10 ปีจักรวาลวายไทย: จาก 2 เรื่องสู่ 253 เรื่อง
ตลอดช่วงปี 2014-2023 จักรวาลซีรีส์วายไทยเติบโตแบบก้าวกระโดด จากซีรีส์เพียงไม่กี่เรื่อง สู่จำนวน 253 เรื่อง พร้อมการก่อกำเนิด คู่จิ้น 227 คู่ และนักแสดง 383 คน ที่ผลักดันให้คำว่า “วายไทย” กลายเป็นหนึ่งในหน้าตาของซอฟต์พาวเวอร์ไทย
รวม 10 ปี: 253 เรื่อง / 227 คู่จิ้น / 383 นักแสดง
ปี 2014–2015: มีปีละ 2 เรื่อง (0.79%)
ปี 2016: 9 เรื่อง (3.56%)
ปี 2017: 16 เรื่อง (6.32%)
ปี 2018: 7 เรื่อง (2.77%)
ปี 2019: 20 เรื่อง (7.91%)
ปี 2020: 25 เรื่อง (9.88%)
ปี 2021: 37 เรื่อง (14.62%)
ปี 2022: 68 เรื่อง (26.88%)
ปี 2023: 67 เรื่อง (26.48%)
ช่วง 10 ปีนี้ยังมีการผลิตโดย 131 บริษัท โดย
GMMTV ผลิตมากที่สุด 58 เรื่อง (19.46%)
Studio Wabi Sabi 16 เรื่อง (5.37%)
COPY A BANGKOK 9 เรื่อง (3.02%)
ในเชิงตัวละคร
ตัวละครคู่หลักที่สำรวจ: 418 ตัวละคร / 209 คู่
ตัวเอกที่ชอบเพศเดียวกันชัดเจน: 193 ตัวละคร (พระเอก 91 / นายเอก 102)
ตัวละครที่เป็นนักเรียน/นักศึกษา: 233 ตัวละคร (นักศึกษา 155 / ม.ปลาย 78)
คู่จิ้นที่จัดแฟนมีตต่างประเทศมากที่สุด: #คริสสิงโต รวม 32 ครั้ง รองลงมาคือออฟกัน 19 ครั้ง และเตนิว 17 ครั้ง
จุดเริ่มจักรวาลวาย: จาก Love Sick สู่ยุคที่คู่รองกลายเป็นคู่จริง
แม้จะระบุไม่ได้เป๊ะว่าซีรีส์วายไทยเริ่มตรงไหน แต่เกือบทุกงานศึกษาแทบจะลงชื่อเหมือนกันว่า Love Sick The Series (2014) คือหมุดหมายสำคัญ
ซีรีส์นี้ดัดแปลงจากนิยายออนไลน์ “LOVE SICK : ชุลมุนหนุ่มกางเกงน้ำเงิน” บนเว็บ dek-d จนกลายเป็นซีรีส์ “เลิฟซิค เดอะซีรีส์ รักวุ่น วัยรุ่นแสบ” ออกอากาศทางช่อง 9 โมเดิร์นไนน์ทีวี 2 ซีซัน (2014–2015) และสร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่ววงการ
ในปี 2014 มีแค่ 2 เรื่องเท่านั้นที่จัดอยู่ในหมวดวาย ได้แก่
Love Sick The Series SS1 – คู่จิ้น #ปุณณ์โน่ (#กัปตันไวท์)
Room Alone 401-410 – มีคู่ #กันอชิแอมป์ เป็นคู่รองชาย–ชาย ในซีรีส์ที่คู่นำเป็นชาย–หญิง
ช่วงแรกๆ ของซีรีส์วายไทยจึงเต็มไปด้วยการ “ทดลองตลาด” มากกว่าจะตั้งใจทำวายแบบฟูลซีรีส์:
จับคู่ชาย–ชายไว้เป็น คู่รอง หรือ ซับพล็อต ใต้เรื่องหลักชาย–หญิง
หยั่งกระแสก่อนว่าตัวละครชาย–ชายจะเวิร์คแค่ไหน
หากกระแสดี ค่อยแตกสpin-off หรืออัปเกรดขึ้นมาเป็นซีรีส์เต็มตัว
ซีรีส์อย่าง Room Alone, Bad Romance The Series, รุ่นพี่ Secret Love ตอน Puppy Honey และมิติรักผ่านเลนส์ จึงทำหน้าที่เหมือน “ห้องแล็บทดลองคู่จิ้น” จนในที่สุดเกิดซีรีส์วายที่ให้คู่ชาย–ชายเป็นตัวหลักอย่างเต็มตัว เช่น 2Moons The Series เดือนเกี้ยวเดือน และ SOTUS The Series ที่ดังไกลไปต่างประเทศ
ผลลัพธ์คือจากเดิมที่คู่จิ้นชาย–ชายเป็นแค่คู่รองที่ใช้ทดลองตลาด วันนี้พวกเขากลายเป็น ตัวหลักของจักรวาล ที่มีทั้งภาคแยก ภาคต่อ โปรเจ็กต์พิเศษ และแฟนมีตไปทั่วเอเชีย
ช่องทางการฉาย: จากฟรีทีวีสู่ยุค Uncut บนสตรีมมิ่ง
