รวมไฮไลท์ BMW MINI และ BMW Motorrad ใน Motor Show 2025
งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 46 ปี 2025 ปีนี้ BMW, MINI และ BMW Motorrad จัดหนักทั้งรถหรู ปลั๊กอินไฮบริด รถแรงสายสนาม ไปจนถึงบิ๊กไบค์สายลุยที่เกิดมาเพื่อออกทริประยะไกล เรียกว่าครบทุกสายไม่ว่าจะใช้ในเมือง หรือจะบรรทุกกล่องออกต่างจังหวัด
มาดูทีละรุ่นว่า คันไหนคือ “รถสายทริปในฝัน” ของคุณ
BMW 330e M Sport ใหม่ – ซีดานปลั๊กอินหรูที่พร้อมออกทริป
BMW 330e M Sport ใหม่
ราคา 2,999,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและแพ็คเกจ BSI Standard)
ซีรีส์ 3 รุ่นขวัญใจตลาดของ BMW กลับมาพร้อมขุมพลังปลั๊กอินไฮบริดที่ทั้งสปอร์ตและหรูหราในคันเดียว รุ่นใหม่อัปเกรดแบตเตอรี่ ระบบปฏิบัติการ และหน้าตาภายนอกให้ดุดันขึ้น เหมาะกับคนที่อยากได้รถทำงานกลางสัปดาห์ แต่สุดสัปดาห์ก็พร้อมออกทริปยาว ๆ
จุดเด่นด้านขุมพลังไฟฟ้าคือแบตเตอรี่แรงดันสูงขนาด 22.3 kWh รองรับการชาร์จสูงสุด 11 kW ทำให้เวลาชาร์จเต็มลดลงเหลือประมาณ 2 ชั่วโมง 15 นาที แถมระยะทางวิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนตามมาตรฐาน WLTP เพิ่มขึ้นเป็นราว 85–101 กม. ขับแบบไร้มลภาวะในเมืองได้สบาย
ระบบขับเคลื่อนปลั๊กอินไฮบริดใช้เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 2.0 ลิตร BMW TwinPower Turbo ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 80 kW รวมแล้วให้กำลังสูงสุด 292 แรงม้า แรงบิด 420 นิวตันเมตร ส่งกำลังผ่านเกียร์ 8 สปีด Steptronic Sport ไปยังล้อหลัง ฟังก์ชัน Sport Boost กดเพิ่มความแรงช่วงเร่งแซงได้ 10 วินาที ช่วยให้แซงด่วน ๆ บนทางต่างจังหวัดมั่นใจมากขึ้น
ระบบกันสะเทือน Adaptive M ช่วยเพิ่มความนิ่งและความแม่นยำในการควบคุมในทุกสภาพถนน เหมาะทั้งทางเรียบในเมืองและโค้งต่อโค้งบนเส้นทางเขา
ภายนอกโดดเด่นด้วยล้ออัลลอย M ขนาด 19 นิ้ว ลาย Double Spoke สองสี ชุดแต่ง M Sport Pro รอบคัน มี M Lights Shadowline เติมเฉดเข้มให้ไฟหน้า Adaptive LED เสริมด้วย M High-gloss Shadowline และสปอยเลอร์ท้ายแบบ M ปิดจบด้วยหลังคากระจกไฟฟ้าและคาลิเปอร์เบรกสีแดงเงา ลุคสปอร์ตเต็มใบ
ห้องโดยสารเน้นฟีลขับสนุกสไตล์ M พวงมาลัยหนังแบบ M ทรงตัดขอบล่าง แผงคอนโซลดีไซน์หรู ตกแต่งแนว M ทั้งเข็มขัดนิรภัย M เบาะสปอร์ตหน้า วัสดุ Aluminium Rhombicle Anthracite M และอีกหลายรายละเอียดที่สายขับต้องชอบ
ระบบปฏิบัติการใหม่ BMW Operating System 8.5 ช่วยให้เรียกใช้ฟังก์ชันต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น มี BMW Iconic Sounds Electric เพิ่มเสียงเครื่องยนต์จำลองผ่านชุดเครื่องเสียง Harman Kardon เวลาใช้โหมดไฟฟ้าล้วน เติมอารมณ์การขับเหมือนรถสปอร์ตจริง ๆ
ด้านความปลอดภัยจัดเต็ม ทั้ง Active Cruise Control with Stop & Go, Parking Assistant Plus และเสียงเตือนคนเดินเท้า (Acoustic Protection for Pedestrians) ขณะขับด้วยไฟฟ้าล้วน
