เปิดฉากไลน์อัปใหม่ของ MSI ใน CES 2026
MSI ยกทัพโน้ตบุ๊คเจเนอเรชันใหม่บุกงาน CES 2026 จัดเต็มทั้งสายทำงาน สายครีเอเตอร์ และเกมเมอร์ โดยมี Prestige Series โฉมใหม่ เป็นตัวชูโรง ดีไซน์ถูกปรับใหม่ตั้งแต่เส้นสายโค้งมน งานประกอบ ไปจนถึงวัสดุ เพื่อให้ตอบโจทย์มืออาชีพยุคใหม่ที่ต้องการทั้งภาพลักษณ์และประสิทธิภาพในเครื่องเดียว
ทุกโมเดลหลักขับเคลื่อนด้วย Intel Core Ultra Series 3 รุ่นล่าสุด เน้นทั้งพลังประมวลผล การใช้งาน AI และอายุการใช้งานแบตเตอรี่ที่ยาวขึ้น ในบอดี้ที่บางและหรูหรายิ่งกว่าเดิม
ฝั่งเกมมิ่ง MSI ก็ไม่ยอมน้อยหน้า เปิดตัวซีรีส์ใหม่ทั้ง Raider, Stealth, Crosshair พร้อมโครงเครื่องออกแบบใหม่ ระบบระบายความร้อนอัปเกรด และกราฟิก NVIDIA GeForce RTX 50 Series เพื่อยกระดับเฟรมเรตและงานครีเอทีฟให้สุดทาง
Prestige Series โฉมใหม่: บางขึ้น เบากว่า แต่แรงกว่าเดิม
Prestige 14 และ Prestige 16 รุ่นใหม่ถูกวางตัวเป็นโน้ตบุ๊คระดับพรีเมียมสำหรับงานธุรกิจและงานมืออาชีพที่ต้องการความคล่องตัวสูง ดีไซน์ภายนอกเปลี่ยนใหม่ทั้งชุด ใช้บอดี้ อะลูมิเนียมทั้งเครื่อง ให้สัมผัสที่แน่น พรีเมียม และทันสมัยกว่าเดิม
จุดเด่นสำคัญคือ:
Prestige 14 น้ำหนักเพียง 1.32 กก. เบาลงราว 22% เมื่อเทียบกับรุ่นก่อน
Prestige 16 ยังคงความเป็นผู้นำด้านน้ำหนักในคลาส ด้วยน้ำหนักเพียง 1.59 กก.
ใช้ชิป Intel Core Ultra Series 3 พร้อมกราฟิก Intel Arc B390 รองรับทั้งงานครีเอชั่นและการเล่นเกม AAA ระหว่างเดินทาง
ด้านแบตเตอรี่ MSI ใส่ก้อน 81Wh รองรับการดูวิดีโอ 1080p ได้นานกว่า 30 ชั่วโมง เรียกได้ว่าทำงานยาวต่อเนื่องได้หลายวันโดยแทบไม่ต้องพึ่งปลั๊ก
ระบบระบายความร้อนก็อัปเกรดเช่นกัน ใช้โซลูชันแบบ Vapor Chamber + พัดลมคู่ + ดีไซน์ Intra Flow คุมเสียงให้อยู่ต่ำกว่า 30 dBA แต่ยังรักษาประสิทธิภาพได้เต็มที่
Prestige Flip: 2-in-1 ที่จริงจังทั้งดีไซน์และการใช้งาน
รุ่น Prestige 14 และ 16 Flip ยกจุดเด่นของรุ่นฝาพับปกติมาใส่ในฟอร์มแฟกเตอร์ 2-in-1 พร้อมหน้าจอทัชสกรีน รองรับการใช้งานร่วมกับปากกา เหมาะทั้งสายจด สายสเก็ตช์ และสายพรีเซนต์งานแบบโต้ตอบ
MSI ใส่ MSI Nano Pen แบบเอ็กซ์คลูซีฟมาให้ พร้อมดีไซน์ช่องเก็บปากกาซ่อนใต้ตัวเครื่องที่ช่วยทั้งป้องกันการหล่นหายและชาร์จไฟอัตโนมัติ โดยมีรายละเอียดน่าสนใจคือ:
ชาร์จแค่ 15 วินาที ใช้งานได้สูงสุดประมาณ 45 นาที
ชาร์จเต็มในราว 30 วินาที
