รับแอปรับแอป

ChatGPT ปรับนิสัยได้แล้ว OpenAI ปล่อยตัวปรับโทนละเอียด เลือกได้เลยจะให้อบอุ่น แฮปปี้ หรือทางการแค่ไหน

พีรวิชญ์ สุวรรณดี12-22

ถ้าเคยรู้สึกว่า ChatGPT บางวันพูดดีเกินไป ดีใจแทนเก่งเกิน หรือบางครั้งก็เย็นชาเหมือนคุยกับระบบอัตโนมัติ วันนี้อาจต้องเปลี่ยนความคิดใหม่ เพราะ OpenAI เพิ่งปล่อยอัปเดตที่ทำให้ผู้ใช้ “กำหนดนิสัย” ของ ChatGPT ได้เองแบบละเอียด ไม่ต้องมานั่งสั่งใหม่ทุกแชตอีกต่อไป

นี่ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนโทนคำพูดเล็ก ๆ แต่เป็นการยกระดับประสบการณ์ใช้งาน AI ให้เข้าใกล้คำว่า “ปรับให้เข้ากับคนใช้จริง ๆ” มากขึ้น และอาจเป็นหมากสำคัญที่ทำให้ ChatGPT กลายเป็นเครื่องมือที่ทั้งมืออาชีพและสายชิลใช้งานได้สบายใจขึ้นกว่าเดิม


ฟีเจอร์ใหม่ของ ChatGPT ปรับอะไรได้บ้าง

OpenAI เพิ่มเมนูใหม่ชื่อ Characteristics อยู่ในส่วน Personalization ของ ChatGPT ซึ่งเป็นที่เดียวกับการตั้งค่าสไตล์และ Custom Instructions เดิม

ในหน้านี้ ผู้ใช้สามารถปรับได้หลัก ๆ คือ

  • Warmth (ความอบอุ่นในการสื่อสาร)

  • Enthusiasm (ระดับความกระตือรือร้น / ความตื่นเต้น)

  • Emoji usage (การใช้ emoji)

แต่ละหัวข้อเลือกได้ 3 ระดับ

  • More

  • Default

  • Less

ผลลัพธ์คือ ChatGPT จะเปลี่ยนน้ำเสียงตามที่ตั้งไว้แบบถาวร ใช้กับทุกแชต ไม่ต้องคอยกำชับซ้ำ ๆ ว่า “ช่วยพูดทางการหน่อย” หรือ “ไม่ต้องใส่อีโมจิ”


ไม่ได้มาแทน Preset เดิม แต่ทำงานร่วมกัน

ก่อนหน้านี้ ChatGPT มีโทนหลักให้เลือกอยู่แล้ว เช่น

  • Professional

  • Candid

  • Quirky

ฟีเจอร์ใหม่นี้ไม่ได้ลบของเดิม แต่ทำหน้าที่เหมือน ตัวจูนละเอียด
เช่น

  • เลือก Professional แต่ลด Enthusiasm

  • เลือก Candid แต่เพิ่ม Warmth

  • เลือก Quirky แต่ตัด emoji ออก

เหมือนตั้งคาแรคเตอร์ AI ส่วนตัวแบบไม่ต้องเขียน prompt ยาว ๆ ทุกครั้ง

OpenAI ระบุว่า GPT-5.1 ถูกปรับให้ “เชื่อฟัง” การตั้งค่าส่วนบุคคลได้ดีขึ้น และที่สำคัญคือ การตั้งค่านี้มีผลกับแชตเก่าและใหม่ทันที ซึ่งต่างจากพฤติกรรมเดิมที่มักมีผลแค่แชตใหม่


ทำไม OpenAI ต้องทำฟีเจอร์นี้

เหตุผลหลักมาจากเสียงบ่นของผู้ใช้จำนวนมาก

บางกลุ่มรู้สึกว่า

  • ChatGPT ชมเก่งเกิน

  • ตอบแบบแฮปปี้จนดูไม่จริงใจ

  • ไม่เหมาะกับงานจริงจังหรือเรื่องอ่อนไหว

โดยเฉพาะในบริบทอย่าง

  • งานมืออาชีพ

  • อีเมลธุรกิจ

  • คำปรึกษาด้านสุขภาพจิต

โทนที่เป็นมิตรเกินไป อาจทำให้ผู้ใช้รู้สึกไม่สบายใจ หรือไม่มั่นใจในความเป็นกลางของคำตอบ