สีตัวถังมีให้เลือกทั้งเทา Brooklyn Grey Metallic, น้ำเงิน Portimao Blue Metallic (จับคู่เบาะหนัง Vernasca ตะเข็บสีดำ), ขาว Mineral White Metallic และดำ Black Sapphire Metallic (จับคู่เบาะหนัง Vernasca ตะเข็บสีน้ำตาล)
BMW M3 Competition M xDrive Touring – แวกอนตัวแรง สายครอบครัวซิ่ง
BMW M3 Competition M xDrive Touring ใหม่
ราคา 10,439,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและ BSI Standard)
BMW M3 Competition M xDrive Touring พร้อมเบรกเซรามิค
ราคา 11,139,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและ BSI Standard)
แวกอนตัวท็อปของตระกูลซีรีส์ 3 รุ่นนี้คือคำตอบของคนที่อยากได้รถใช้งานทุกวัน แต่เวลาออกทริปก็พร้อมซัดแบบสนามแข่งในคันเดียว สมรรถนะจัดเต็มแต่ยังอเนกประสงค์บรรทุกสัมภาระได้ครบ
ใช้เครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบ 3.0 ลิตร M TwinPower Turbo แรงขึ้นจากรุ่นก่อน 20 แรงม้า เป็นกำลังสูงสุด 530 แรงม้า (390 kW) แรงบิด 650 นิวตันเมตร ที่ 2,750–5,730 รอบ/นาที จับคู่เกียร์ 8 สปีด M Steptronic Sport พร้อม Drivelogic และระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ BMW M xDrive ทำ 0–100 กม./ชม. ได้ใน 3.6 วินาที ความเร็วสูงสุดแตะ 280 กม./ชม. เมื่อมีแพ็คเกจ M Driver’s Package
ระบบขับเคลื่อน M xDrive ปรับการกระจายแรงบิดหน้า–หลังได้อย่างอิสระเพื่อการควบคุมที่แม่นยำ ฟังก์ชัน Boost Control เตรียมระบบส่งกำลังให้พร้อมก่อนออกตัว ช่วยให้ดึงเต็มทุกแรงบิดที่มี ส่วนระบบเบรกมาตรฐานเป็นแบบ M compound และยังอัปเกรดเป็น เบรกเซรามิค M Carbon ได้เพื่อการชะลอความเร็วที่มั่นใจยิ่งขึ้น
ด้านหน้ารถใช้ไฟหน้า Adaptive LED ดีไซน์ใหม่ กรอบโทนเข้มจากแพ็คเกจ M Lights Shadowline คู่กับกระจังหน้าไตคู่แนวนอนสไตล์ M ซุ้มล้อทรงพลัง ราวหลังคา M high-gloss Shadowline และล้อ M ดีไซน์ใหม่ขนาด 19/20 นิ้ว ลาย Double Spoke มีให้เลือกหลายโทนสี พร้อมชุดแต่ง M Carbon รอบคัน เพิ่มความดุดันทุกมุมมอง
ภายในยังคงฟีล M เต็มขั้น พวงมาลัย M สามก้านทรงตัดขอบล่าง ตกแต่งคาร์บอนไฟเบอร์ มีตำแหน่ง 12 นาฬิกาสีแดง เบาะหน้าแบบ M Carbon bucket seat ที่โอบกระชับทุกจังหวะการเข้าโค้ง ชุดแต่ง M Carbon Fibre เติมรายละเอียดสปอร์ตไปทั่วคอนโซล และระบบช่วยขับต่าง ๆ สามารถตั้งค่าได้ผ่านเมนูใน BMW Operating System 8.5 ที่ออกแบบใหม่
ตัวรถมีให้เลือกหลายสีทั้ง Alpine White, Sao Paulo Yellow, Black Sapphire, Skyscraper Grey, Aventurine Red, Brooklyn Grey, Toronto Red, Isle of Man Green รวมถึงสีพิเศษจาก BMW Individual อีกกว่า 100 สี
BMW M4 Competition M xDrive Coupe – คูเป้ตัวแรงสายสนาม
BMW M4 Competition M xDrive Coupe ใหม่
