รับแอปรับแอป

10 ปีจักรวาลซีรีส์วายไทย: จากคู่รองในจอ สู่ Soft Power ที่แฟนมีตไปไกลถึงอิตาลี

วรัญญา แสงทอง01-31

10 ปีจักรวาลวายไทย: จาก 2 เรื่องสู่ 253 เรื่อง

ตลอดช่วงปี 2014-2023 จักรวาลซีรีส์วายไทยเติบโตแบบก้าวกระโดด จากซีรีส์เพียงไม่กี่เรื่อง สู่จำนวน 253 เรื่อง พร้อมการก่อกำเนิด คู่จิ้น 227 คู่ และนักแสดง 383 คน ที่ผลักดันให้คำว่า “วายไทย” กลายเป็นหนึ่งในหน้าตาของซอฟต์พาวเวอร์ไทย

  • รวม 10 ปี: 253 เรื่อง / 227 คู่จิ้น / 383 นักแสดง

  • ปี 2014–2015: มีปีละ 2 เรื่อง (0.79%)

  • ปี 2016: 9 เรื่อง (3.56%)

  • ปี 2017: 16 เรื่อง (6.32%)

  • ปี 2018: 7 เรื่อง (2.77%)

  • ปี 2019: 20 เรื่อง (7.91%)

  • ปี 2020: 25 เรื่อง (9.88%)

  • ปี 2021: 37 เรื่อง (14.62%)

  • ปี 2022: 68 เรื่อง (26.88%)

  • ปี 2023: 67 เรื่อง (26.48%)

ช่วง 10 ปีนี้ยังมีการผลิตโดย 131 บริษัท โดย

  • GMMTV ผลิตมากที่สุด 58 เรื่อง (19.46%)

  • Studio Wabi Sabi 16 เรื่อง (5.37%)

  • COPY A BANGKOK 9 เรื่อง (3.02%)

ในเชิงตัวละคร

  • ตัวละครคู่หลักที่สำรวจ: 418 ตัวละคร / 209 คู่

  • ตัวเอกที่ชอบเพศเดียวกันชัดเจน: 193 ตัวละคร (พระเอก 91 / นายเอก 102)

  • ตัวละครที่เป็นนักเรียน/นักศึกษา: 233 ตัวละคร (นักศึกษา 155 / ม.ปลาย 78)

  • คู่จิ้นที่จัดแฟนมีตต่างประเทศมากที่สุด: #คริสสิงโต รวม 32 ครั้ง รองลงมาคือออฟกัน 19 ครั้ง และเตนิว 17 ครั้ง

จุดเริ่มจักรวาลวาย: จาก Love Sick สู่ยุคที่คู่รองกลายเป็นคู่จริง

แม้จะระบุไม่ได้เป๊ะว่าซีรีส์วายไทยเริ่มตรงไหน แต่เกือบทุกงานศึกษาแทบจะลงชื่อเหมือนกันว่า Love Sick The Series (2014) คือหมุดหมายสำคัญ

ซีรีส์นี้ดัดแปลงจากนิยายออนไลน์ “LOVE SICK : ชุลมุนหนุ่มกางเกงน้ำเงิน” บนเว็บ dek-d จนกลายเป็นซีรีส์ “เลิฟซิค เดอะซีรีส์ รักวุ่น วัยรุ่นแสบ” ออกอากาศทางช่อง 9 โมเดิร์นไนน์ทีวี 2 ซีซัน (2014–2015) และสร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่ววงการ

ในปี 2014 มีแค่ 2 เรื่องเท่านั้นที่จัดอยู่ในหมวดวาย ได้แก่

  • Love Sick The Series SS1 – คู่จิ้น #ปุณณ์โน่ (#กัปตันไวท์)

  • Room Alone 401-410 – มีคู่ #กันอชิแอมป์ เป็นคู่รองชาย–ชาย ในซีรีส์ที่คู่นำเป็นชาย–หญิง

ช่วงแรกๆ ของซีรีส์วายไทยจึงเต็มไปด้วยการ “ทดลองตลาด” มากกว่าจะตั้งใจทำวายแบบฟูลซีรีส์:

  • จับคู่ชาย–ชายไว้เป็น คู่รอง หรือ ซับพล็อต ใต้เรื่องหลักชาย–หญิง

  • หยั่งกระแสก่อนว่าตัวละครชาย–ชายจะเวิร์คแค่ไหน

  • หากกระแสดี ค่อยแตกสpin-off หรืออัปเกรดขึ้นมาเป็นซีรีส์เต็มตัว

ซีรีส์อย่าง Room Alone, Bad Romance The Series, รุ่นพี่ Secret Love ตอน Puppy Honey และมิติรักผ่านเลนส์ จึงทำหน้าที่เหมือน “ห้องแล็บทดลองคู่จิ้น” จนในที่สุดเกิดซีรีส์วายที่ให้คู่ชาย–ชายเป็นตัวหลักอย่างเต็มตัว เช่น 2Moons The Series เดือนเกี้ยวเดือน และ SOTUS The Series ที่ดังไกลไปต่างประเทศ

ผลลัพธ์คือจากเดิมที่คู่จิ้นชาย–ชายเป็นแค่คู่รองที่ใช้ทดลองตลาด วันนี้พวกเขากลายเป็น ตัวหลักของจักรวาล ที่มีทั้งภาคแยก ภาคต่อ โปรเจ็กต์พิเศษ และแฟนมีตไปทั่วเอเชีย