จุดที่น่าสนใจอีกอย่างคือการจับมือกับ Microsoft ทำให้ MSI Nano Pen รองรับฟีเจอร์ Copilot press-to-talk เพียงกดปุ่มทั้งสองด้านพร้อมกัน ก็สามารถเรียกและสั่งงาน Copilot ด้วยเสียงได้ทันที ช่วยให้การใช้งาน AI เป็นเรื่องธรรมชาติขึ้นมาก
Action Touchpad และฟีเจอร์ด้านความปลอดภัย
Prestige โฉมใหม่ยังได้ Action Touchpad รุ่นใหม่ ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นถึง 53% แถมยังมีโซน Gesture แบบปรับแต่งได้ ช่วยให้สั่งงานฟังก์ชันสำคัญ ๆ ได้รวดเร็วขึ้นโดยไม่ต้องเอื้อมถึงคีย์ลัดบนแป้นพิมพ์
ด้านความปลอดภัยจัดเต็มในระดับองค์กร เช่น
TPM 2.0
Windows Hello ทั้งสแกนนิ้วและสแกนใบหน้า
Smart Guard ล็อกตัวเครื่องอัตโนมัติเมื่อผู้ใช้เดินออกจากหน้าจอ
ส่วนหน้าจอใช้พาเนล OLED 2.8K 120Hz รองรับ VRR และได้รับการรับรอง DisplayHDR True Black 1000 ภาพคม สีดำลึก และการตอบสนองลื่นไหล เหมาะทั้งงานภาพและความบันเทิงระดับจริงจัง
ด้วยการผสมระหว่างแรง ประหยัด พกง่าย และงานประกอบระดับสูง Prestige 14/16 เจเนอเรชันใหม่ กลายเป็นมาตรฐานใหม่ของโน้ตบุ๊คสายธุรกิจที่เน้นความพรีเมียมอย่างแท้จริง
Prestige 13 AI+: เบาไม่เกรงใจใคร แต่สเปกยังจัดเต็ม
Prestige 13 AI+ คือโมเดลที่เน้นความเบาเป็นพิเศษ โดยลดน้ำหนักลงเหลือเพียง 899 กรัม ในบอดี้ 13 นิ้วที่ใช้วัสดุผสม แมกนีเซียม–อะลูมิเนียม ทำให้กลายเป็นหนึ่งในโน้ตบุ๊ค 13 นิ้วที่เบาที่สุดในโลกในกลุ่มนี้
ถึงจะเบา แต่เรื่องแรงไม่ถอย เพราะใช้ชิป Intel Core Ultra Series 3 เช่นเดียวกับรุ่นพี่ในซีรีส์ มาพร้อมระบบรักษาความปลอดภัยระดับองค์กร และประสิทธิภาพที่ออกแบบมาสำหรับสายธุรกิจที่ต้องวิ่งระหว่างที่ทำงาน–ที่บ้าน–สนามบิน แต่ยังต้องการเครื่องที่ไว้ใจได้ทุกสถานการณ์
คีย์เวิร์ดของรุ่นนี้คือ “พกไปได้ทุกที่โดยไม่ต้องคิด แต่ยังทำงานได้เต็มกำลัง”
Modern 14S & 16S: งานพรีเมียมที่คนทั่วไปเอื้อมถึง
ซีรีส์ Modern 14S และ 16S ถูกออกแบบมาเพื่อให้คนทั่วไปเข้าถึงดีไซน์และงานประกอบระดับสูงได้ง่ายขึ้น ในราคาและฟีเจอร์ที่เป็นมิตรกว่า Prestige
จุดเด่นของ Modern S รุ่นใหม่ ได้แก่:
ดีไซน์โค้งมนขึ้น ใช้โลหะในโครงสร้างมากขึ้น ให้ความรู้สึกพรีเมียมทั้งภาพและสัมผัส
ขับเคลื่อนด้วย Intel Core Ultra Series 3 เช่นกัน
มี สล็อต RAM คู่ ทุกโมเดล เพิ่ม–อัปเกรดในอนาคตได้สบาย
ด้านการเชื่อมต่อก็จัดมาให้ครบตามสไตล์เครื่องทำงาน:
USB-A
USB-C (รองรับทั้งชาร์จและ Display Output)
HDMI
RJ-45 LAN
ช่องอ่าน Micro SD
แม้ใส่พอร์ตมาแน่น แต่ตัวเครื่องยังคงเน้นความบางเบา:
บอดี้อะลูมิเนียมบางเพียง 11.1 มม.