ราคา 10,339,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและ BSI Standard)
BMW M4 Competition M xDrive Coupe ใหม่ พร้อมเบรกเซรามิค
ราคา 11,039,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและ BSI Standard)
คูเป้สาย M ที่ถูกปรับโฉม อัปเกรดสมรรถนะ และยกระดับเทคโนโลยีให้สดใหม่ เพื่อคนที่อยากได้รถแรงที่พร้อมทั้งสนามและถนนจริง
มาพร้อม M Driver’s Package เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน เพิ่มความเร็วสูงสุดจาก 250 เป็น 290 กม./ชม. เครื่องยนต์ 6 สูบ 3.0 ลิตร M TwinPower Turbo เพิ่มกำลังอีก 20 แรงม้าเท่ากับ M3 Touring ให้กำลังสูงสุด 530 แรงม้า (390 kW) แรงบิด 650 นิวตันเมตร ส่งกำลังผ่านระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออัจฉริยะ BMW M xDrive ช่วยให้ทำ 0–100 กม./ชม. ได้เพียง 3.5 วินาที
เบรกสามารถอัปเกรดเป็นระบบเบรกเซรามิค M Carbon เช่นเดียวกับรุ่นพี่ เสริมการควบคุมร่วมกับช่วงล่าง Adaptive M ที่ติดตั้งมาเป็นมาตรฐาน
ภายนอกใช้ไฟหน้า Adaptive LED ด้านท้ายเด่นด้วยไฟท้ายเลเซอร์แบบเดียวกับรุ่นตัวแรงน้ำหนักเบาอย่าง M4 CSL เส้นข้างลู่ลมรับกับล้อ M ขนาด 19/20 นิ้ว ลาย Double Spoke มีให้เลือกทั้งสี M Silver, ดำ และดำทูโทน พร้อมชุดแต่ง M Carbon เพิ่มคาแรกเตอร์ดิบทุกด้าน
ห้องโดยสารปรับทิศทางการออกแบบไปในแนวเดียวกับ M3 Touring พวงมาลัย M ทรงตัดขอบล่าง และระบบ BMW Operating System 8.5 ที่เพิ่มประสบการณ์การใช้งานและการตั้งค่าตัวรถได้ละเอียดขึ้น
สีตัวรถมีให้เลือกหลากหลาย ทั้ง Sao Paulo Yellow, Black Sapphire, Dravit Grey, Isle of Man Green, Skyscraper Grey, Frozen Brilliant White, Tanzanite Blue, Alpine White, Portimao Blue, Toronto Red, Brooklyn Grey, Aventurine Red รวมถึง Frozen Portimao Blue และสีพิเศษอีกกว่า 100 สีจาก BMW Individual
BMW 530e Inspiring ใหม่ – ซีดานผู้บริหารสายปลั๊กอิน
BMW 530e Inspiring ใหม่
ราคา 3,299,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและ BSI Standard)
ซีรีส์ 5 ปลั๊กอินไฮบริดที่เน้นเปิดประตูให้เข้าถึงความหรูระดับผู้บริหารของ BMW ได้ง่ายขึ้น แต่ยังคงลุคสปอร์ตโฉบเฉี่ยวที่ทำให้ซีรีส์ 5 ยังคงเป็นที่นิยมทั่วโลก
ภายนอกโดดเด่นด้วยความหรูคลาสสิก เส้นสายรอบคันคมชัด รุ่นนี้ใส่ชุดแต่ง Titanium Bronze โทนบรอนซ์อ่อนบนกระจังหน้าไตคู่ เข้ากับแสงจากระบบไฟ BMW Iconic Glow ล้อขนาด 20 นิ้วเป็นแบบ Aerodynamic ในโทน Multicolour Titanium Bronze เล่นสีรับกับชุดแต่งได้อย่างลงตัว
ระบบไฮบริดใช้เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 2.0 ลิตร BMW TwinPower Turbo ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า ให้กำลังรวม 220 kW / 299 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 450 นิวตันเมตร ทำ 0–100 กม./ชม. ได้ใน 6.3 วินาที ความเร็วสูงสุด 230 กม./ชม.