ช่องทางการฉาย: จากฟรีทีวีสู่ยุค Uncut บนสตรีมมิ่ง

หากนับ Love Sick The Series ที่ฉายบนช่อง 9 เป็นจุดเริ่ม ซีรีส์วายไทยในรอบ 10 ปีถัดมาฉายผ่าน กว่า 30 ช่องทาง (หนึ่งเรื่องฉายได้หลายช่องทาง) โดยแพลตฟอร์มสำคัญ ได้แก่

  • YouTube: 111 เรื่อง (22.65%)

  • LINE TV: 67 เรื่อง (13.67%)

  • GMM25: 64 เรื่อง (13.06%)

  • iQIYI: 43 เรื่อง (8.78%)

  • ONE31: 41 เรื่อง (8.37%)

  • WeTV: 39 เรื่อง (7.96%)

  • AIS PLAY: 18 เรื่อง (3.67%)

  • Ch3Thailand: 17 เรื่อง (3.47%)

  • VIU: 17 เรื่อง (3.47%)

  • MCOT: 16 เรื่อง (3.27%)

  • AMARIN TV: 13 เรื่อง (2.65%)

  • Gagaoolala: 13 เรื่อง (2.65%)

  • อื่นๆ เช่น Netflix, Disney+ Hotstar, Youku, Rakuten TV ฯลฯ รวม 31 เรื่อง (6.33%)

เมื่อจัดกลุ่มตามประเภทช่องทางจะพบว่า

  • ออนไลน์/สตรีมมิ่ง: 328 ครั้ง (เช่น YouTube, LINE TV, iQIYI, WeTV ฯลฯ)

  • ทีวีดิจิทัล: 122 ครั้ง (เช่น GMM25, AMARIN TV)

  • ทีวีสาธารณะ: 40 ครั้ง

ทำไมออนไลน์จึงชนะขาด?

เพราะทีวีสาธารณะต้องเดินอยู่ใต้เงากฎแบบกว้างๆ อย่าง “ศีลธรรมอันดี”, “ลามกอนาจาร” ที่ตีความยาก ผู้ผลิตจึงเลือกแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ ยืดหยุ่นและสร้างสรรค์ได้มากกว่า ไม่ต้องโดนเซ็นเซอร์หนักมือ

หนึ่งในปรากฏการณ์สำคัญคือการมาของ Uncut Version / Unrated / Director’s Cut ที่ลงเฉพาะบนแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยจากข้อมูลพบว่า

  • ซีรีส์ที่มี Uncut Version: 68 เรื่อง (26.88%)

  • ไม่มี Uncut Version: 185 เรื่อง (73.12%)

ในเวลาต่อมา ความ “ร้อนแรง” ของเวอร์ชันพิเศษไปไกลกว่า Uncut เช่น

  • ซีรีส์ 4 Minutes (2024) มีเวอร์ชั่นพิเศษที่เรียกว่า Sultrier version ซึ่งชัดเจนว่าวงการพร้อมไปไกลกว่าสิ่งที่ทีวีสาธารณะรับได้

LINE TV ก็มีบทบาทสำคัญในช่วงต้นของยุควาย

  • เปิดในไทยปี 2015

  • ซีรีส์วายเรื่องแรกบน LINE TV: Make It Right (2016) ในรูปแบบ Exclusive rerun

  • ถัดมาปีเดียวกันมีวายบนแพลตฟอร์มเพิ่มอีก 9 เรื่อง เช่น Kiss The Series, SOTUS The Series, ไดอารี่ตุ๊ดซี่ส์ ฯลฯ

  • จำนวนวายบน LINE TV เพิ่มจาก 9 เรื่องต่อปี (2016–2017) เป็น 13 เรื่อง (2019) และ 14 เรื่องต่อปี (2020–2021)

  • จนกระทั่ง LINE TV ปิดตัวในไทยเมื่อ 31 ธันวาคม 2021

ด้าน YouTube ก็ไต่ระดับจากแทบไม่มีวายในช่วงแรก สู่การเป็นคลังวายฟรีที่มีคนดูทั่วโลก โดย

  • ปี 2017: พบเพียง 3 เรื่อง

  • ปี 2018: 1 เรื่อง

  • ปี 2019: พุ่งเป็น 13 เรื่อง (เช่น 2Moons2, 2 Wish, TharnType)

  • ปี 2023: ขยับไปถึง 38 เรื่อง รวมสะสมแล้วกว่า 112 เรื่อง

ขณะเดียวกันสตรีมมิ่งต่างชาติก็เริ่มลงมาเล่นเต็มตัว

  • 2019: Tencent เปิดตัว WeTV ในไทย เริ่มซื้อวายมาออกอากาศ (เช่น 2 Wish, Love Poison, Missing Piece, รักของพี่เกิดที่ 7-11)

  • ถัดมาคือ iQIYI และแพลตฟอร์มอื่นๆ ที่เข้ามาแย่งเค้กตลาดวายไทย

ใครคือเจ้าอุตสาหกรรมวายไทย: GMMTV และกองทัพโปรดักชั่น

ในช่วง 10 ปี มีบริษัท 131 แห่ง กระโดดเข้ามาผลิตซีรีส์วาย โดยจัดลำดับจากจำนวนเรื่องได้คร่าวๆ ดังนี้