หากนับ Love Sick The Series ที่ฉายบนช่อง 9 เป็นจุดเริ่ม ซีรีส์วายไทยในรอบ 10 ปีถัดมาฉายผ่าน กว่า 30 ช่องทาง (หนึ่งเรื่องฉายได้หลายช่องทาง) โดยแพลตฟอร์มสำคัญ ได้แก่
YouTube: 111 เรื่อง (22.65%)
LINE TV: 67 เรื่อง (13.67%)
GMM25: 64 เรื่อง (13.06%)
iQIYI: 43 เรื่อง (8.78%)
ONE31: 41 เรื่อง (8.37%)
WeTV: 39 เรื่อง (7.96%)
AIS PLAY: 18 เรื่อง (3.67%)
Ch3Thailand: 17 เรื่อง (3.47%)
VIU: 17 เรื่อง (3.47%)
MCOT: 16 เรื่อง (3.27%)
AMARIN TV: 13 เรื่อง (2.65%)
Gagaoolala: 13 เรื่อง (2.65%)
อื่นๆ เช่น Netflix, Disney+ Hotstar, Youku, Rakuten TV ฯลฯ รวม 31 เรื่อง (6.33%)
เมื่อจัดกลุ่มตามประเภทช่องทางจะพบว่า
ออนไลน์/สตรีมมิ่ง: 328 ครั้ง (เช่น YouTube, LINE TV, iQIYI, WeTV ฯลฯ)
ทีวีดิจิทัล: 122 ครั้ง (เช่น GMM25, AMARIN TV)
ทีวีสาธารณะ: 40 ครั้ง
ทำไมออนไลน์จึงชนะขาด?
เพราะทีวีสาธารณะต้องเดินอยู่ใต้เงากฎแบบกว้างๆ อย่าง “ศีลธรรมอันดี”, “ลามกอนาจาร” ที่ตีความยาก ผู้ผลิตจึงเลือกแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ ยืดหยุ่นและสร้างสรรค์ได้มากกว่า ไม่ต้องโดนเซ็นเซอร์หนักมือ
หนึ่งในปรากฏการณ์สำคัญคือการมาของ Uncut Version / Unrated / Director’s Cut ที่ลงเฉพาะบนแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยจากข้อมูลพบว่า
ซีรีส์ที่มี Uncut Version: 68 เรื่อง (26.88%)
ไม่มี Uncut Version: 185 เรื่อง (73.12%)
ในเวลาต่อมา ความ “ร้อนแรง” ของเวอร์ชันพิเศษไปไกลกว่า Uncut เช่น
ซีรีส์ 4 Minutes (2024) มีเวอร์ชั่นพิเศษที่เรียกว่า Sultrier version ซึ่งชัดเจนว่าวงการพร้อมไปไกลกว่าสิ่งที่ทีวีสาธารณะรับได้
LINE TV ก็มีบทบาทสำคัญในช่วงต้นของยุควาย
เปิดในไทยปี 2015
ซีรีส์วายเรื่องแรกบน LINE TV: Make It Right (2016) ในรูปแบบ Exclusive rerun
ถัดมาปีเดียวกันมีวายบนแพลตฟอร์มเพิ่มอีก 9 เรื่อง เช่น Kiss The Series, SOTUS The Series, ไดอารี่ตุ๊ดซี่ส์ ฯลฯ
จำนวนวายบน LINE TV เพิ่มจาก 9 เรื่องต่อปี (2016–2017) เป็น 13 เรื่อง (2019) และ 14 เรื่องต่อปี (2020–2021)
จนกระทั่ง LINE TV ปิดตัวในไทยเมื่อ 31 ธันวาคม 2021
ด้าน YouTube ก็ไต่ระดับจากแทบไม่มีวายในช่วงแรก สู่การเป็นคลังวายฟรีที่มีคนดูทั่วโลก โดย
ปี 2017: พบเพียง 3 เรื่อง
ปี 2018: 1 เรื่อง
ปี 2019: พุ่งเป็น 13 เรื่อง (เช่น 2Moons2, 2 Wish, TharnType)
ปี 2023: ขยับไปถึง 38 เรื่อง รวมสะสมแล้วกว่า 112 เรื่อง
ขณะเดียวกันสตรีมมิ่งต่างชาติก็เริ่มลงมาเล่นเต็มตัว
2019: Tencent เปิดตัว WeTV ในไทย เริ่มซื้อวายมาออกอากาศ (เช่น 2 Wish, Love Poison, Missing Piece, รักของพี่เกิดที่ 7-11)
ถัดมาคือ iQIYI และแพลตฟอร์มอื่นๆ ที่เข้ามาแย่งเค้กตลาดวายไทย
ใครคือเจ้าอุตสาหกรรมวายไทย: GMMTV และกองทัพโปรดักชั่น
ในช่วง 10 ปี มีบริษัท 131 แห่ง กระโดดเข้ามาผลิตซีรีส์วาย โดยจัดลำดับจากจำนวนเรื่องได้คร่าวๆ ดังนี้