โหมดไฟฟ้าล้วนใช้แบตเตอรี่แรงดันสูงขนาด 22.1 kWh วิ่งได้ไกลประมาณ 87–102 กม. (WLTP) ที่ความเร็วสูงสุด 140 กม./ชม. พร้อมเสียงเครื่องยนต์จำลองจากระบบ BMW IconicSounds Electric เพิ่มอรรถรสการขับขี่
ห้องโดยสารมาในโทนตัดกันระหว่างผิววัสดุสีเงิน Dark Silver และลายไม้ Dark Oak ปุ่มควบคุมและคันเกียร์ใช้วัสดุคริสตัลจากชุดแต่ง BMW CraftedClarity ดูหรูหราแต่ยังใช้งานจริงได้ดี แพ็คเกจ BMW Live Cockpit Professional ช่วยให้เข้าถึงฟังก์ชันความสะดวกและความปลอดภัยมากมายผ่านหน้าจอ 12.3 นิ้ว
ระบบช่วยขับมีทั้ง Driving Assistant มาตรฐาน (อัปเกรดเป็น Driving Assistant Plus ผ่าน ConnectedDrive Store ได้) และ Parking Assistant Plus ที่ทำงานกับกล้องรอบคัน หากต้องการความล้ำกว่าเดิมก็มีตัวเลือก Parking Assistant Professional และระบบ BMW Head-Up Display ที่ฉายข้อมูลสำคัญขึ้นระดับสายตา ลดการละสายตาจากถนน
ฟังก์ชันเสริมด้านความสบายมีระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบ 4 โซน กล้องภายในสำหรับถ่ายภาพผู้ขับขี่และผู้โดยสารแล้วส่งต่อไปยังสมาร์ทโฟน และอุปกรณ์ Travel & Comfort ที่ติดตั้งมาจากโรงงานสำหรับยึดอุปกรณ์ต่าง ๆ ด้านหลังเบาะหน้า เพิ่มความสะดวกเวลาทริปยาว
สีตัวถังมีให้เลือกทั้ง Black Sapphire Metallic, Mineral White Metallic, Oxide Grey Metallic (มาพร้อมเบาะ Veganza สีน้ำตาล Espresso) และ Cape York Green (เบาะ Veganza สีดำ)
BMW M5 Touring ใหม่ – ไฮบริดพันธุ์แรง สายเดินทางไกลตัวจริง
BMW M5 Touring ใหม่
ราคา 13,299,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและ BSI Standard)
BMW M5 Touring ใหม่ พร้อมเบรกเซรามิค
ราคา 13,999,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและ BSI Standard)
M5 Touring ใหม่ เปิดตัวในไทยอย่างเป็นทางการ พร้อมวางตัวเป็นรถที่จบทุกโจทย์ ทั้งใช้ในชีวิตประจำวัน ทริปยาวแบบครอบครัว และการขับแบบสมรรถนะสูงในคันเดียว
งานออกแบบภายนอกได้แรงบันดาลใจจากรถแข่งแท้ เส้นสายข้างตัวถังถูกปรับให้เป็นเอกลักษณ์ ซุ้มล้อบึกบึน เส้นหลังคาทอดยาวไปด้านท้าย ด้านหน้ามาพร้อมช่องรับลมขนาดใหญ่ กระจังหน้าไตคู่แบบ M พร้อมไฟ BMW Iconic Glow ส่วนท้ายใช้ชุดไฟท้ายดีไซน์รับกับสัดส่วนรถ วางเหนือดิฟฟิวเซอร์และชุดท่อไอเสีย 4 ท่อ ที่บอกชัดว่าคันนี้ไม่ธรรมดา
หัวใจของคันนี้คือระบบขับเคลื่อน M HYBRID ผสมผสานเครื่องยนต์ V8 ขนาด 4.4 ลิตร เข้ากับมอเตอร์ไฟฟ้า ใช้เกียร์ 8 สปีด M Steptronic เครื่องยนต์อย่างเดียวให้กำลังสูงสุด 430 kW / 585 แรงม้า แรงบิด 750 นิวตันเมตร ที่ 1,800–5,400 รอบ/นาที ส่วนมอเตอร์ไฟฟ้าเทคโนโลยี BMW eDrive เจเนอเรชันที่ 5 ให้กำลังเพิ่มอีก 145 kW / 197 แรงม้า แรงบิด 280 นิวตันเมตร รวมกันแล้วระบบ M HYBRID ให้กำลังรวมสูงสุดถึง 727 แรงม้า (535 kW) และแรงบิดสูงสุด 1,000 นิวตันเมตร
