OpenAI เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ล่าสุดในชื่อ ChatGPT Health พื้นที่เฉพาะภายใน ChatGPT ที่ออกแบบมาเพื่อการพูดคุยเรื่องสุขภาพและการดูแลร่างกายโดยตรง โดยผู้ใช้สามารถเชื่อมต่อข้อมูลจากแอปสุขภาพและไลฟ์สไตล์ยอดนิยม แล้วถามคำถามเกี่ยวกับสุขภาพของตัวเองได้แบบครบจบในที่เดียว
การเปิดตัวครั้งนี้สะท้อนให้เห็นชัดว่า OpenAI ต้องการให้ ChatGPT มีบทบาทมากขึ้นในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะในเรื่องสุขภาพและการดูแลตัวเอง ซึ่งเป็นหัวข้อที่ผู้ใช้งานจำนวนมากถามอยู่แล้ว
ChatGPT Health คืออะไร และต่างจาก ChatGPT ปกติอย่างไร
ChatGPT Health คือโหมดพิเศษภายใน ChatGPT ที่ถูกออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับการสนทนาเกี่ยวกับสุขภาพและสุขภาวะ (Health & Wellness)
OpenAI ระบุว่า ChatGPT Health ถูกพัฒนาขึ้นจากการทำงานร่วมกับแพทย์อย่างใกล้ชิด เพื่อช่วยให้ผู้ใช้งาน
เข้าใจข้อมูลสุขภาพของตัวเองได้ง่ายขึ้น
มีส่วนร่วมกับการดูแลสุขภาพมากขึ้น
ใช้ ChatGPT อย่างปลอดภัยในบริบทที่ละเอียดอ่อน
Health จะเป็นพื้นที่แยกต่างหากจากการใช้งานทั่วไป และสามารถเลือกเข้าใช้งานได้จากเมนูด้านข้าง (Sidebar) ภายใน ChatGPT
รองรับการเชื่อมต่อแอปสุขภาพและไลฟ์สไตล์หลายแพลตฟอร์ม
หนึ่งในจุดเด่นของ ChatGPT Health คือการเชื่อมต่อกับบริการยอดนิยมด้านสุขภาพและการใช้ชีวิต ได้แก่
Apple Health
MyFitnessPal
Function
Weight Watchers
AllTrails
Instacart
Peloton
เมื่อเชื่อมต่อแล้ว ผู้ใช้สามารถถามคำถามโดยอ้างอิงจากข้อมูลจริงของตัวเอง เช่น ข้อมูลการออกกำลังกาย โภชนาการ หรือกิจกรรมในชีวิตประจำวัน ซึ่งช่วยให้คำตอบมีบริบทและเข้าใจง่ายขึ้น

ทำไม OpenAI ถึงจริงจังกับ Health ขนาดนี้
OpenAI เปิดเผยว่า จากการวิเคราะห์บทสนทนาแบบไม่ระบุตัวตน (de-identified analysis of conversations) พบว่ามีผู้คนมากกว่า 230 ล้านคนทั่วโลก ใช้ ChatGPT ถามเรื่องสุขภาพและสุขภาวะอยู่แล้ว
ChatGPT Health จึงถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นพื้นที่ที่
ปลอดภัยกว่า
เหมาะสมกว่า
และออกแบบมาเฉพาะสำหรับข้อมูลด้านสุขภาพ
แทนที่จะให้ผู้ใช้ถามเรื่องสุขภาพกระจายอยู่ในแชตทั่วไป
ความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยคือหัวใจสำคัญ
หนึ่งในประเด็นที่ OpenAI เน้นย้ำอย่างชัดเจนคือเรื่อง ความเป็นส่วนตัวของข้อมูลสุขภาพ
ChatGPT Health ใช้