น้ำหนักเริ่มต้นราว 1.3 กก. (Modern 14S รุ่นจอ OLED)
เรียกได้ว่าเป็นโน้ตบุ๊คสาย All-round ที่เน้นความคล่องตัว เหมาะสำหรับทั้งนักเรียน คนทำงานสายครีเอทีฟเบา ๆ และผู้ใช้ทั่วไปที่ต้องการเครื่องสวย พกสะดวก แต่ไม่อยากหนีจากพอร์ตเต็ม ๆ
Raider 16 Max HX & Raider 16 HX: ยัด 300W ลงโน้ตบุ๊คไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ
ฝั่งเกมมิ่ง MSI ดันซีรีส์ Raider ให้สุดขอบมากขึ้นไปอีกกับ Raider 16 Max HX ที่ถูกวางให้เป็นโน้ตบุ๊คเกมมิ่งสำหรับสายฮาร์ดคอร์ที่อยากได้พลังระดับเดสก์ท็อปในตัวเครื่องที่กะทัดรัดขึ้น
จุดที่โหดที่สุดคือ:
ระบบสามารถจ่ายพลังงานรวมได้สูงสุดถึง 300W ภายใต้โหลดเต็ม
จ่ายไฟให้กราฟิก RTX 5090 หรือ RTX 5080 ได้สูงสุด 175W
พร้อมกันกับจ่าย 125W ให้ชิป Intel Core Ultra 200HX
ผลลัพธ์คือมันถูกวางให้เป็นหนึ่งในโน้ตบุ๊คเกมมิ่งที่ทรงพลังที่สุดในโลก ณ เวลานี้
เพื่อรองรับพลังระดับนี้ MSI จึงจัดชุดระบายความร้อน Cooler Boost Trinity + Intra Flow รุ่นใหม่ ประกอบด้วย:
พัดลม 3 ตัว
ฮีตไปป์ 6 เส้น
ช่องระบายอากาศ 5 จุด
ใช้ Phase-change thermal compound เพิ่มประสิทธิภาพการถ่ายเทความร้อน
ไม่ว่าจะเล่นเกม AAA ปรับสุด สตรีม สร้างคอนเทนต์ หรือทำงานหนักพร้อมกัน เสียงพัดลมยังถูกควบคุมให้ไม่หนวกหูจนเกินไป
ด้านอัปเกรดก็ถูกคิดมาแล้ว ใช้ฝาหลังแบบ Quick-access ที่เปิดเฉพาะส่วนเพื่อเพิ่ม RAM และ SSD ได้ง่าย รองรับทั้ง DDR5 และ PCIe Gen5 SSD เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับเกมและแอปยุคถัดไป
หน้าจอของ Raider 16 Max HX เป็น OLED 2.5K 240Hz รองรับ VESA DisplayHDR True Black 1000 และมาตรฐาน SGS Low Blue Light เหมาะทั้งงานแข่งเกมและงานครีเอทีฟที่ต้องการสีแม่น รายละเอียดสูง และการเคลื่อนไหวลื่นสุด ๆ
Stealth 16 AI+: บางหล่อ พกง่าย แต่ข้างในดุ
ซีรีส์ Stealth ของ MSI คือคำตอบของเกมเมอร์และครีเอเตอร์ที่ต้องการพลังระดับสูงแต่ไม่อยากแบกเครื่องหนา ๆ และรุ่น Stealth 16 AI+ ก็คือการผลักแนวคิดนี้ไปอีกขั้น
ไฮไลต์ของรุ่นนี้คือ:
ตัวเครื่องบางเพียง 16.6 มม.
น้ำหนักไม่ถึง 2 กก.
บอดี้อะลูมิเนียมเต็มใบ สีเทาเข้มโทนมืออาชีพ
แบตเตอรี่ 90Wh ใช้งานได้ยาวสำหรับทั้งงานและความบันเทิง
แม้จะบาง แต่ระบบระบายความร้อนกลับถูกอัปเกรดด้วย Cooler Boost + Intra Flow รุ่นใหม่ และช่องระบายอากาศหลายทิศทาง ช่วยดันพลังจ่ายให้กราฟิก RTX 50 Series เพิ่มขึ้นได้อีกประมาณ 20W เมื่อเทียบกับเจเนอเรชันก่อน ทำให้ประสิทธิภาพโดยรวมขยับขึ้นอย่างชัดเจน
ด้านการเชื่อมต่อก็จัดเต็มแบบไม่กั๊ก:
USB-A x2
Thunderbolt 4 x2
HDMI 2.1
RJ-45 LAN
ภายในยังรองรับ สล็อต RAM และ SSD แบบคู่ สำหรับผู้ใช้ที่ต้องการอัปเกรดยาว ๆ ทำให้ Stealth 16 AI+ เป็นเครื่องที่พกไปได้ทุกที่ แต่ยังมีสเปซให้โตไปพร้อมกับงานและเกมใหม่ ๆ ในอนาคต
Crosshair 16 Max HX & Crosshair 16 HX: อาวุธหนักสายเกมเมอร์อีสปอร์ต