เพื่อรับมือกับพลังระดับนี้ M5 Touring ใหม่ใช้แชสซีที่ออกแบบโดยเฉพาะจาก BMW M พร้อมช่วงล่าง Adaptive M และระบบเลี้ยวล้อหลัง Integral Active Steering ช่วยให้โค้งแคบ ๆ หรือเปลี่ยนเลนเร็ว ๆ ทำได้แม่นยำ รถเร่ง 0–100 กม./ชม. ใน 3.6 วินาที ความเร็วสูงสุดแตะ 305 กม./ชม. และยังอัปเกรดระบบเบรกเป็น M Carbon ceramic ได้เพื่อลดระยะเบรกและเพิ่มการตอบสนองเวลาขับเต็มสมรรถนะ
ล้ออัลลอย M น้ำหนักเบาขนาด 20 นิ้วด้านหน้า และ 21 นิ้วด้านหลัง ลาย Double Spoke มีให้เลือกโทนสีดำ เทาทูโทน Midnight Grey และดำทูโทน พื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้ายจุได้สูงสุด 1,630 ลิตร พร้อมระบบเปิดประตูท้ายอัตโนมัติ เหมาะมากสำหรับสายทริปที่ขนสัมภาระเยอะ
ห้องโดยสารเน้นคนขับเป็นศูนย์กลาง ตกแต่งด้วยพวงมาลัยหนัง M พร้อมคาร์บอนไฟเบอร์ เบาะนั่ง M multifunction เข็มขัดนิรภัย M ระบบไฟภายในเฉพาะรุ่น M และชุดเครื่องเสียง Bowers & Wilkins เสริมความหรูด้วยชุดแต่ง Dark Silver M ที่ผสมผสานโทนเงินเข้มกับคาร์บอนไฟเบอร์
ระบบ BMW iDrive เวอร์ชันล่าสุดบน BMW Operating System 8.5 รองรับทั้งการสั่งงานผ่านหน้าจอสัมผัสและเสียง มาพร้อม BMW Live Cockpit Professional ที่รวมระบบนำทาง BMW Maps และฟังก์ชัน Augmented View ระบบช่วยขับ Driving Assistant Professional มีทั้งควบคุมพวงมาลัย รักษาเลน Active Cruise Control และ Lane Change Assist ส่วนระบบ Parking Assistant Professional ให้ควบคุมการจอดรถผ่านสมาร์ทโฟนจากภายนอกรถได้
MINI John Cooper Works Electric – มินิไฟฟ้าตัวแรง 3 ประตู
MINI John Cooper Works Electric ใหม่
ราคา 2,199,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและแพ็คเกจ MSI Standard)
รุ่นไฟฟ้าล้วนตัวแรงคันแรกภายใต้ชื่อ John Cooper Works ที่เตรียมลุยตลาดไทยอย่างเต็มตัว ทางเลือกใหม่ของคนที่อยากได้มินิไฟฟ้าแต่ยังอยากได้ฟีล “Go-Kart feeling” เต็ม ๆ แบบ JCW แท้
ตัวถังแบบ 3 ประตู ใช้ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าที่ให้กำลังสูงสุด 190 kW / 258 แรงม้า แรงบิด 350 นิวตันเมตร มาเต็มแบบเรียกใช้ได้ทันที ไม่มีอาการรอรอบเหมือนรถสันดาป แถมยังมีฟังก์ชัน Electric Boost เพิ่มพลังมอเตอร์อีก 20 kW ช่วงออกตัวระยะสั้น เติมอารมณ์ดึงหลังติดเบาะได้อีกระดับ
ช่วงล่างปรับจูนในสไตล์ John Cooper Works ให้ฟีลขับแบบโกคาร์ทที่เป็นเอกลักษณ์ของ MINI แต่ยกระดับความแรงและความคล่องตัวให้ตอบโจทย์สายซิ่งที่อยากพารถออกทริปเส้นเขา หรือทางโค้ง ๆ สนุก ๆ
ภายนอกใช้โลโก้ JCW โทนแดง–ขาว–ดำที่ได้แรงบันดาลใจจากธงตาหมากรุก พร้อมสปอยเลอร์ท้ายดีไซน์เด่น ที่ช่วยทั้งเรื่องอากาศพลศาสตร์และเพิ่มระยะทางวิ่งให้ได้ไกลสุดถึง 371 กม./ชาร์จ (WLTP)