GMMTV – 58 เรื่อง (19.46%)
ตัวอย่าง: SOTUS The Series (2016), 2gether The Series (2020), BAD BUDDY SERIES (2021)Studio Wabi Sabi – 16 เรื่อง (5.37%)
ผลงานเด่น: บังเอิญรัก Love by Chance (2018), Until We Meet Again, กลรักรุ่นพี่, เชือกป่านCOPY A BANGKOK – 9 เรื่อง (3.02%)
ผลงานเด่น: Make It Right รักออกเดิน, Y-Destiny หรือเป็นที่พรหมลิขิตStar Hunter Entertainment – 7 เรื่อง (2.35%)
ตัวอย่าง: Big Dragon The Series (2022)9Naa Production – 7 เรื่อง (2.35%)
ตัวอย่าง: Check Out คืนนั้นกับนายดาวเหนือ (2023)Mandee Work – 7 เรื่อง (2.35%)
ตัวอย่าง: ซีรีส์ชุดนิ่งเฮียก็หาว่าซื่อ / ดื้อเฮียก็หาว่าซน (#ซีนุนิว #แม้กณฐ)TV Thunder – 7 เรื่อง (2.35%)
เช่น พฤติการณ์ที่ตาย Manner of Death (2020) – คู่ #แม็กซ์ตุลย์Me Mind Y – 6 เรื่อง (2.01%)
ผู้ให้กำเนิดคู่ #มิวกลัฟ จาก TharnType The Series ซึ่งดัดแปลงจากนิยายของผู้ก่อตั้งค่าย (MAME)MFlow Entertainment, Wayufilm Production – อย่างละ 6 เรื่อง (2.01%)
Dee Hup House, GREATDIGIT COMPANY, Jinloe Media Work – อย่างละ 5 เรื่อง (1.68%)
บริษัทส่วนใหญ่เป็นสัญชาติไทยถึง 126 บริษัท มีบริษัทจีน 3 แห่ง เช่น
WeTV – ร่วมผลิต Manner of Death กับ TV Thunder
CIBN Film – ซีรีส์ Love Complex (ร่วมกับ Greatest Entertainment)
QPower – ซีรีส์ สูทรักนักออกแบบ
และยังมีการร่วมทุนไทย–จีน (เช่น Jinloe Media Work – รักชอบเจ็บ) รวมถึงไทย–สิงคโปร์ (เช่น IME PRODUCTIONS)
แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งเองก็ไม่ได้นั่งรอซื้อคอนเทนต์เท่านั้น แต่เริ่มทุ่มทุนสร้าง Original ของตัวเอง เช่น
WeTV Original: Knock Knock Boys!, กลรักรุ่นพี่ Love Mechanics, 609 Bedtime Story
Gagaoolala Original: Call It What You Want จะรักก็รักเหอะ ภาค 1 – BL ไทยเรื่องแรกที่ร่วมทุนไทย–ไต้หวัน
โปรเจ็กต์ร่วมทุนอื่นๆ เช่น เดือนเกี้ยวเดือน 3 ที่ร่วมทุนไทย–จีน
เส้นทางคู่จิ้น: ไม่ได้เกิดจากพรหมลิขิตอย่างเดียว แต่คือการทดลองอย่างเป็นระบบ
Rocket Media Lab จำแนกเส้นทางของ 227 คู่จิ้น จาก 253 เรื่อง (2014–2023) พบว่าพอจะจัดเป็น 3 แบบใหญ่ๆ ได้คือ
แบบที่ 1: Perfect Match – จับคู่ครั้งแรกแล้วไปด้วยกันยาว ไม่เคยถูกแยกคู่อีก
แบบที่ 2: คู่กันแล้วไม่แคล้วกัน – เคยแยกไปเจอคนอื่น แต่สุดท้ายกลับมาคู่กันใหม่
แบบที่ 3: คู่ทดลอง – จับคู่ไปเรื่อยๆ เปลี่ยนคู่นักแสดงจนกว่าจะเจอเคมีที่ใช่
สัดส่วนในภาพรวมตลอด 10 ปีคือ
แบบ Perfect Match: อย่างน้อย 25 คู่เท่านั้น
แบบคู่กันแล้วไม่แคล้วกัน: อย่างน้อย 5 คู่
แบบทดลอง – พบมากที่สุด: อย่างน้อย 177 คู่
แบบที่ 1: Perfect Match – จับคู่แล้วไปยาว ไม่มีคำว่าแยก
ตัวอย่างคู่ที่เข้าข่าย Perfect Match
#ออฟกัน (ออฟ จุมพล – กัน อรรถพันธ์)