  • GMMTV – 58 เรื่อง (19.46%)
    ตัวอย่าง: SOTUS The Series (2016), 2gether The Series (2020), BAD BUDDY SERIES (2021)

  • Studio Wabi Sabi – 16 เรื่อง (5.37%)
    ผลงานเด่น: บังเอิญรัก Love by Chance (2018), Until We Meet Again, กลรักรุ่นพี่, เชือกป่าน

  • COPY A BANGKOK – 9 เรื่อง (3.02%)
    ผลงานเด่น: Make It Right รักออกเดิน, Y-Destiny หรือเป็นที่พรหมลิขิต

  • Star Hunter Entertainment – 7 เรื่อง (2.35%)
    ตัวอย่าง: Big Dragon The Series (2022)

  • 9Naa Production – 7 เรื่อง (2.35%)
    ตัวอย่าง: Check Out คืนนั้นกับนายดาวเหนือ (2023)

  • Mandee Work – 7 เรื่อง (2.35%)
    ตัวอย่าง: ซีรีส์ชุดนิ่งเฮียก็หาว่าซื่อ / ดื้อเฮียก็หาว่าซน (#ซีนุนิว #แม้กณฐ)

  • TV Thunder – 7 เรื่อง (2.35%)
    เช่น พฤติการณ์ที่ตาย Manner of Death (2020) – คู่ #แม็กซ์ตุลย์

  • Me Mind Y – 6 เรื่อง (2.01%)
    ผู้ให้กำเนิดคู่ #มิวกลัฟ จาก TharnType The Series ซึ่งดัดแปลงจากนิยายของผู้ก่อตั้งค่าย (MAME)

  • MFlow Entertainment, Wayufilm Production – อย่างละ 6 เรื่อง (2.01%)

  • Dee Hup House, GREATDIGIT COMPANY, Jinloe Media Work – อย่างละ 5 เรื่อง (1.68%)

บริษัทส่วนใหญ่เป็นสัญชาติไทยถึง 126 บริษัท มีบริษัทจีน 3 แห่ง เช่น

  • WeTV – ร่วมผลิต Manner of Death กับ TV Thunder

  • CIBN Film – ซีรีส์ Love Complex (ร่วมกับ Greatest Entertainment)

  • QPower – ซีรีส์ สูทรักนักออกแบบ

และยังมีการร่วมทุนไทย–จีน (เช่น Jinloe Media Work – รักชอบเจ็บ) รวมถึงไทย–สิงคโปร์ (เช่น IME PRODUCTIONS)

แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งเองก็ไม่ได้นั่งรอซื้อคอนเทนต์เท่านั้น แต่เริ่มทุ่มทุนสร้าง Original ของตัวเอง เช่น

  • WeTV Original: Knock Knock Boys!, กลรักรุ่นพี่ Love Mechanics, 609 Bedtime Story

  • Gagaoolala Original: Call It What You Want จะรักก็รักเหอะ ภาค 1 – BL ไทยเรื่องแรกที่ร่วมทุนไทย–ไต้หวัน

  • โปรเจ็กต์ร่วมทุนอื่นๆ เช่น เดือนเกี้ยวเดือน 3 ที่ร่วมทุนไทย–จีน

เส้นทางคู่จิ้น: ไม่ได้เกิดจากพรหมลิขิตอย่างเดียว แต่คือการทดลองอย่างเป็นระบบ

Rocket Media Lab จำแนกเส้นทางของ 227 คู่จิ้น จาก 253 เรื่อง (2014–2023) พบว่าพอจะจัดเป็น 3 แบบใหญ่ๆ ได้คือ

  • แบบที่ 1: Perfect Match – จับคู่ครั้งแรกแล้วไปด้วยกันยาว ไม่เคยถูกแยกคู่อีก

  • แบบที่ 2: คู่กันแล้วไม่แคล้วกัน – เคยแยกไปเจอคนอื่น แต่สุดท้ายกลับมาคู่กันใหม่

  • แบบที่ 3: คู่ทดลอง – จับคู่ไปเรื่อยๆ เปลี่ยนคู่นักแสดงจนกว่าจะเจอเคมีที่ใช่

สัดส่วนในภาพรวมตลอด 10 ปีคือ

  • แบบ Perfect Match: อย่างน้อย 25 คู่เท่านั้น

  • แบบคู่กันแล้วไม่แคล้วกัน: อย่างน้อย 5 คู่

  • แบบทดลอง – พบมากที่สุด: อย่างน้อย 177 คู่

แบบที่ 1: Perfect Match – จับคู่แล้วไปยาว ไม่มีคำว่าแยก

ตัวอย่างคู่ที่เข้าข่าย Perfect Match

  • #ออฟกัน (ออฟ จุมพล – กัน อรรถพันธ์)
    เริ่มจากคู่รองใน “รุ่นพี่ Secret Love ตอน Puppy Honey” (2016) บทปิ๊ก–โรม เคมีแรงจนได้ภาคต่อ “Puppy Honey 2” (2017) และตอนพิเศษใน Our Skyy (2018) ก่อนจะมีซีรีส์ที่เป็นคู่หลักเอง ได้แก่

    • Theory of Love (2019)

    • Not Me (2021)