Purpose-built encryption (ระบบเข้ารหัสที่ออกแบบมาเฉพาะ)
Isolation หรือการแยกข้อมูลสุขภาพออกจากแชตประเภทอื่น
OpenAI ระบุชัดว่า
บทสนทนาใน Health จะไม่ถูกนำไปใช้ฝึกโมเดล AI
ผู้ใช้สามารถเพิ่มความปลอดภัยได้ด้วยการเปิด Multi-Factor Authentication (MFA)
ทั้งหมดนี้ถูกออกแบบมาเพื่อให้การพูดคุยเรื่องสุขภาพมีความเป็นส่วนตัวและได้รับการปกป้องมากที่สุด
เชื่อมเวชระเบียนได้ ผ่านพันธมิตร b.well (เฉพาะสหรัฐฯ)
สำหรับผู้ใช้ในสหรัฐอเมริกา OpenAI ยังร่วมมือกับ b.well ซึ่งถูกอธิบายว่าเป็นเครือข่ายข้อมูลสุขภาพสำหรับผู้บริโภคที่ใหญ่และปลอดภัยที่สุดในสหรัฐฯ
b.well ปฏิบัติตามมาตรฐานด้านความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวระดับสูง และเปิดทางให้ผู้ใช้สามารถ
เชื่อมต่อข้อมูลเวชระเบียน
ใช้ ChatGPT Health ช่วยทำความเข้าใจข้อมูลทางการแพทย์ได้ง่ายขึ้น
อย่างไรก็ตาม ฟีเจอร์เชื่อมต่อเวชระเบียนนี้ รองรับเฉพาะในสหรัฐอเมริกาเท่านั้น
ChatGPT Health ทำอะไรได้บ้าง
โมเดล Health ถูกออกแบบมาให้ช่วยงานด้านสุขภาพในหลายรูปแบบ เช่น
อธิบายผลตรวจแลปหรือผลตรวจสุขภาพด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย
ช่วยเตรียมคำถามสำหรับไปพบแพทย์
ตีความข้อมูลจากอุปกรณ์สวมใส่และแอปสุขภาพ
สรุปคำแนะนำหรือขั้นตอนการดูแลตัวเองจากแพทย์
ทั้งหมดนี้มีเป้าหมายเพื่อช่วยให้ผู้ใช้เข้าใจสุขภาพของตัวเองดีขึ้น ไม่ใช่เพื่อทดแทนแพทย์หรือการรักษา
ใครใช้งานได้แล้วบ้าง
ChatGPT Health เปิดให้ใช้งานแล้วกับ
กลุ่มผู้ใช้ระยะแรก (Early Users)
เฉพาะพื้นที่นอก สหภาพยุโรป (EEA), สวิตเซอร์แลนด์ และสหราชอาณาจักร
ขณะที่การเชื่อมต่อเวชระเบียนยังคงจำกัดเฉพาะผู้ใช้ในสหรัฐฯ เท่านั้น
บทสรุป: ChatGPT กำลังก้าวสู่บทบาทผู้ช่วยด้านสุขภาพ
การเปิดตัว ChatGPT Health แสดงให้เห็นชัดว่า OpenAI ต้องการยกระดับ ChatGPT จากแชตบอทอเนกประสงค์ ไปสู่ผู้ช่วยเฉพาะทางในด้านที่ผู้คนใช้งานจริงมากที่สุดอย่าง “สุขภาพ”
ด้วยการเชื่อมต่อข้อมูลจริง ระบบความปลอดภัยที่แยกออกมาโดยเฉพาะ และการยืนยันว่าจะไม่ใช้ข้อมูลสุขภาพไปฝึกโมเดล AI ChatGPT Health จึงเป็นอีกก้าวสำคัญของ AI ในชีวิตประจำวัน
อย่างไรก็ตาม การใช้งานยังคงต้องอยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจว่า AI คือผู้ช่วย ไม่ใช่แพทย์ และการดูแลสุขภาพที่ดีที่สุด ยังคงต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญควบคู่กันไป