เริ่มจากคู่รองใน “รุ่นพี่ Secret Love ตอน Puppy Honey” (2016) บทปิ๊ก–โรม เคมีแรงจนได้ภาคต่อ “Puppy Honey 2” (2017) และตอนพิเศษใน Our Skyy (2018) ก่อนจะมีซีรีส์ที่เป็นคู่หลักเอง ได้แก่Theory of Love (2019)
Not Me (2021)
Cooking Crush (2023)
ทั้งเส้นทางนี้แทบไม่เคยแยกคู่กันเลย
#แม้กณฐ (แม้ก กรธัสส์ – ณฐ ณฐสิชณ์)
เริ่มเป็นคู่รองใน WHY R U (2020), Close Friend (2021), Y-Destiny (2021) จากนั้นแจ้งเกิดจากการเป็นคู่รองใน “นิ่งเฮียก็หาว่าซื่อ” (2022)
ได้เลื่อนเป็นคู่หลักเต็มตัวใน “Naughty Babe ดื้อเฮียก็หาว่าซน” (2023)
#บิวกิ้นพีพี (บิวกิ้น พุฒิพงศ์ – พีพี กฤษฏ์)
แจ้งเกิดจากคู่รองใน “My Ambulance รักฉุดใจนายฉุกเฉิน” (2019) ก่อนต่อยอดมาเป็นโปรเจกต์ “แปลรักฉันด้วยใจเธอ” ภาค 1 และ 2 ซึ่งผู้กำกับเขียนบทโดยหยิบเค้าโครงจากชีวิตจริงของทั้งสองมาใช้
ยังมีคู่ Perfect Match แบบนี้อีก เช่น #แม็กซ์ตุลย์, #จิมมี่ซี, #ฟอสบุ๊ค ฯลฯ ที่แทบจะถูกผูกชื่อเข้าด้วยกันตลอดเส้นทางสายวาย
แบบที่ 2: คู่กันแล้วไม่แคล้วกัน – เว้นช่วงไปเล่นกับคนอื่น แล้วค่อยเวียนกลับมาคู่กันอีก
ประเภทนี้คือคู่ที่ไม่ใช่ Perfect Match ตั้งแต่วันแรก เพราะระหว่างทางแยกย้ายไปเล่นกับคนอื่น แต่ความนิยมจากฐานแฟนทำให้ ได้วนกลับมาคู่กันอีกครั้ง
ตัวอย่างคู่ในตำนาน
#เตนิว (เต ตะวัน – นิว ฐิติภูมิ)
เริ่มคู่กันใน Kiss: The Series (คู่รอง)
ต่อด้วย Kiss Me Again (2018) + ตอนพิเศษ Our Skyy
ได้ภาคแยกเป็นคู่หลักใน Dark Blue Kiss (2019) ที่เนื้อหาเข้มข้นและดราม่าขึ้น
ระหว่างนั้นนิวไปมีคู่จิ้นอื่น เช่น #เอิร์ทนิว ใน Water Boyy the Series หรือไปรับบทพระเอกสายชาย–หญิงในเรื่องอื่น ก่อนทั้งสองจะกลับมาเจอกันอีกครั้งใน Cherry Magic! 30 ยังซิง เวอร์ชั่นไทย (2023)
#คริสสิงโต (คริส พีรวัส – สิงโต ปราชญา)
จุดเริ่ม: SOTUS The Series (2016)
ต่อด้วย SOTUS S (2017) + Our Skyy (2018)
คว้ารางวัลทั้งในไทยและต่างประเทศ มีฐานแฟนจนถึงจีน มาเก๊า ฯลฯ
สิงโตเองเคยไปจับคู่กับนักแสดงคนอื่น เช่น #พิชเชอร์บีเอ็ม ใน U-PRINCE Series, คู่กับลีใน Baker Boys เป็นต้น
คริสก็ไปมีคู่จิ้นใหม่อย่าง #คริสกวิน จาก Be My Favorite (2023)
แต่ด้วยความเป็น “คู่กันแล้วไม่แคล้วกัน” ทั้งสองกลับมาอีกครั้งในแฟนมีต “PERAYA PARTY BEGIN AGAIN” (2024) พร้อมประกาศโปรเจกต์ซีรีส์ใหม่ “the Ex morning แฟนเก่าเปลี่ยนแปลงบ่อย”
ตัวอย่างอื่นที่เข้าข่ายแบบนี้ เช่น #จาเฟริสท์ #เต้ตี๋ #นัทกานต์ ที่ต่างเวียนกลับมาคู่กันใหม่ตามแรงเรียกร้องของแฟนๆ
แบบที่ 3: คู่จิ้นฉบับทดลอง – ลองจับคู่ไปเรื่อยๆ หาเคมีที่ลงตัว
นี่คือรูปแบบที่พบเยอะที่สุดในวงการวายไทย การจับคู่นักแสดงจึงเหมือนการทดลองทางวิทยาศาสตร์: เปลี่ยนคู่ ปรับบท และดูรีแอคชั่นคนดู
ตัวอย่างเด่น
#โอห์มฟลุ๊ค (โอห์ม ฐิติวัฒน์ – ฟลุ๊ค ณธัช)
ทั้งคู่แจ้งเกิดจาก “Until We Meet Again ด้ายแดง” (2019) ซีรีส์วายโทนโรแมนติก–ดราม่า จากนิยายชื่อเดียวกัน ก่อนหน้านั้นฟลุ๊คเคยผ่านงานวายมาแล้วทั้งใน พี่ชาย My Bromance (2014) และ Red Wine In The Dark Night (2015)หลังด้ายแดง ทั้งคู่ได้เล่นคู่กันอีกในหลายเรื่อง เช่น