ซีรีส์ Crosshair โฉมใหม่ถูกจูนมาเพื่อเกมเมอร์สายอีสปอร์ตที่ต้องการทั้งเฟรมเรตสูง การตอบสนองไว และดีไซน์สายดุดันแบบเกมมิ่งเต็มตัว
ด้านสเปกหลัก:
ใช้ชิป Intel Core Ultra 200HX
กราฟิก NVIDIA GeForce RTX 50 Series
ระบบระบายความร้อน Cooler Boost + Quad-vent ปลดปล่อยพลังรวมได้สูงสุด 200W เพิ่มจากรุ่นก่อนถึง 30W
ตัวเลือกหน้าจอมีพาเนล OLED QHD+ 165Hz รองรับภาพคม สีสด และการเคลื่อนไหวที่ลื่น รองรับทั้งเกมแข่งขันและงานคอนเทนต์ที่ต้องการความสมจริงและความเที่ยงตรงของสี
พอร์ตต่าง ๆ ถูกจัดวางใหม่เพื่อช่วยจัดโต๊ะให้เรียบร้อยขึ้น โดย:
มี USB-A จำนวน 3 พอร์ต
USB-C จำนวน 2 พอร์ต (รวม Thunderbolt 4)
พอร์ต HDMI และ RJ-45 LAN ถูกย้ายไปด้านหลังตัวเครื่อง ช่วยให้การเดินสายดูสะอาดตาและสะดวกเมื่อใช้กับมอนิเตอร์แยก
เอกลักษณ์อย่าง RGB Crosshair ก็ยังอยู่ พร้อมอัปเกรดเป็นคีย์บอร์ดไฟ RGB แบบ 24 โซน ที่ปรับแต่งได้อิสระ ช่วยให้ผู้เล่นปรับ mood & tone ของเครื่องให้เข้ากับสไตล์ตัวเอง และเพิ่ม FPS = Fun Per Second ไปในตัว
Claw 8 AI+ Glacier Blue Edition: แฮนด์เฮลด์โทนน้ำแข็งสายอีสปอร์ต
ฝั่งเกมมิ่งแฮนด์เฮลด์ MSI ขยายไลน์ด้วย Claw 8 AI+ Glacier Blue Edition รุ่นพิเศษที่มาในโทนสี Glacier Blue ไล่เฉดแบบน้ำแข็งบนตัวเครื่องทรงโค้ง สร้างมิติภาพที่ดูทั้งล้ำและดุดันในสไตล์อีสปอร์ต
แม้จะเปลี่ยนโทนสี แต่ด้านสเปกยังคงความเป็นแฟลกชิปของ Claw 8 AI+ ไว้ครบ:
ชิป Intel Core Ultra 200V
กราฟิก Arc Xe2 ที่ออกแบบมาสำหรับเครื่องพกพา แต่ยังให้เฟรมเรตระดับเล่นจริงจังได้
รุ่นนี้ถูกวางตัวเป็นแฮนด์เฮลด์ที่ทั้งดีไซน์โดดเด่น พลังพอสำหรับเกมใหญ่ ๆ และตอบโจทย์เกมเมอร์ที่อยากได้อุปกรณ์เล่นเกมนอกบ้านที่ไม่เหมือนใคร
สรุป: MSI ดันทุกไลน์ให้สุดทั้งเกมมิ่งและทำงาน
จากไลน์อัปใน CES 2026 จะเห็นได้ว่า MSI ไม่ได้โฟกัสแค่ฝั่งเกมมิ่งหรือฝั่งธุรกิจฝ่ายเดียว แต่เลือกดันทุกเซ็กเมนต์ขึ้นไปทั้งแพ็ก:
Prestige / Prestige Flip / Prestige 13 AI+ เน้นสายมืออาชีพและธุรกิจที่ต้องการความบางเบาแต่ไม่ยอมลดทอนประสิทธิภาพ
Modern S Series เจาะผู้ใช้ทั่วไปที่อยากได้ดีไซน์ทันสมัย งานประกอบพรีเมียม ในราคาเข้าถึงง่ายกว่า
Raider / Stealth / Crosshair ยกระดับโน้ตบุ๊คเกมมิ่งด้วยพลังที่ใกล้เคียงเดสก์ท็อป การระบายความร้อนที่จริงจัง และฟีเจอร์ที่ตอบโจทย์ทั้งเกมเมอร์และครีเอเตอร์
Claw 8 AI+ Glacier Blue ขยายจักรวาลเกมมิ่งไปสู่แฮนด์เฮลด์ ด้วยดีไซน์ใหม่ที่สะดุดตายิ่งขึ้น
สำหรับสายเกมเมอร์และอีสปอร์ต นี่คือสัญญาณชัดเจนว่า ยุคที่โน้ตบุ๊คบางเบา แต่แรงพอจะเล่นทุกเกมและทำทุกงานแบบไม่ต้องต่อเดสก์ท็อป กำลังจะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ และ MSI คือหนึ่งในแบรนด์ที่กำลังลากเส้นมาตรฐานนั้นให้สูงขึ้นกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด

