียงแค่โตช้าลง และปริมาณงานในมือก็ลดลงเล็กน้อย

เริ่มมีเสียงในตลาดว่าพื้นฐานของ FPT อาจกำลังเปลี่ยนไป เพราะ AI กำลังจะเข้ามา Disrupt ธุรกิจหลักที่เน้นงานเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ หลายคนมองว่าในอนาคต AI จะเขียนโปรแกรมได้อย่างง่ายดาย บริษัทต่าง ๆ อาจไม่จำเป็นต้องจ้าง FPT หรืออย่างน้อยก็จ้างน้อยลง

ผมจึงเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า

  • ผมควรขายทิ้ง แล้วยอมตัดขาดทุน?

  • หรือควรถือต่อไปในฐานะนักลงทุน VI ที่เชื่อในพื้นฐานระยะยาว?

ข้อมูลเชิงลึกจริง ๆ ผมก็ไม่ได้มีมากเท่าไร และนั่นทำให้ผมเลือกที่จะถาม ChatGPT อีกครั้ง คราวนี้ไม่ใช่เรื่องสุขภาพ แต่เป็นเรื่องหุ้นและอนาคตของธุรกิจ

AI ตอบเรื่องหุ้น: ควรหนี หรือควรสู้ต่อ?

คำตอบที่ได้จาก AI สรุปง่าย ๆ คือ

“สู้ต่อ”

AI ประเมินว่าการที่ราคาหุ้น FPT ร่วงแรง น่าจะมาจากปัจจัยชั่วคราวมากกว่าจะเป็นปัญหาพื้นฐานถาวร บริษัทเองยังแข็งแกร่ง โครงสร้างธุรกิจก็ยังมีศักยภาพ และมีโอกาสพลิกกลับมาได้

คำตอบนั้นไม่ได้เป็นคำรับประกันอะไร แต่สำหรับผม มันช่วยยืนยันแนวคิดดั้งเดิมที่มีต่อ FPT และทำให้ผมกล้าถือต่อมากขึ้น

เวลาผ่านไปหลังจากนั้นไม่นาน ผลตรวจชิ้นเนื้อของผมออกมาแล้วว่า ไม่ได้เป็นมะเร็ง เรียกได้ว่าโชคดีอย่างยิ่ง

ส่วนเรื่อง FPT รายได้และกำไรเดือนกันยายน 2568 กลับมาดีขึ้นแบบโดดเด่น ปริมาณงานในมือเพิ่มขึ้นจนสูงกว่าสถิติเดิม ปัญหาเรื่องภาษีทรัมป์และภาพรวมเศรษฐกิจโลกก็เริ่มผ่อนคลาย ราคาหุ้น FPT กระโดดขึ้นมากกว่า 10% ภายในสัปดาห์เดียว กองทุนใหญ่ ๆ เริ่มกลับเข้ามาซื้ออย่างมีนัยสำคัญ

หุ้น FPT ดูเหมือนกำลังกลับมา เราคงต้องรอดูต่อไปว่า ระยะยาวแล้วมันจะให้ผลตอบแทนดีพอจะแพ้หรือชนะดัชนี

แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ทั้งสองเรื่องนี้ทำให้ผมรู้สึกว่า โชคชะตาเริ่มหันมายิ้มให้ หลังจากผ่านช่วงเวลาแย่ ๆ มาตลอด 8–9 เดือน

“ผมใช้ ผมจึงรู้” ว่า AI เปลี่ยนเกมจริง ๆ

จากการใช้ AI ช่วงสั้น ๆ ทั้งในเรื่องสุขภาพและการลงทุน ผมได้ข้อสรุปกับตัวเองว่า AI ไม่ได้เป็นแค่เทคโนโลยีใหม่ แต่มันกำลังจะเปลี่ยนโลกจริง ๆ

ศักยภาพของมันคือการรวบรวมความรู้และความเชี่ยวชาญระดับมนุษย์ชั้นนำไว้ในมือคุณ ตอบคำถามได้ลึกและกว้างในระดับที่คนธรรมดาคนเดียวจะไม่มีวันรู้ครบ

สำหรับผมแล้ว เมื่อถึงวันที่รู้สึกว่า “สู้ด้วยตัวเองไม่ไหว” ผมจะไม่ดันทุรังสู้คนเดียว แต่จะเลือก ร่วมมือกับ AI มากกว่า เพราะอนาคตของคนที่ยังแข่งขันได้ ไม่ใช่คนที่เก่งที่สุดในทุกด้าน แต่คือคนที่

“ใช้ AI เก่งกว่าคนอื่น และตั้งคำถามได้แหลมคมกว่าคนอื่น”

ผมใช้ AI แบบจริงจังแค่ไม่กี่วัน แต่คุณภาพของคำตอบและข้อมูลที่ได้ทำให้ผมตัดสินใจสมัครสมาชิกแบบจ่ายเงิน ค่าบริการเดือนละไม่ถึง 300 บาท เท่า ๆ กับค่ากาแฟสองแก้วที่ผมดื่มเป็นประจำ

พูดง่าย ๆ คือ ผมยอมจ่ายแลกกับการมี “ผู้ช่วยอัจฉริยะ” อยู่ข้างตัวตลอดเวลา

แล้วหุ้น AI ที่ราคาพุ่งทะยานล่ะ น่าซื้อจริงไหม?