Close Friend โคตรแฟน ภาค 1 (2021)
608 Bedtime Story (2022)
Close Friend 2 (2022)
เลิฟ@นาย Oh! My Sunshine Night (2022)
แต่ฟลุ๊คเองยังไม่หยุดทดลองคู่ใหม่ เช่น คู่กับยูโดใน Make a Wish หรือกับสิงโตใน Shadow เงา / ล่า / ตาย (2023) ส่วนโอห์มก็มาจับคู่กับนักแสดงคนอื่น เช่น ใน Bake Me Please (2023)
พาเวล นเรศ พร้อมเผ่าพันธ์
ทดลองจับคู่มาหลายคน เช่นวรนาถ รัตธนภาส – 2Moons2 (2019)
ภาณุพันธ์ วงศ์จร – เพลงที่รัก (2022)
กฤติน กิจจารุวรรณกุล – Pit Babe พิษเบ๊บ (2023) ซึ่งทำให้คู่ “พาเวล–พูห์” โด่งดังมาก
โอม ภวัต จิตต์สว่างดี
หลายคนจดจำในฐานะคู่ #โอมนนน จาก Bad Buddy Series (2021) ก่อนหน้านั้นโอมเคยเล่นคู่#โอมเต้ย ใน Make It Right ภาค 1–2
เคยเข้าคู่กับสิงโตใน เขามาเชงเม้งข้างๆ หลุมผมครับ (2019)
หลัง Bad Buddy ก็ยังมีการจับคู่ใหม่กับเล้งในซีรีส์ KIDNAP ลับ-จ้าง-รัก (2024)
ภาพรวมของทั้งระบบ คืออุตสาหกรรมไม่ได้นั่งรอ “พรหมลิขิต” ให้เจอคู่ที่ใช่ แต่ใช้โมเดล ลอง-พลาด-เรียนรู้ ในการจับคู่ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะได้คู่ที่สร้างกระแสได้จริง
รสนิยมทางเพศในวายไทย: ยังเป็น “ชายแท้รักกัน” อยู่ไหม?
Rocket Media Lab สำรวจซีรีส์ 209 เรื่อง (นับเฉพาะคู่หลัก) พบว่าในจำนวนนี้
สร้างจากนิยาย: 103 เรื่อง (49.05%)
ไม่ได้มาจากนิยายวายโดยตรง / ดัดแปลงจากการ์ตูน มังงะ หรือเขียนบทใหม่: 107 เรื่อง (50.95%)
เมื่อเจาะไปที่ 418 ตัวละคร (209 คู่หลัก) จะเห็นภาพรสนิยมทางเพศที่ซับซ้อนกว่าคำว่า “ชายแท้หันมาชอบกัน” มาก
1) ตัวละครที่ชอบเพศเดียวกันชัดเจน – 193 ตัวละคร
พระเอก 91 คน
นายเอก 102 คน
ตัวอย่างเช่น
คินน์ จาก KinnPorsche The Series – มีแฟนเก่าเป็นผู้ชาย และมีคู่นอนเป็นผู้ชายอย่างชัดเจน
- หลายเรื่องเลือกใช้วิธีเล่าผ่าน “แฟนเก่าเพศชาย” เพื่อให้คนดูเข้าใจง่ายว่าตัวละครเป็นเกย์หรือชายที่ชอบผู้ชาย โดยไม่ต้องพูดคำว่า “เกย์” ตรงๆ เช่น
คืนนั้นกับนายดาวเหนือ (2022)
คุณหมีปาฏิหาริย์ (2022)
A Boss and a Babe (2023)
ฝั่งนายเอกก็ใช้วิธีเล่าแบบเดียวกัน เช่น
นะโม ใน Beyond the Star เส้นทางรักพิชิตดวงดาว – มีแฟนเก่าผู้ชาย และยอมรับว่ากลัวใจตัวเองถ้าทักกลับไปหาเขาอีก
พัท จาก Step By Step – มีแฟนเก่าผู้ชายเช่นกัน
2) ตัวละครที่สนใจมากกว่าหนึ่งเพศ / ไม่ระบุเพศที่ชอบ – 159 ตัวละคร
พระเอก 80 คน
นายเอก 79 คน
ตัวละครกลุ่มนี้ไม่ได้ประกาศว่าตัวเองเป็นอะไรชัดเจน แต่เนื้อหาเน้นไปที่ “ตกหลุมรักคนๆ หนึ่ง” มากกว่าจะยึดกรอบเพศ เช่น
เดย์ ใน Colorful Melody ทำนองรัก – ซีรีส์ไม่ได้บรรยายเพศวิถีชัดเจน อยู่ๆ ก็รักกันไปเฉยๆ
Golden Blood รักมันมหาศาล – บอดี้การ์ดตกหลุมรักนายน้อย โดยไม่ระบุรสนิยมทางเพศแบบคำจำกัดความ
เนย จาก พี่จะตีนะเนย – ตามจีบทั้งผู้หญิงและผู้ชายแบบเด็กมัธยมที่ยังค้นหาตัวเอง จนสุดท้ายมาลงเอยกับทิวา
อีกวิธีเล่าที่ใช้บ่อยคือการวางให้ตัวละครอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วย LGBTQ+ เช่น
AiLongNhai – อัยย์โตมากับครอบครัวคู่รัก LGBTQ+
Evening Cafe’ รักนี้ไม่มีขม – นายเอกทำงานใกล้ชิดกับเจ้านายกะเทย เพื่อนตุ๊ด และมีมุกล้อเล่นเรื่อง “มีผัวมาเฝ้า” ให้ทุกอย่างดูลื่นไหลแบบไม่ต้องใส่ป้ายชื่อเพศวิถี
3) ตัวละครที่เคยชอบเพศตรงข้ามมาก่อน – 56 ตัวละคร
พระเอก 32 คน
นายเอก 24 คน
ตัวอย่างเช่น
Bad Roommate ล้วงลับจับเมท (2021) – พระเอกเคยมีแฟนผู้หญิง แต่พอแกล้งทำตัวเป็นแฟนหลอกๆ กับรูมเมต กลายเป็นรักจริงขึ้นมา
หน่าฮ่าน เดอะซีรีส์ (2023) – เติ้ลไม้เคยคบกับแคลเซียม ก่อนมาพบกับเคที่เพิ่งอกหักจากแฟนหญิง แล้วทั้งคู่ก็ตกหลุมรักกัน
4) ตัวละครที่ตั้งคำถามกับรสนิยมทางเพศตัวเอง – 10 ตัวละคร
พระเอก 6 คน
นายเอก 4 คน
เช่น
รักนาย (2022) – พระเอกเคยคบแต่ผู้หญิงมาก่อน จึงเริ่มตั้งคำถามว่าตัวเอง “รักผู้ชายได้จริงไหม”
อาตี๋ของผม – แกล้งเป็นแฟนกันเพื่อเรียกร้องความสนใจจากผู้หญิงที่ชอบ แต่เรื่องค่อยๆ กลายเป็นกระบวนการสำรวจตัวเอง โดยมีอาจารย์แนะแนวอธิบายว่า “เราไม่จำเป็นต้องรีบเรียกตัวเองว่าเกย์ เลสเบี้ยน หรือไบเซ็กชวล แค่ตกหลุมรักใครคนหนึ่งก็พอ”
แปลรักฉันด้วยใจเธอ – เต๋มีกดดันเรื่องเพศอย่างหนัก กลัวทำให้แม่อาย ไม่กล้ารับว่าชอบผู้ชาย แต่พี่ชายกลับพูดเพียงว่า “มึงจะชอบใครก็ได้” เปิดพื้นที่ให้ตัวละครเรียนรู้ตัวเอง
สังเกตสำคัญ
ตัวละครที่อยู่ในโหมด “กำลังตั้งคำถามกับเพศ” พบไม่มาก แต่ไม่ได้แปลว่าเรื่องอื่นไม่เคยตั้งคำถาม เพียงแต่ส่วนใหญ่เลือกเล่าในมุม “ตั้งคำถามกับความรัก” มากกว่า
จับคู่รสนิยม: พระเอกแบบไหนมักเจอกับนายเอกแบบไหน
เมื่อจับคู่รสนิยมทางเพศของตัวละครหลักแบบละเอียด จะเห็นรูปแบบที่น่าสนใจ เช่น
พระเอกที่เป็นเกย์/ชอบผู้ชาย
มักจับคู่กับนายเอกที่เป็นเกย์/ชอบผู้ชายเหมือนกัน: 65 คน
รองลงมาคือจับคู่กับนายเอกที่ “ไม่ระบุเพศที่ชอบชัดเจน”: 19 คน
น้อยที่สุดคือคู่กับนายเอกที่ชอบผู้หญิงมาก่อน: 7 คน
พระเอกที่ไม่ระบุเพศ/สนใจหลายเพศ
เจอนายเอกที่ไม่ระบุเพศเหมือนกัน: 44 คน
เจอนายเอกที่เป็นเกย์/ชอบผู้ชาย: 25 คน
เจอนายเอกที่ชอบผู้หญิงมาก่อน: 9 คน
เจอนายเอกที่กำลังตั้งคำถามกับเพศ: 2 คน
พระเอกที่เคยชอบผู้หญิงมาก่อน
มักลงเอยกับนายเอกที่ไม่ระบุเพศชัดเจน: 14 คน
รองลงมาเจอนายเอกที่เป็นเกย์/ชอบผู้ชาย: 9 คน
น้อยที่สุดคือเจอนายเอกที่เคยชอบผู้หญิงมาก่อนเหมือนกัน: 8 คน
พระเอกที่กำลังตั้งคำถามกับเพศตนเอง
เจอกับนายเอกที่เป็นเกย์/ชอบผู้ชาย: 3 คน
เจอกับนายเอกที่ไม่ระบุเพศชัด: 2 คน
เจอกับนายเอกที่ตั้งคำถามเหมือนกัน: 1 คน
ไม่เคย พบว่าพระเอกกลุ่มนี้จับคู่กับนายเอกที่เคยชอบผู้หญิงมาก่อน
ในช่วงยุคแรกของวายไทย ประโยคคลาสสิกอย่าง “กูไม่ได้ชอบผู้ชาย กูชอบมึงคนเดียว” ปรากฏแทบทุกเรื่อง เช่น ก้องภพใน SOTUS The Series ที่พูดกับเพื่อนว่าไม่ได้ชอบผู้ชาย แต่ชอบ “พี่อาทิตย์” คนเดียว