ห้องโดยสารเน้นโทนแดง–ดำตามสไตล์ JCW พวงมาลัยสปอร์ต JCW สีดำ ตะเข็บแดง หุ้มผ้าที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกาให้จับถนัดมือ เบาะสปอร์ต JCW รองรับสรีระแน่น ๆ ตะเข็บสีแดงตัดกับหนังเทียมสีดำเข้ากับผิวหน้าคอนโซล
ระบบ MINI Experience Modes เพิ่มโหมดพิเศษ Go-Kart สำหรับรุ่น JCW ปรับพวงมาลัยให้ไวขึ้น คันเร่งตอบสนองเร็วขึ้น และแสดงข้อมูลแรงบิด กำลัง และแรง G แบบเรียลไทม์บนหน้าจอ OLED ทรงกลมด้านหน้า
สีตัวถังมีให้เลือกทั้งเทา Legend Grey, แดง Chili Red II, ขาว Nanuq White, ดำ Midnight Black II และน้ำเงิน Blazing Blue
MINI John Cooper Works Aceman – 5 ประตูไฟฟ้า สายใช้งานในเมือง
MINI John Cooper Works Aceman ใหม่
ราคา 2,399,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและแพ็คเกจ MSI Standard)
Aceman คือสมาชิกใหม่ในครอบครัว MINI ตัวถัง 5 ประตู ยกสูงขึ้นเล็กน้อย เน้นความเอนกประสงค์สำหรับสายเมือง แต่ยังอัดแน่นด้วยขุมพลังไฟฟ้าตัวแรงสไตล์ JCW
ใช้มอเตอร์ไฟฟ้ากำลัง 190 kW / 258 แรงม้า เช่นเดียวกับ MINI JCW Electric 3 ประตู แต่ได้ห้องโดยสารที่กว้างกว่าและตัวถังที่ยกสูงขึ้นเล็กน้อย ความเร็วสูงสุด 200 กม./ชม. ทำ 0–100 กม./ชม. ได้ใน 6.4 วินาที แบตเตอรี่แรงดันสูงขนาด 54.2 kWh รองรับระยะทางวิ่งประมาณ 355 กม./ชาร์จ (WLTP)
รองรับการชาร์จเร็ว DC 95 kW ชาร์จเต็มได้ในประมาณ 31 นาที หรือชาร์จ AC 11 kW เต็มในราว 5 ชั่วโมง 30 นาที เหมาะทั้งชาร์จที่บ้านและชาร์จตามสถานีระหว่างทาง
ดีไซน์ภายนอกสะท้อน DNA JCW ด้วยลายคาดสปอร์ตแดง–ดำ หลังคาและฝาครอบกระจกมองข้างสีเดียวกัน ล้ออัลลอย John Cooper Works ขนาด 19 นิ้ว ลาย Strive Spoke ทูโทนช่วยให้ลุคยกสูงดูกระฉับกระเฉง
ห้องโดยสารโปร่งด้วยหลังคากระจกพาโนรามา ภายในยังคงเอกลักษณ์ JCW ทั้งพวงมาลัยเฉพาะรุ่น เบาะนั่งสปอร์ต และหน้าจอ OLED ทรงกลม ระบบ MINI Experience Modes รองรับโหมด Go-Kart เช่นกัน เติมความสนุกให้กับการขับในเมือง
รถ MINI เจเนอเรชันใหม่ทุกคันรองรับ Digital Key Plus ใช้สมาร์ทโฟนเป็นกุญแจรถได้โดยไม่ต้องหยิบออกจากกระเป๋า ทั้ง JCW Aceman และ JCW Electric ยังมาพร้อมฟังก์ชัน Remote Parking ช่วยควบคุมการจอดและนำรถออกจากที่จอดผ่านสมาร์ทโฟนได้ด้วย
สีตัวถัง MINI John Cooper Works Aceman ใหม่ มีให้เลือกทั้ง Legend Grey, Chili Red II, Nanuq White และ Midnight Black II
MINI John Cooper Works & JCW Convertible ใหม่ – ความสนุกสายเบนซิน
MINI John Cooper Works ใหม่
MINI John Cooper Works Convertible ใหม่
(ประกาศราคาอย่างเป็นทางการเร็ว ๆ นี้)
MINI JCW เครื่องยนต์เบนซินกลับมาในโฉมใหม่ ภายใต้แนวทางการออกแบบ New MINI Family เจเนอเรชันล่าสุด เน้นความสนุกแบบเพียว ๆ ทั้งรุ่นหลังคาปกติและรุ่นเปิดประทุนสำหรับคนรักสายลมและแสงแดด