    • Cooking Crush (2023)
      ทั้งเส้นทางนี้แทบไม่เคยแยกคู่กันเลย

  • #แม้กณฐ (แม้ก กรธัสส์ – ณฐ ณฐสิชณ์)
    เริ่มเป็นคู่รองใน WHY R U (2020), Close Friend (2021), Y-Destiny (2021) จากนั้น

    • แจ้งเกิดจากการเป็นคู่รองใน “นิ่งเฮียก็หาว่าซื่อ” (2022)

    • ได้เลื่อนเป็นคู่หลักเต็มตัวใน “Naughty Babe ดื้อเฮียก็หาว่าซน” (2023)

  • #บิวกิ้นพีพี (บิวกิ้น พุฒิพงศ์ – พีพี กฤษฏ์)
    แจ้งเกิดจากคู่รองใน “My Ambulance รักฉุดใจนายฉุกเฉิน” (2019) ก่อนต่อยอดมาเป็นโปรเจกต์ “แปลรักฉันด้วยใจเธอ” ภาค 1 และ 2 ซึ่งผู้กำกับเขียนบทโดยหยิบเค้าโครงจากชีวิตจริงของทั้งสองมาใช้

ยังมีคู่ Perfect Match แบบนี้อีก เช่น #แม็กซ์ตุลย์, #จิมมี่ซี, #ฟอสบุ๊ค ฯลฯ ที่แทบจะถูกผูกชื่อเข้าด้วยกันตลอดเส้นทางสายวาย

แบบที่ 2: คู่กันแล้วไม่แคล้วกัน – เว้นช่วงไปเล่นกับคนอื่น แล้วค่อยเวียนกลับมาคู่กันอีก

ประเภทนี้คือคู่ที่ไม่ใช่ Perfect Match ตั้งแต่วันแรก เพราะระหว่างทางแยกย้ายไปเล่นกับคนอื่น แต่ความนิยมจากฐานแฟนทำให้ ได้วนกลับมาคู่กันอีกครั้ง

ตัวอย่างคู่ในตำนาน

  • #เตนิว (เต ตะวัน – นิว ฐิติภูมิ)

    • เริ่มคู่กันใน Kiss: The Series (คู่รอง)

    • ต่อด้วย Kiss Me Again (2018) + ตอนพิเศษ Our Skyy

    • ได้ภาคแยกเป็นคู่หลักใน Dark Blue Kiss (2019) ที่เนื้อหาเข้มข้นและดราม่าขึ้น
      ระหว่างนั้นนิวไปมีคู่จิ้นอื่น เช่น #เอิร์ทนิว ใน Water Boyy the Series หรือไปรับบทพระเอกสายชาย–หญิงในเรื่องอื่น ก่อนทั้งสองจะกลับมาเจอกันอีกครั้งใน Cherry Magic! 30 ยังซิง เวอร์ชั่นไทย (2023)

  • #คริสสิงโต (คริส พีรวัส – สิงโต ปราชญา)

    • จุดเริ่ม: SOTUS The Series (2016)

    • ต่อด้วย SOTUS S (2017) + Our Skyy (2018)

    • คว้ารางวัลทั้งในไทยและต่างประเทศ มีฐานแฟนจนถึงจีน มาเก๊า ฯลฯ

    • สิงโตเองเคยไปจับคู่กับนักแสดงคนอื่น เช่น #พิชเชอร์บีเอ็ม ใน U-PRINCE Series, คู่กับลีใน Baker Boys เป็นต้น

    • คริสก็ไปมีคู่จิ้นใหม่อย่าง #คริสกวิน จาก Be My Favorite (2023)

    • แต่ด้วยความเป็น “คู่กันแล้วไม่แคล้วกัน” ทั้งสองกลับมาอีกครั้งในแฟนมีต “PERAYA PARTY BEGIN AGAIN” (2024) พร้อมประกาศโปรเจกต์ซีรีส์ใหม่ “the Ex morning แฟนเก่าเปลี่ยนแปลงบ่อย”

ตัวอย่างอื่นที่เข้าข่ายแบบนี้ เช่น #จาเฟริสท์ #เต้ตี๋ #นัทกานต์ ที่ต่างเวียนกลับมาคู่กันใหม่ตามแรงเรียกร้องของแฟนๆ

แบบที่ 3: คู่จิ้นฉบับทดลอง – ลองจับคู่ไปเรื่อยๆ หาเคมีที่ลงตัว

นี่คือรูปแบบที่พบเยอะที่สุดในวงการวายไทย การจับคู่นักแสดงจึงเหมือนการทดลองทางวิทยาศาสตร์: เปลี่ยนคู่ ปรับบท และดูรีแอคชั่นคนดู

ตัวอย่างเด่น

  • #โอห์มฟลุ๊ค (โอห์ม ฐิติวัฒน์ – ฟลุ๊ค ณธัช)
    ทั้งคู่แจ้งเกิดจาก “Until We Meet Again ด้ายแดง” (2019) ซีรีส์วายโทนโรแมนติก–ดราม่า จากนิยายชื่อเดียวกัน ก่อนหน้านั้นฟลุ๊คเคยผ่านงานวายมาแล้วทั้งใน พี่ชาย My Bromance (2014) และ Red Wine In The Dark Night (2015)

    หลังด้ายแดง ทั้งคู่ได้เล่นคู่กันอีกในหลายเรื่อง เช่น

    • Close Friend โคตรแฟน ภาค 1 (2021)