แต่เมื่อเวลาผ่านไป 10 ปี เราจะเห็นว่าซีรีส์วายเริ่มกล้าพูดถึงคำว่า เกย์ LGBTQ+ ตรงๆ มากขึ้น เล่าความสัมพันธ์กับครอบครัว การยอมรับของพ่อแม่ และความลำบากในการออกจากตู้ ผ่านเรื่องอย่าง Dark Blue Kiss หรือเรื่องที่เล่าถึงพ่อแม่ที่ต้องนั่งอ่านคู่มือ “ลูกเป็นเกย์ต้องดูแลอย่างไร” เพื่อจะเข้าใจลูกให้ได้มากที่สุด
อาชีพตัวละคร: วายไม่ได้มีแค่วิศวะกับหมออีกต่อไป
เมื่อพิจารณาอาชีพของตัวละครหลัก 418 ตัวใน 209 เรื่อง จะพบว่าจักรวาลวายไม่ได้หยุดอยู่แค่ “เด็กวิศวะ–เด็กหมอ” แต่ขยายไปสู่หลากหลายวิถีชีวิตมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ตัวละครที่เป็นนักเรียน/นักศึกษา ยังคงครองพื้นที่มากที่สุด
นักศึกษา: 155 ตัวละคร
มัธยม: 78 ตัวละคร
ตัวอย่างซีรีส์ที่ยังคงเล่นกับบรรยากาศในรั้วโรงเรียนและมหาวิทยาลัย เช่น
Love Sick The Series – รักวุ่นๆ ของเด็กกางเกงน้ำเงิน
SOTUS The Series – รุ่นพี่วิศวะกับน้องปีหนึ่งท่ามกลางระบบโซตัส
รองลงมาคืออาชีพแบบผู้ใหญ่ทำงานจริงจังมากขึ้น
เจ้าของธุรกิจ/ประธานบริษัท: 23 ตัวละคร
เช่น Love In Translation รักไม่รู้ภาษา (2023) – เจ้าของร้านมินิมาร์ตรักกับพาร์ตเนอร์พนักงานบริษัท: 22 ตัวละคร
เช่น Cherry Magic! 30 ยังซิง เวอร์ชั่นไทย – อชิเป็นพนักงานบริษัทเครื่องเขียนธรรมดาๆ ที่อยู่ดีๆ ก็อ่านใจคนได้
นอกจากนี้ยังมีตัวละครในสายอาชีพที่ “เป็นจินตนาการ” มากขึ้น เช่น
ยมทูต, คิวปิด, วิญญาณ, ผี, สิ่งลี้ลับ ฯลฯ
ตัวอย่างเช่น คุณหมอครับ ผมมารับวิญญาณคนไข้ (หมอกับยมทูต) หรือ ผมกับผีในห้อง ที่ให้ผีมาเป็นพระเอกคู่กับนักศึกษาเจ้าของห้อง
ภาพรวมคือวายไทยกำลังขยับจาก “รักวัยเรียน” ไปสู่ “รักวัยทำงาน” และ “รักเหนือธรรมชาติ” มากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้จักรวาลเรื่องเล่ากว้างกว่าเดิมมาก
จากคู่จิ้นสู่ซอฟต์พาวเวอร์: แฟนมีตวายไทยที่เดินทางไกลถึงอิตาลี
ภายใน 10 ปี จักรวาลวายไทยไม่ได้หยุดแค่ยอดวิวหน้าจอ แต่ค่อยๆ กลายเป็น อุตสาหกรรม Soft Power ที่เคลื่อนตัวออกไปสู่แฟนๆ ทั่วโลกผ่าน Fan Meeting, คอนเสิร์ต, การซื้อลิขสิทธิ์ รวมไปถึงโปรดักต์อื่นๆ
จุดเริ่มแฟนมีตต่างประเทศ: คริส–สิงโต และยุคบุกจีน
จากข้อมูลของ Rocket Media Lab พบว่า
แฟนมีตต่างประเทศครั้งแรกของศิลปิน GMMTV เกิดในปี 2017
คู่เปิดประตูตลาด: คริส–สิงโต กับงาน “Krist – Singto Fan Meeting in China 2017”
ในปีเดียวกันยังมีงานอื่นๆ ในจีนตามมาอีกหลายเมือง เช่น
“2017 AT FIRST SIGHT with ROOKIE BOYS in Guangzhou”
“Krist – Singto Fan Meeting in Suzhou & Nanjing”
“Krist & Singto Fan Meeting in Shenzhen”
“Krist & Singto Fan Meeting in Hangzhou”
ปีถัดมา ทั้งสองยังเดินทางไปจัดงาน “Sotus S Hazing in Manila 2018” ที่ฟิลิปปินส์อีกด้วย
นั่นทำให้ SOTUS ไม่ใช่แค่ซีรีส์ดังในไทย แต่กลายเป็น แบรนด์วายไทย ที่สร้างฐานแฟนในจีนและอาเซียน