เมื่อได้สัมผัสศักยภาพของ AI ด้วยตัวเอง คำถามต่อมาที่เลี่ยงไม่ได้เลยก็คือ

“ในเมื่อ AI จะเปลี่ยนโลก แล้วเราควรซื้อหุ้น AI ตอนนี้เลยไหม?”

ปัจจุบัน หุ้นของบริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับ AI กลายเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ร้อนแรงที่สุดในโลก นักลงทุนมองว่ามันจะ “ปฏิวัติโลก” และคาดหวังว่าบริษัทเหล่านี้จะโกยกำไรมหาศาลในอนาคต

แต่ปัญหาคือ ราคาหุ้นหลายตัวในกลุ่มนี้ขึ้นไปไกลมากจนเรียกได้ว่า แพงแบบสุดขอบจินตนาการ และผมมองว่าก่อนจะกระโดดตามกระแส เราควรถามให้ละเอียดกว่านั้นว่ารายได้และกำไรจริง ๆ ในอนาคตจะไปทางไหน

โมเดลรายได้ปัจจุบันของ AI: ใช้ง่าย แต่กำไรยังไม่ชัด

ตอนนี้ รายได้หลักของหลายแพลตฟอร์ม AI มาจาก

  • ค่าบริการสมาชิกรายเดือน

  • ในจำนวนนี้ คนจำนวนมากยังใช้เวอร์ชันฟรี

  • แบบจ่ายเงิน ราคาก็ถูกลงเรื่อย ๆ เหลือประมาณเดือนละไม่ถึง 300 บาทต่อคน

ในขณะเดียวกัน ต้นทุนการให้บริการต่อผู้ใช้หนึ่งคนก็ไม่ต่ำเลย โดยเฉพาะค่าไฟฟ้าและต้นทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านประมวลผล ดังนั้นในอีก 4–5 ปีข้างหน้า การให้บริการ AI แบบสาธารณะสำหรับผู้ใช้ทั่วไปอาจไม่ได้เป็น “แหล่งกำไรหลัก” ของบริษัท AI เสียด้วยซ้ำ

รายได้ในอนาคต: โอกาสสูง แต่คู่แข่งก็โหดมาก

รายได้ที่จะมีน้ำหนักมากขึ้นในอนาคต น่าจะมาจากฝั่งองค์กรและธุรกิจ เช่น

  • การพัฒนา AI แบบเฉพาะทางให้บริษัท เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพหรือลดต้นทุน

  • บริการ AI สำหรับลูกค้าธุรกิจที่ใช้งานผ่านคลาวด์เดิมอยู่แล้ว เช่น ลูกค้าของ Amazon หรือ Microsoft

ในมุมนี้ บริษัทที่มีฐานลูกค้าองค์กรจำนวนมากอยู่แล้ว ก็อาจได้เปรียบ เพราะลูกค้ามีข้อมูลและระบบอยู่ในคลาวด์นั้นแล้ว การต่อยอดใช้ AI ก็สะดวกขึ้น

อีกกลุ่มหนึ่งคือธุรกิจโฆษณา ซึ่ง AI สามารถช่วยให้ยิงโฆษณาได้ตรงกลุ่ม เป๊ะเป้าหมาย และมีประสิทธิภาพกว่าระบบเดิมมาก นี่ก็เป็นอีกสนามที่ยักษ์ใหญ่อย่าง Google อาจมีแต้มต่อจากฐานข้อมูลและผู้ลงโฆษณาจำนวนมากที่มีอยู่แล้ว

กลุ่มรายได้อีกประเภทหนึ่งคือ AI Marketplace แพลตฟอร์มที่ให้คนและบริษัทเข้ามาซื้อ-ขายบริการหรือแอป AI ต่าง ๆ โดยบริษัทเจ้าของแพลตฟอร์มเก็บค่าธรรมเนียมเหมือนนายหน้า

ฟังดูแล้วอนาคตเต็มไปด้วยโอกาส แต่ปัญหาที่ตามมาคือ

  • ยังไม่มีความชัดเจนว่ารูปแบบไหนจะกลายเป็นตัวหลัก

  • ยังไม่รู้ว่าใครจะเป็นผู้ชนะตัวจริงในแต่ละสนาม

  • ที่แน่ ๆ คือ การแข่งขันจะดุเดือดอย่างมาก

ความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่ใต้คำว่า “ปฏิวัติโลก”