    • 608 Bedtime Story (2022)

    • Close Friend 2 (2022)

    • เลิฟ@นาย Oh! My Sunshine Night (2022)

    แต่ฟลุ๊คเองยังไม่หยุดทดลองคู่ใหม่ เช่น คู่กับยูโดใน Make a Wish หรือกับสิงโตใน Shadow เงา / ล่า / ตาย (2023) ส่วนโอห์มก็มาจับคู่กับนักแสดงคนอื่น เช่น ใน Bake Me Please (2023)

  • พาเวล นเรศ พร้อมเผ่าพันธ์
    ทดลองจับคู่มาหลายคน เช่น

    • วรนาถ รัตธนภาส – 2Moons2 (2019)

    • ภาณุพันธ์ วงศ์จร – เพลงที่รัก (2022)

    • กฤติน กิจจารุวรรณกุล – Pit Babe พิษเบ๊บ (2023) ซึ่งทำให้คู่ “พาเวล–พูห์” โด่งดังมาก

  • โอม ภวัต จิตต์สว่างดี
    หลายคนจดจำในฐานะคู่ #โอมนนน จาก Bad Buddy Series (2021) ก่อนหน้านั้นโอมเคยเล่นคู่

    • #โอมเต้ย ใน Make It Right ภาค 1–2

    • เคยเข้าคู่กับสิงโตใน เขามาเชงเม้งข้างๆ หลุมผมครับ (2019)
      หลัง Bad Buddy ก็ยังมีการจับคู่ใหม่กับเล้งในซีรีส์ KIDNAP ลับ-จ้าง-รัก (2024)

ภาพรวมของทั้งระบบ คืออุตสาหกรรมไม่ได้นั่งรอ “พรหมลิขิต” ให้เจอคู่ที่ใช่ แต่ใช้โมเดล ลอง-พลาด-เรียนรู้ ในการจับคู่ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะได้คู่ที่สร้างกระแสได้จริง

รสนิยมทางเพศในวายไทย: ยังเป็น “ชายแท้รักกัน” อยู่ไหม?

Rocket Media Lab สำรวจซีรีส์ 209 เรื่อง (นับเฉพาะคู่หลัก) พบว่าในจำนวนนี้

  • สร้างจากนิยาย: 103 เรื่อง (49.05%)

  • ไม่ได้มาจากนิยายวายโดยตรง / ดัดแปลงจากการ์ตูน มังงะ หรือเขียนบทใหม่: 107 เรื่อง (50.95%)

เมื่อเจาะไปที่ 418 ตัวละคร (209 คู่หลัก) จะเห็นภาพรสนิยมทางเพศที่ซับซ้อนกว่าคำว่า “ชายแท้หันมาชอบกัน” มาก

1) ตัวละครที่ชอบเพศเดียวกันชัดเจน – 193 ตัวละคร

  • พระเอก 91 คน

  • นายเอก 102 คน

ตัวอย่างเช่น

  • คินน์ จาก KinnPorsche The Series – มีแฟนเก่าเป็นผู้ชาย และมีคู่นอนเป็นผู้ชายอย่างชัดเจน

  • หลายเรื่องเลือกใช้วิธีเล่าผ่าน “แฟนเก่าเพศชาย” เพื่อให้คนดูเข้าใจง่ายว่าตัวละครเป็นเกย์หรือชายที่ชอบผู้ชาย โดยไม่ต้องพูดคำว่า “เกย์” ตรงๆ เช่น
    • คืนนั้นกับนายดาวเหนือ (2022)

    • คุณหมีปาฏิหาริย์ (2022)

    • A Boss and a Babe (2023)

ฝั่งนายเอกก็ใช้วิธีเล่าแบบเดียวกัน เช่น

  • นะโม ใน Beyond the Star เส้นทางรักพิชิตดวงดาว – มีแฟนเก่าผู้ชาย และยอมรับว่ากลัวใจตัวเองถ้าทักกลับไปหาเขาอีก

  • พัท จาก Step By Step – มีแฟนเก่าผู้ชายเช่นกัน

2) ตัวละครที่สนใจมากกว่าหนึ่งเพศ / ไม่ระบุเพศที่ชอบ – 159 ตัวละคร

  • พระเอก 80 คน

  • นายเอก 79 คน

ตัวละครกลุ่มนี้ไม่ได้ประกาศว่าตัวเองเป็นอะไรชัดเจน แต่เนื้อหาเน้นไปที่ “ตกหลุมรักคนๆ หนึ่ง” มากกว่าจะยึดกรอบเพศ เช่น

  • เดย์ ใน Colorful Melody ทำนองรัก – ซีรีส์ไม่ได้บรรยายเพศวิถีชัดเจน อยู่ๆ ก็รักกันไปเฉยๆ

  • Golden Blood รักมันมหาศาล – บอดี้การ์ดตกหลุมรักนายน้อย โดยไม่ระบุรสนิยมทางเพศแบบคำจำกัดความ

  • เนย จาก พี่จะตีนะเนย – ตามจีบทั้งผู้หญิงและผู้ชายแบบเด็กมัธยมที่ยังค้นหาตัวเอง จนสุดท้ายมาลงเอยกับทิวา

อีกวิธีเล่าที่ใช้บ่อยคือการวางให้ตัวละครอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วย LGBTQ+ เช่น