ในปีเดียวกัน
ออฟกัน มีงาน “OFF x GUN Korea First Fan Meeting” ที่โซล
คู่ นิว–เอิร์ท มีงานแฟนมีตที่กวางโจวเช่นกัน
กิจกรรมเหล่านี้ทำให้ค่ายและผู้จัดเห็นชัดว่า ตลาดต่างประเทศพร้อมจ่ายเพื่อวายไทย และเปิดทางให้มีแฟนมีตในต่างประเทศมากขึ้นหลังจากนั้น
114 แฟนมีตใน 10 ปี: วายไทยครองเอเชีย และเริ่มแตะยุโรป–อเมริกาใต้
เมื่อรวบรวมแฟนมีตของคู่จิ้นในสังกัด GMMTV ช่วงปี 2017–2023 (นับเฉพาะงานที่จัดในต่างประเทศ และเป็น “แฟนมีตของคู่จิ้น” ไม่รวมหรือคอนเสิร์ตรวม) พบว่า
มีการจัดแฟนมีตรวม 114 ครั้ง
ในเอเชีย: 112 ครั้ง
โดยจัดมากที่สุดในไต้หวัน: 19 ครั้ง
จีน: 16 ครั้ง
เวียดนาม: 15 ครั้ง
ญี่ปุ่น: 11 ครั้ง
ในยุโรป: 1 ครั้ง
“Force&Book Dream Fanmeet in Italy” – คู่ฟอสบุ๊ค
ในอเมริกาใต้: 1 ครั้ง
“FirstKhaotung 1st Fan Meeting in Brazil” – คู่เฟิร์ส–ข้าวตัง
และหากถามว่า คู่ไหนคือแชมป์ซอฟต์พาวเวอร์แฟนมีต ข้อมูลบอกชัดเจนว่า
#คริสสิงโต – 32 ครั้ง (มากที่สุด)
ออฟกัน – 19 ครั้ง
เตนิว – 17 ครั้ง
น่าสังเกตว่าประเทศที่มีการจัดแฟนมีตของคู่จิ้นมากที่สุดถึง 20 ครั้งนั้น มีงานของ #คริสสิงโต ถึง 14 ครั้ง นั่นหมายความว่าพวกเขาไม่ได้เป็นแค่คู่จิ้น แต่คือ หน้าแทนซอฟต์พาวเวอร์วายไทย ในประเทศนั้นๆ อย่างแท้จริง
จักรวาลวาย: จาก “เรื่องจิ้นในหมู่แฟนคลับ” สู่ทรัพย์สินทางวัฒนธรรมไทย
เมื่อมองภาพรวม 10 ปีของซีรีส์วายไทย จะเห็นการเปลี่ยนแปลงหลายมิติที่เดินคู่กันอย่างชัดเจน
จากคู่รองทดลองตลาด สู่คู่หลักที่มีภาคต่อและภาคแยกของตัวเอง
จากประโยค “ไม่ได้เป็นเกย์ แค่ชอบมึงคนเดียว” สู่การเล่าเรื่อง LGBTQ+ แบบตรงไปตรงมาในมิติครอบครัว การยอมรับ และการค้นหาตัวตน
จากทีวีสาธารณะที่ต้องหลบเลี่ยงฉากวาบหวิว สู่แพลตฟอร์มออนไลน์ที่ปล่อย เวอร์ชัน Uncut / Sultrier ให้แฟนๆ ดูแบบจุใจ
จากการผลิตปีละไม่กี่เรื่อง สู่การผลิตปีละหลายสิบเรื่อง และการร่วมทุนข้ามชาติ
จากแค่ซีรีส์บนจอ สู่แฟนมีต คอนเสิร์ต และกิจกรรมต่างประเทศที่ขยายฐานแฟนไปทั่วเอเชีย จนเริ่มแตะยุโรปและอเมริกาใต้
ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า ซีรีส์วายไทยไม่ได้เป็นเพียง “กระแสฮิตชั่วครั้งคราว” แต่กำลังกลายเป็น “สินทรัพย์ทางวัฒนธรรม” ที่มีทั้ง
อำนาจทางเศรษฐกิจ (ยอดวิว ทัวร์ แฟนมีต สินค้า)
อำนาจทางวัฒนธรรม (การเล่าเรื่องเพศสภาพและความรักหลากหลายแบบ)
อำนาจทางสังคม (การผลักดันให้สังคมคุ้นชินกับ LGBTQ+ มากขึ้น)
และในขณะที่จักรวาลซีรีส์วายไทยยังขยายตัวต่อไป ทั้งในแง่จำนวนเรื่อง แนวทางการเล่า และตลาดต่างประเทศ ก็มีแนวโน้มสูงว่าในอนาคต “วายไทย” จะยืนเคียงบ่าเคียงไหล่วัฒนธรรมป๊อปจากประเทศอื่นในภูมิภาคนี้ได้อย่างเต็มภาคภูมิ
หมายเหตุ: หากมีข้อมูลเพิ่มเติมหรือพบจุดที่คลาดเคลื่อน รายงานเชิงข้อมูลแบบนี้ยังสามารถอัปเดตต่อได้เสมอ เพื่อให้ภาพของจักรวาลวายไทยในอีก 10 ปีข้างหน้า ชัดและใหญ่กว่านี้ยิ่งกว่าเดิม