ทั้งสองรุ่นใช้เครื่องยนต์ TwinPower Turbo 4 สูบ ขนาด 2.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 231 แรงม้า (170 kW) แรงบิด 380 นิวตันเมตร จับคู่เกียร์อัตโนมัติคลัตช์คู่ ปรับจูนเพื่อสมรรถนะเร้าใจ JCW เร่ง 0–100 กม./ชม. ใน 6.1 วินาที ส่วน JCW Convertible ทำได้ใน 6.4 วินาที ความเร็วสูงสุด 250 และ 245 กม./ชม. ตามลำดับ
รุ่น Convertible ใช้หลังคาผ้าที่เปิดได้สองโหมด ทั้งแบบซันรูฟและเปิดประทุนเต็มรูปแบบ เปิดอัตโนมัติได้ภายใน 18 วินาที ขณะขับด้วยความเร็วไม่เกิน 30 กม./ชม. เมื่อเปิดเต็มที่หลังคาจะพับเก็บด้านหลังเบาะหลัง และหน้าจอ OLED ทรงกลมจะเริ่มนับเวลาขับแบบเปิดประทุนด้วยโหมด Always Open Timer
ดีไซน์ภายนอกเด่นด้วยโลโก้ JCW แบบใหม่ด้านหน้า กระจังหน้าทรงแปดเหลี่ยมสีดำเงา ช่องรับลมขนาดใหญ่ช่วยระบายความร้อนเครื่องยนต์ ส่วนท้ายมีดิฟฟิวเซอร์สีดำและท่อไอเสียกลาง ล้ออัลลอย John Cooper Works ขนาด 18 นิ้ว ลาย Lap Spoke ทูโทนตอกย้ำความสปอร์ต
ทั้งสองรุ่นมีโหมดขับพิเศษ Go-Kart เข้าผ่าน MINI Experience Modes ปรับพวงมาลัยและคันเร่งให้ตอบสนองไว พร้อมแสดงข้อมูลสมรรถนะเพิ่มบนหน้าจอ OLED ทรงกลม และยังรองรับ MINI Digital Key Plus สำหรับการเข้าถึงรถแบบดิจิทัล
MINI Cooper Convertible S ใหม่ – เปิดประทุนสายคลาสสิก
MINI Cooper Convertible S ใหม่
ราคา 3,199,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและ BSI Standard)
สำหรับคนรักทริปแบบเปิดหลังคารับลม MINI Cooper Convertible S ใหม่ คือการผสมความกะทัดรัดเข้ากับอิสระสไตล์เปิดประทุน ภายใต้แนวทางดีไซน์ New MINI Family รุ่นล่าสุด
ไฮไลท์อยู่ที่หลังคาผ้าซึ่งเปิดได้ทั้งแบบซันรูฟและเปิดเต็มรูปแบบ โหมดเปิดเต็มทำงานอัตโนมัติได้ใน 18 วินาที ที่ความเร็วไม่เกิน 30 กม./ชม. ส่วนโหมดซันรูฟสามารถเปิดได้ที่ความเร็วเท่าใดก็ได้ เมื่อพับหลังคาเต็ม ตัวหลังคาจะถูกเก็บไว้ด้านหลังเบาะหลัง และหน้าจอ OLED จะเริ่มจับเวลาการขับแบบเปิดประทุนด้วยโหมด Always Open Timer
พื้นที่เก็บสัมภาระเมื่อเปิดหลังคาอยู่ที่ 160 ลิตร และเพิ่มเป็น 215 ลิตร เมื่อปิดหลังคา ประตูท้ายดีไซน์ให้เปิดลงด้านล่างเพื่อยกของเข้า–ออกได้ง่าย ช่วยให้รถเปิดประทุนคันนี้ยังคงใช้งานจริงได้ดีสำหรับทริปสั้น–ยาว
ขุมพลังเป็นเครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 204 แรงม้า (150 kW) แรงบิด 300 นิวตันเมตร ทำ 0–100 กม./ชม. ได้ใน 6.9 วินาที ความเร็วสูงสุด 237 กม./ชม. ระบบกันสะเทือนปรับจูนเพื่อความแม่นยำและความคล่องตัวสูง ทำให้เข้าโค้งสนุกไม่แพ้รุ่นหลังคาแข็ง
ภายในเน้นดีไซน์ “Charismatic Simplicity” วัสดุหุ้มเบาะลายถักแบบทูโทน นั่งสบาย ดูแลรักษาง่าย ระบบ MINI Experience Modes ในรุ่นนี้เพิ่มชุดโปรเจคเตอร์สองตัวด้านหลังจอ OLED สำหรับฉายกราฟิกและแสงบนคอนโซลเมื่อขับแบบปิดหลังคา เพิ่มบรรยากาศในห้องโดยสาร
