ถ้าเคยรู้สึกว่า ChatGPT บางวันพูดดีเกินไป ดีใจแทนเก่งเกิน หรือบางครั้งก็เย็นชาเหมือนคุยกับระบบอัตโนมัติ วันนี้อาจต้องเปลี่ยนความคิดใหม่ เพราะ OpenAI เพิ่งปล่อยอัปเดตที่ทำให้ผู้ใช้ “กำหนดนิสัย” ของ ChatGPT ได้เองแบบละเอียด ไม่ต้องมานั่งสั่งใหม่ทุกแชตอีกต่อไป
นี่ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนโทนคำพูดเล็ก ๆ แต่เป็นการยกระดับประสบการณ์ใช้งาน AI ให้เข้าใกล้คำว่า “ปรับให้เข้ากับคนใช้จริง ๆ” มากขึ้น และอาจเป็นหมากสำคัญที่ทำให้ ChatGPT กลายเป็นเครื่องมือที่ทั้งมืออาชีพและสายชิลใช้งานได้สบายใจขึ้นกว่าเดิม
ฟีเจอร์ใหม่ของ ChatGPT ปรับอะไรได้บ้าง
OpenAI เพิ่มเมนูใหม่ชื่อ Characteristics อยู่ในส่วน Personalization ของ ChatGPT ซึ่งเป็นที่เดียวกับการตั้งค่าสไตล์และ Custom Instructions เดิม
ในหน้านี้ ผู้ใช้สามารถปรับได้หลัก ๆ คือ
Warmth (ความอบอุ่นในการสื่อสาร)
Enthusiasm (ระดับความกระตือรือร้น / ความตื่นเต้น)
Emoji usage (การใช้ emoji)
แต่ละหัวข้อเลือกได้ 3 ระดับ
More
Default
Less
ผลลัพธ์คือ ChatGPT จะเปลี่ยนน้ำเสียงตามที่ตั้งไว้แบบถาวร ใช้กับทุกแชต ไม่ต้องคอยกำชับซ้ำ ๆ ว่า “ช่วยพูดทางการหน่อย” หรือ “ไม่ต้องใส่อีโมจิ”

ไม่ได้มาแทน Preset เดิม แต่ทำงานร่วมกัน
ก่อนหน้านี้ ChatGPT มีโทนหลักให้เลือกอยู่แล้ว เช่น
Professional
Candid
Quirky
ฟีเจอร์ใหม่นี้ไม่ได้ลบของเดิม แต่ทำหน้าที่เหมือน ตัวจูนละเอียด
เช่น
เลือก Professional แต่ลด Enthusiasm
เลือก Candid แต่เพิ่ม Warmth
เลือก Quirky แต่ตัด emoji ออก
เหมือนตั้งคาแรคเตอร์ AI ส่วนตัวแบบไม่ต้องเขียน prompt ยาว ๆ ทุกครั้ง
OpenAI ระบุว่า GPT-5.1 ถูกปรับให้ “เชื่อฟัง” การตั้งค่าส่วนบุคคลได้ดีขึ้น และที่สำคัญคือ การตั้งค่านี้มีผลกับแชตเก่าและใหม่ทันที ซึ่งต่างจากพฤติกรรมเดิมที่มักมีผลแค่แชตใหม่
ทำไม OpenAI ต้องทำฟีเจอร์นี้
เหตุผลหลักมาจากเสียงบ่นของผู้ใช้จำนวนมาก
บางกลุ่มรู้สึกว่า
ChatGPT ชมเก่งเกิน
ตอบแบบแฮปปี้จนดูไม่จริงใจ
ไม่เหมาะกับงานจริงจังหรือเรื่องอ่อนไหว
โดยเฉพาะในบริบทอย่าง
งานมืออาชีพ
อีเมลธุรกิจ
คำปรึกษาด้านสุขภาพจิต