ในสนาม AI ตอนนี้ ไม่ได้มีแค่บริษัทเกิดใหม่ แต่รวมไปถึงยักษ์ใหญ่ระดับโลกที่คนเรียกว่า “หุ้นเจ็ดนางฟ้า” ได้แก่

  • Microsoft

  • NVIDIA

  • Google

  • Amazon

  • Apple

  • Meta

  • Tesla

เมื่อทุกเจ้าพร้อมทุ่มสุดตัวเพื่อไม่ยอมแพ้ แนวโน้มก็คือจะมีการแข่งขันแบบ เผาเงิน อย่างรุนแรง ใช้เงินลงทุนมหาศาล วิจัยไม่หยุด พัฒนาไม่เลิก ลดราคาแข่งกันเพื่อแย่งส่วนแบ่งตลาด

นี่คือสูตรสำเร็จของการสร้างนวัตกรรมเปลี่ยนโลกก็จริง แต่ขณะเดียวกัน ก็เป็นสูตรของ วิกฤติในภาคธุรกิจ ได้เหมือนกัน เพราะสุดท้ายแล้ว

  • บางบริษัทจะไปต่อไม่ไหวและต้องถอนตัว

  • บางบริษัทอาจชนะเชิงเทคโนโลยี แต่เจ็บหนักทางการเงิน

  • ราคาหุ้นที่เคยถูกปั้นให้สูงลิ่ว มีโอกาสร่วงลงอย่างรุนแรง

ภาพนี้ชวนให้นึกถึงฟองสบู่หุ้นไฮเทคปี 2000 ที่แม้แต่หุ้นอย่าง Amazon เองยังเคยดิ่งลงไปถึง 95% ก่อนจะค่อย ๆ ฟื้นกลับมาเป็นยักษ์ใหญ่อย่างในวันนี้

ทั้งหมดนี้ไม่ได้แปลว่ามันต้องเกิดซ้ำรอยเดิมแน่นอน แต่ผมมองว่า ความเสี่ยงในธุรกิจ AI ตอนนี้สูงมากจริง ๆ และเมื่อไปเจอเข้ากับราคาหุ้นที่ “หลุดโลก” อยู่แล้ว ความเสี่ยงของการเข้าไปซื้อเพิ่มก็ยิ่งทวีคูณ

ใช้ AI ให้เต็มที่ แต่อย่าเพิ่งรีบซื้อหุ้น AI

จากทั้งประสบการณ์ส่วนตัวกับสุขภาพ การคุยกับ AI เรื่องหุ้น FPT และการมองภาพรวมของธุรกิจ AI ผมเลยสรุปท่าทีของตัวเองออกมาได้ประมาณนี้

  • ผมเชื่อว่า AI จะเปลี่ยนโลกอย่างแท้จริง

  • ผมเชื่อว่า คนที่ใช้ AI เก่ง จะได้เปรียบมากกว่าคนที่ดื้อไม่ยอมใช้

  • ผมยินดีจ่ายค่าบริการ AI เท่ากับกาแฟไม่กี่แก้วต่อเดือน เพื่อใช้มันเป็นเครื่องมือ

แต่ในฐานะนักลงทุนสายเน้นคุณค่า

  • ผมเห็นว่าธุรกิจ AI ตอนนี้ เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

  • โมเดลรายได้ระยะยาวยังไม่ลงตัว

  • การแข่งขันรุนแรงมาก และอาจลากยาวจนทำให้บางบริษัทเจ็บหนัก

  • ราคาหุ้นส่วนใหญ่ก็แพงจนความเสี่ยงล้นมือ

ดังนั้น สำหรับตัวผมเองในตอนนี้ ยังไม่พร้อมจะกระโดดเข้าไปซื้อหุ้น AI ทันที

ผมเลือกที่จะ

  • ใช้ AI ช่วยคิด ช่วยวิเคราะห์ ช่วยตัดสินใจ

  • รอดูพัฒนาการของธุรกิจและโมเดลรายได้ให้ชัดกว่านี้

  • รอให้ราคาหุ้นสะท้อนความเสี่ยงและความจริงมากกว่าความฝัน

ใช้ AI ก่อน แต่ยังไม่ต้องรีบซื้อหุ้น AI

เพราะในโลกการลงทุน การรอให้เห็นภาพชัดขึ้นอีกนิด แล้วค่อยตัดสินใจ บางครั้งอาจทำให้เราได้ผลลัพธ์ดีกว่าการวิ่งตามกระแสที่ร้อนแรงที่สุดในช่วงเวลานั้นก็เป็นได้