  • AiLongNhai – อัยย์โตมากับครอบครัวคู่รัก LGBTQ+

  • Evening Cafe’ รักนี้ไม่มีขม – นายเอกทำงานใกล้ชิดกับเจ้านายกะเทย เพื่อนตุ๊ด และมีมุกล้อเล่นเรื่อง “มีผัวมาเฝ้า” ให้ทุกอย่างดูลื่นไหลแบบไม่ต้องใส่ป้ายชื่อเพศวิถี

3) ตัวละครที่เคยชอบเพศตรงข้ามมาก่อน – 56 ตัวละคร

  • พระเอก 32 คน

  • นายเอก 24 คน

ตัวอย่างเช่น

  • Bad Roommate ล้วงลับจับเมท (2021) – พระเอกเคยมีแฟนผู้หญิง แต่พอแกล้งทำตัวเป็นแฟนหลอกๆ กับรูมเมต กลายเป็นรักจริงขึ้นมา

  • หน่าฮ่าน เดอะซีรีส์ (2023) – เติ้ลไม้เคยคบกับแคลเซียม ก่อนมาพบกับเคที่เพิ่งอกหักจากแฟนหญิง แล้วทั้งคู่ก็ตกหลุมรักกัน

4) ตัวละครที่ตั้งคำถามกับรสนิยมทางเพศตัวเอง – 10 ตัวละคร

  • พระเอก 6 คน

  • นายเอก 4 คน

เช่น

  • รักนาย (2022) – พระเอกเคยคบแต่ผู้หญิงมาก่อน จึงเริ่มตั้งคำถามว่าตัวเอง “รักผู้ชายได้จริงไหม”

  • อาตี๋ของผม – แกล้งเป็นแฟนกันเพื่อเรียกร้องความสนใจจากผู้หญิงที่ชอบ แต่เรื่องค่อยๆ กลายเป็นกระบวนการสำรวจตัวเอง โดยมีอาจารย์แนะแนวอธิบายว่า “เราไม่จำเป็นต้องรีบเรียกตัวเองว่าเกย์ เลสเบี้ยน หรือไบเซ็กชวล แค่ตกหลุมรักใครคนหนึ่งก็พอ”

  • แปลรักฉันด้วยใจเธอ – เต๋มีกดดันเรื่องเพศอย่างหนัก กลัวทำให้แม่อาย ไม่กล้ารับว่าชอบผู้ชาย แต่พี่ชายกลับพูดเพียงว่า “มึงจะชอบใครก็ได้” เปิดพื้นที่ให้ตัวละครเรียนรู้ตัวเอง

สังเกตสำคัญ

  • ตัวละครที่อยู่ในโหมด “กำลังตั้งคำถามกับเพศ” พบไม่มาก แต่ไม่ได้แปลว่าเรื่องอื่นไม่เคยตั้งคำถาม เพียงแต่ส่วนใหญ่เลือกเล่าในมุม “ตั้งคำถามกับความรัก” มากกว่า

จับคู่รสนิยม: พระเอกแบบไหนมักเจอกับนายเอกแบบไหน

เมื่อจับคู่รสนิยมทางเพศของตัวละครหลักแบบละเอียด จะเห็นรูปแบบที่น่าสนใจ เช่น

  • พระเอกที่เป็นเกย์/ชอบผู้ชาย

    • มักจับคู่กับนายเอกที่เป็นเกย์/ชอบผู้ชายเหมือนกัน: 65 คน

    • รองลงมาคือจับคู่กับนายเอกที่ “ไม่ระบุเพศที่ชอบชัดเจน”: 19 คน

    • น้อยที่สุดคือคู่กับนายเอกที่ชอบผู้หญิงมาก่อน: 7 คน

  • พระเอกที่ไม่ระบุเพศ/สนใจหลายเพศ

    • เจอนายเอกที่ไม่ระบุเพศเหมือนกัน: 44 คน

    • เจอนายเอกที่เป็นเกย์/ชอบผู้ชาย: 25 คน

    • เจอนายเอกที่ชอบผู้หญิงมาก่อน: 9 คน

    • เจอนายเอกที่กำลังตั้งคำถามกับเพศ: 2 คน

  • พระเอกที่เคยชอบผู้หญิงมาก่อน

    • มักลงเอยกับนายเอกที่ไม่ระบุเพศชัดเจน: 14 คน

    • รองลงมาเจอนายเอกที่เป็นเกย์/ชอบผู้ชาย: 9 คน

    • น้อยที่สุดคือเจอนายเอกที่เคยชอบผู้หญิงมาก่อนเหมือนกัน: 8 คน

  • พระเอกที่กำลังตั้งคำถามกับเพศตนเอง

    • เจอกับนายเอกที่เป็นเกย์/ชอบผู้ชาย: 3 คน

    • เจอกับนายเอกที่ไม่ระบุเพศชัด: 2 คน

    • เจอกับนายเอกที่ตั้งคำถามเหมือนกัน: 1 คน

    • ไม่เคย พบว่าพระเอกกลุ่มนี้จับคู่กับนายเอกที่เคยชอบผู้หญิงมาก่อน

ในช่วงยุคแรกของวายไทย ประโยคคลาสสิกอย่าง “กูไม่ได้ชอบผู้ชาย กูชอบมึงคนเดียว” ปรากฏแทบทุกเรื่อง เช่น ก้องภพใน SOTUS The Series ที่พูดกับเพื่อนว่าไม่ได้ชอบผู้ชาย แต่ชอบ “พี่อาทิตย์” คนเดียว