การย้าย “บุคลิก” มาอยู่ในเมนูตั้งค่าแบบถาวร ทำให้ผู้ใช้เป็นคนกำหนดเองว่าอยากได้ AI แบบไหน แทนที่จะถูกบังคับด้วยค่าเริ่มต้นของระบบ


จากมุมผลิตภัณฑ์ นี่คือการแก้เกมที่ฉลาด

แทนที่ OpenAI จะเปลี่ยนบุคลิกพื้นฐานของโมเดลทั้งหมด (ซึ่งเสี่ยงโดนดราม่าจากอีกฝั่ง) วิธีนี้ช่วยให้

  • สายจริงจัง ได้ AI ที่นิ่งขึ้น

  • สายคุยเล่น ยังได้ความเป็นกันเอง

  • ไม่ต้องแยกโมเดล

  • เก็บข้อมูลเชิงพฤติกรรมผู้ใช้ได้ชัดขึ้น

พูดง่าย ๆ คือ ลดเสียงบ่นโดยไม่ต้องเปลี่ยนแก่นของ AI


ผลกระทบต่อการใช้งานจริง

สายทำงาน

  • ตั้งโทนทางการ

  • ลด enthusiasm

  • ลด emoji
    เหมาะกับงานเอกสาร อีเมล รายงาน

สายครีเอเตอร์ / คอนเทนต์

  • เพิ่ม warmth

  • เพิ่ม enthusiasm

  • เปิด emoji
    ช่วยให้ไอเดียสดขึ้น เขียนสนุกขึ้น

สายใช้งานทั่วไป

  • ได้ AI ที่ “ถูกจริต” มากขึ้น

  • ไม่ต้องเสียเวลาแก้โทนทุกแชต

ทั้งหมดนี้ทำให้ ChatGPT เข้าใกล้การเป็น “ผู้ช่วยส่วนตัว” มากกว่าเดิม ไม่ใช่แค่เครื่องตอบคำถาม


ฟีเจอร์นี้เปิดให้ใช้แล้วหรือยัง

OpenAI ระบุว่า

  • เริ่มทยอยเปิดให้ผู้ใช้บางกลุ่ม

  • เป็นการทดลองแบบค่อยเป็นค่อยไป

  • อยู่ในแอป ChatGPT โดยตรง

  • ยังไม่เกี่ยวกับ OpenAI API สำหรับนักพัฒนา

ใครเห็นเมนูนี้แล้ว แปลว่าอยู่ในกลุ่มทดลองเรียบร้อย


แล้วอนาคตจะไปทางไหนต่อ

ทิศทางต่อไปที่น่าจับตา

  • เพิ่มลักษณะอื่น เช่น ความเป็นทางการ ความกระชับ

  • ปรับตามบริบทอัตโนมัติ (เขียนโค้ด vs คุยเรื่องส่วนตัว)

  • การตั้งค่าแบบองค์กร สำหรับลูกค้า Enterprise

  • ความชัดเจนด้านความปลอดภัย โดยเฉพาะเรื่องสุขภาพจิต

ในตลาดที่ AI แข่งกันดุเดือด รายละเอียดเล็ก ๆ แบบ “น้ำเสียง” อาจกลายเป็นตัวตัดสินใจเลือกแพลตฟอร์มในอนาคต


สรุป: ChatGPT กำลังก้าวจาก AI กลาง ๆ สู่ AI ที่เลือกนิสัยได้

การเพิ่มตัวปรับ Warmth, Enthusiasm และ Emoji ไม่ใช่แค่ของเล่นใหม่ แต่สะท้อนว่า OpenAI เริ่มมอง AI เป็นเครื่องมือที่ต้อง เข้ากับคน มากกว่าที่คนต้องปรับตัวเข้าหา AI

และในโลกที่การสื่อสารสำคัญพอ ๆ กับเนื้อหา
น้ำเสียง อารมณ์ และความรู้สึก
อาจเป็นสิ่งที่ทำให้ AI ตัวหนึ่ง “น่าใช้กว่า” อีกตัวโดยไม่ต้องเก่งกว่าเลยก็ได้

ที่มา techcrunch