โทนที่เป็นมิตรเกินไป อาจทำให้ผู้ใช้รู้สึกไม่สบายใจ หรือไม่มั่นใจในความเป็นกลางของคำตอบ
การย้าย “บุคลิก” มาอยู่ในเมนูตั้งค่าแบบถาวร ทำให้ผู้ใช้เป็นคนกำหนดเองว่าอยากได้ AI แบบไหน แทนที่จะถูกบังคับด้วยค่าเริ่มต้นของระบบ
จากมุมผลิตภัณฑ์ นี่คือการแก้เกมที่ฉลาด
แทนที่ OpenAI จะเปลี่ยนบุคลิกพื้นฐานของโมเดลทั้งหมด (ซึ่งเสี่ยงโดนดราม่าจากอีกฝั่ง) วิธีนี้ช่วยให้
สายจริงจัง ได้ AI ที่นิ่งขึ้น
สายคุยเล่น ยังได้ความเป็นกันเอง
ไม่ต้องแยกโมเดล
เก็บข้อมูลเชิงพฤติกรรมผู้ใช้ได้ชัดขึ้น
พูดง่าย ๆ คือ ลดเสียงบ่นโดยไม่ต้องเปลี่ยนแก่นของ AI
ผลกระทบต่อการใช้งานจริง
สายทำงาน
ตั้งโทนทางการ
ลด enthusiasm
ลด emoji
เหมาะกับงานเอกสาร อีเมล รายงาน
สายครีเอเตอร์ / คอนเทนต์
เพิ่ม warmth
เพิ่ม enthusiasm
เปิด emoji
ช่วยให้ไอเดียสดขึ้น เขียนสนุกขึ้น
สายใช้งานทั่วไป
ได้ AI ที่ “ถูกจริต” มากขึ้น
ไม่ต้องเสียเวลาแก้โทนทุกแชต
ทั้งหมดนี้ทำให้ ChatGPT เข้าใกล้การเป็น “ผู้ช่วยส่วนตัว” มากกว่าเดิม ไม่ใช่แค่เครื่องตอบคำถาม
ฟีเจอร์นี้เปิดให้ใช้แล้วหรือยัง
OpenAI ระบุว่า
เริ่มทยอยเปิดให้ผู้ใช้บางกลุ่ม
เป็นการทดลองแบบค่อยเป็นค่อยไป
อยู่ในแอป ChatGPT โดยตรง
ยังไม่เกี่ยวกับ OpenAI API สำหรับนักพัฒนา
ใครเห็นเมนูนี้แล้ว แปลว่าอยู่ในกลุ่มทดลองเรียบร้อย
แล้วอนาคตจะไปทางไหนต่อ
ทิศทางต่อไปที่น่าจับตา
เพิ่มลักษณะอื่น เช่น ความเป็นทางการ ความกระชับ
ปรับตามบริบทอัตโนมัติ (เขียนโค้ด vs คุยเรื่องส่วนตัว)
การตั้งค่าแบบองค์กร สำหรับลูกค้า Enterprise
ความชัดเจนด้านความปลอดภัย โดยเฉพาะเรื่องสุขภาพจิต
ในตลาดที่ AI แข่งกันดุเดือด รายละเอียดเล็ก ๆ แบบ “น้ำเสียง” อาจกลายเป็นตัวตัดสินใจเลือกแพลตฟอร์มในอนาคต
สรุป: ChatGPT กำลังก้าวจาก AI กลาง ๆ สู่ AI ที่เลือกนิสัยได้
การเพิ่มตัวปรับ Warmth, Enthusiasm และ Emoji ไม่ใช่แค่ของเล่นใหม่ แต่สะท้อนว่า OpenAI เริ่มมอง AI เป็นเครื่องมือที่ต้อง เข้ากับคน มากกว่าที่คนต้องปรับตัวเข้าหา AI
และในโลกที่การสื่อสารสำคัญพอ ๆ กับเนื้อหา
น้ำเสียง อารมณ์ และความรู้สึก
อาจเป็นสิ่งที่ทำให้ AI ตัวหนึ่ง “น่าใช้กว่า” อีกตัวโดยไม่ต้องเก่งกว่าเลยก็ได้
ที่มา techcrunch