แต่เมื่อเวลาผ่านไป 10 ปี เราจะเห็นว่าซีรีส์วายเริ่มกล้าพูดถึงคำว่า เกย์ LGBTQ+ ตรงๆ มากขึ้น เล่าความสัมพันธ์กับครอบครัว การยอมรับของพ่อแม่ และความลำบากในการออกจากตู้ ผ่านเรื่องอย่าง Dark Blue Kiss หรือเรื่องที่เล่าถึงพ่อแม่ที่ต้องนั่งอ่านคู่มือ “ลูกเป็นเกย์ต้องดูแลอย่างไร” เพื่อจะเข้าใจลูกให้ได้มากที่สุด

อาชีพตัวละคร: วายไม่ได้มีแค่วิศวะกับหมออีกต่อไป

เมื่อพิจารณาอาชีพของตัวละครหลัก 418 ตัวใน 209 เรื่อง จะพบว่าจักรวาลวายไม่ได้หยุดอยู่แค่ “เด็กวิศวะ–เด็กหมอ” แต่ขยายไปสู่หลากหลายวิถีชีวิตมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ตัวละครที่เป็นนักเรียน/นักศึกษา ยังคงครองพื้นที่มากที่สุด

  • นักศึกษา: 155 ตัวละคร

  • มัธยม: 78 ตัวละคร

ตัวอย่างซีรีส์ที่ยังคงเล่นกับบรรยากาศในรั้วโรงเรียนและมหาวิทยาลัย เช่น

  • Love Sick The Series – รักวุ่นๆ ของเด็กกางเกงน้ำเงิน

  • SOTUS The Series – รุ่นพี่วิศวะกับน้องปีหนึ่งท่ามกลางระบบโซตัส

รองลงมาคืออาชีพแบบผู้ใหญ่ทำงานจริงจังมากขึ้น

  • เจ้าของธุรกิจ/ประธานบริษัท: 23 ตัวละคร
    เช่น Love In Translation รักไม่รู้ภาษา (2023) – เจ้าของร้านมินิมาร์ตรักกับพาร์ตเนอร์

  • พนักงานบริษัท: 22 ตัวละคร
    เช่น Cherry Magic! 30 ยังซิง เวอร์ชั่นไทย – อชิเป็นพนักงานบริษัทเครื่องเขียนธรรมดาๆ ที่อยู่ดีๆ ก็อ่านใจคนได้

นอกจากนี้ยังมีตัวละครในสายอาชีพที่ “เป็นจินตนาการ” มากขึ้น เช่น

  • ยมทูต, คิวปิด, วิญญาณ, ผี, สิ่งลี้ลับ ฯลฯ

  • ตัวอย่างเช่น คุณหมอครับ ผมมารับวิญญาณคนไข้ (หมอกับยมทูต) หรือ ผมกับผีในห้อง ที่ให้ผีมาเป็นพระเอกคู่กับนักศึกษาเจ้าของห้อง

ภาพรวมคือวายไทยกำลังขยับจาก “รักวัยเรียน” ไปสู่ “รักวัยทำงาน” และ “รักเหนือธรรมชาติ” มากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้จักรวาลเรื่องเล่ากว้างกว่าเดิมมาก

จากคู่จิ้นสู่ซอฟต์พาวเวอร์: แฟนมีตวายไทยที่เดินทางไกลถึงอิตาลี

ภายใน 10 ปี จักรวาลวายไทยไม่ได้หยุดแค่ยอดวิวหน้าจอ แต่ค่อยๆ กลายเป็น อุตสาหกรรม Soft Power ที่เคลื่อนตัวออกไปสู่แฟนๆ ทั่วโลกผ่าน Fan Meeting, คอนเสิร์ต, การซื้อลิขสิทธิ์ รวมไปถึงโปรดักต์อื่นๆ

จุดเริ่มแฟนมีตต่างประเทศ: คริส–สิงโต และยุคบุกจีน

จากข้อมูลของ Rocket Media Lab พบว่า

  • แฟนมีตต่างประเทศครั้งแรกของศิลปิน GMMTV เกิดในปี 2017

  • คู่เปิดประตูตลาด: คริส–สิงโต กับงาน “Krist – Singto Fan Meeting in China 2017”

ในปีเดียวกันยังมีงานอื่นๆ ในจีนตามมาอีกหลายเมือง เช่น

  • “2017 AT FIRST SIGHT with ROOKIE BOYS in Guangzhou”

  • “Krist – Singto Fan Meeting in Suzhou & Nanjing”

  • “Krist & Singto Fan Meeting in Shenzhen”

  • “Krist & Singto Fan Meeting in Hangzhou”

ปีถัดมา ทั้งสองยังเดินทางไปจัดงาน “Sotus S Hazing in Manila 2018” ที่ฟิลิปปินส์อีกด้วย

นั่นทำให้ SOTUS ไม่ใช่แค่ซีรีส์ดังในไทย แต่กลายเป็น แบรนด์วายไทย ที่สร้างฐานแฟนในจีนและอาเซียน

ในปีเดียวกัน

  • ออฟกัน มีงาน “OFF x GUN Korea First Fan Meeting” ที่โซล

  • คู่ นิว–เอิร์ท มีงานแฟนมีตที่กวางโจวเช่นกัน

กิจกรรมเหล่านี้ทำให้ค่ายและผู้จัดเห็นชัดว่า ตลาดต่างประเทศพร้อมจ่ายเพื่อวายไทย และเปิดทางให้มีแฟนมีตในต่างประเทศมากขึ้นหลังจากนั้น

114 แฟนมีตใน 10 ปี: วายไทยครองเอเชีย และเริ่มแตะยุโรป–อเมริกาใต้

เมื่อรวบรวมแฟนมีตของคู่จิ้นในสังกัด GMMTV ช่วงปี 2017–2023 (นับเฉพาะงานที่จัดในต่างประเทศ และเป็น “แฟนมีตของคู่จิ้น” ไม่รวมหรือคอนเสิร์ตรวม) พบว่า

  • มีการจัดแฟนมีตรวม 114 ครั้ง

  • ในเอเชีย: 112 ครั้ง
    โดยจัดมากที่สุดใน

    • ไต้หวัน: 19 ครั้ง

    • จีน: 16 ครั้ง

    • เวียดนาม: 15 ครั้ง

    • ญี่ปุ่น: 11 ครั้ง

  • ในยุโรป: 1 ครั้ง

    • “Force&Book Dream Fanmeet in Italy” – คู่ฟอสบุ๊ค

  • ในอเมริกาใต้: 1 ครั้ง

    • “FirstKhaotung 1st Fan Meeting in Brazil” – คู่เฟิร์ส–ข้าวตัง

และหากถามว่า คู่ไหนคือแชมป์ซอฟต์พาวเวอร์แฟนมีต ข้อมูลบอกชัดเจนว่า

  • #คริสสิงโต – 32 ครั้ง (มากที่สุด)

  • ออฟกัน – 19 ครั้ง

  • เตนิว – 17 ครั้ง

น่าสังเกตว่าประเทศที่มีการจัดแฟนมีตของคู่จิ้นมากที่สุดถึง 20 ครั้งนั้น มีงานของ #คริสสิงโต ถึง 14 ครั้ง นั่นหมายความว่าพวกเขาไม่ได้เป็นแค่คู่จิ้น แต่คือ หน้าแทนซอฟต์พาวเวอร์วายไทย ในประเทศนั้นๆ อย่างแท้จริง

จักรวาลวาย: จาก “เรื่องจิ้นในหมู่แฟนคลับ” สู่ทรัพย์สินทางวัฒนธรรมไทย

เมื่อมองภาพรวม 10 ปีของซีรีส์วายไทย จะเห็นการเปลี่ยนแปลงหลายมิติที่เดินคู่กันอย่างชัดเจน

  • จากคู่รองทดลองตลาด สู่คู่หลักที่มีภาคต่อและภาคแยกของตัวเอง

  • จากประโยค “ไม่ได้เป็นเกย์ แค่ชอบมึงคนเดียว” สู่การเล่าเรื่อง LGBTQ+ แบบตรงไปตรงมาในมิติครอบครัว การยอมรับ และการค้นหาตัวตน

  • จากทีวีสาธารณะที่ต้องหลบเลี่ยงฉากวาบหวิว สู่แพลตฟอร์มออนไลน์ที่ปล่อย เวอร์ชัน Uncut / Sultrier ให้แฟนๆ ดูแบบจุใจ

  • จากการผลิตปีละไม่กี่เรื่อง สู่การผลิตปีละหลายสิบเรื่อง และการร่วมทุนข้ามชาติ

  • จากแค่ซีรีส์บนจอ สู่แฟนมีต คอนเสิร์ต และกิจกรรมต่างประเทศที่ขยายฐานแฟนไปทั่วเอเชีย จนเริ่มแตะยุโรปและอเมริกาใต้

ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า ซีรีส์วายไทยไม่ได้เป็นเพียง “กระแสฮิตชั่วครั้งคราว” แต่กำลังกลายเป็น “สินทรัพย์ทางวัฒนธรรม” ที่มีทั้ง

  • อำนาจทางเศรษฐกิจ (ยอดวิว ทัวร์ แฟนมีต สินค้า)

  • อำนาจทางวัฒนธรรม (การเล่าเรื่องเพศสภาพและความรักหลากหลายแบบ)

  • อำนาจทางสังคม (การผลักดันให้สังคมคุ้นชินกับ LGBTQ+ มากขึ้น)

และในขณะที่จักรวาลซีรีส์วายไทยยังขยายตัวต่อไป ทั้งในแง่จำนวนเรื่อง แนวทางการเล่า และตลาดต่างประเทศ ก็มีแนวโน้มสูงว่าในอนาคต “วายไทย” จะยืนเคียงบ่าเคียงไหล่วัฒนธรรมป๊อปจากประเทศอื่นในภูมิภาคนี้ได้อย่างเต็มภาคภูมิ

หมายเหตุ: หากมีข้อมูลเพิ่มเติมหรือพบจุดที่คลาดเคลื่อน รายงานเชิงข้อมูลแบบนี้ยังสามารถอัปเดตต่อได้เสมอ เพื่อให้ภาพของจักรวาลวายไทยในอีก 10 ปีข้างหน้า ชัดและใหญ่กว่านี้ยิ่งกว่าเดิม