แพ็คเกจ Driving Assistant Plus ช่วยควบคุมพวงมาลัยและรักษาช่องทางเดินรถ ลดภาระเวลาเดินทางไกล เซ็นเซอร์อัลตราโซนิก 12 ตัว และกล้อง Surround View 4 ตัว ทำงานร่วมกับระบบ Parking Assistant Plus ให้ตรวจหาช่องจอดและจอดให้เองแม้พื้นที่จะแคบ
สีตัวถังมีให้เลือกทั้งเทา Copper Grey, ขาว Nanuq White และเหลือง Sunny Side Yellow
BMW R 1300 GS Adventure – บิ๊กไบค์สายทัวร์ริ่งระดับตำนาน
บีเอ็มดับเบิลยู R 1300 GS Adventure
ราคาประมาณ 1,250,000 – 1,350,000 บาท
ตำนานมอเตอร์ไซค์แอดเวนเจอร์สำหรับที่สุดของการเดินทางไกลกลับมาอีกครั้งในรูปโฉมใหม่แทบทั้งคัน R 1300 GS Adventure เกิดมาเพื่อคนที่ชอบทริปยาว ๆ ทะลุจังหวัด ลุยได้ทั้งทางดำและทางฝุ่น
หัวใจยังคงเป็นเครื่องยนต์บ็อกเซอร์สองสูบเอกลักษณ์ของ BMW รุ่นนี้เปิดตัวครั้งแรกใน R 1300 GS และถูกนำมาต่อยอดใน Adventure พร้อมการย้ายชุดเกียร์มาติดตั้งใต้เครื่องยนต์ ทำให้เครื่องมีขนาดกะทัดรัดขึ้น พร้อมปรับตำแหน่งเพลาลูกเบี้ยวใหม่ ให้สมรรถนะสูงสุด 145 แรงม้า (107 kW) ที่ 7,750 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 149 นิวตันเมตร ที่ 6,500 รอบ/นาที กลายเป็นเครื่องยนต์บ็อกเซอร์ที่แรงที่สุดจากสายการผลิต BMW ในตอนนี้
ระบบ Automated Shift Assistant (ASA) ช่วยให้เปลี่ยนเกียร์ได้ง่ายและเป็นธรรมชาติด้วยคลัตช์และคันเกียร์ที่ทำงานแบบอัตโนมัติ แต่ยังคงอารมณ์การขี่สไตล์บ็อกเซอร์ไว้ครบถ้วน
ระบบกันสะเทือนออกแบบใหม่ ใช้เฟรมตัวถังเหล็กกล้าขนาดเล็กลงแต่แข็งแรงขึ้น ช่วงท้ายเปลี่ยนมาใช้เฟรมโครงตาข่ายอลูมิเนียม แทนเฟรมท่อเหล็กรุ่นเก่า ระบบนำทางล้อหน้า EVO Telelever ทำงานร่วมกับชิ้นส่วนยืดหยุ่นสูง ผสานระบบนำทางล้อหลัง EVO Paralever ที่ปรับปรุงใหม่ เพิ่มความแม่นยำในการเลี้ยวและความมั่นคงเวลาเดินทางไกล
ระบบ Dynamic Suspension Adjustment (DSA) ปรับความแข็งของสปริงหน้า–หลังตามโหมดขับขี่ สภาพถนน การเคลื่อนไหวของตัวรถ และน้ำหนักบรรทุก ความสูงตัวรถก็สามารถปรับอัตโนมัติให้เหมาะกับการใช้งาน ขณะจอดหรือขับด้วยความเร็วต่ำ ตัวรถจะลดความสูงลง 30 มม. เพื่อให้ขึ้น–ลงสะดวกขึ้น
โหมดขับขี่มีให้เลือก 4 โหมด คือ Rain, Road, Eco และ Enduro สำหรับการลุยออฟโรดอย่างจริงจัง นอกจากนี้ยังมาพร้อมระบบ Dynamic Cruise Control (DCC) พร้อมฟังก์ชันเบรกเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน และแพ็คเกจ Riding Assistant ที่มีตัวช่วยสำคัญอย่าง Active Cruise Control (ACC), Front Collision Warning (FCW) และ Lane Change Warning
ด้านดีไซน์ ถังน้ำมันอลูมิเนียมขนาด 30 ลิตร โชว์เต็มใบ ช่วยให้มั่นใจเวลาออกทริปยาว และยังช่วยบังลมจากด้านหน้า วินชิลด์ขนาดใหญ่พร้อมแผ่นบังลมใสอีกสองชิ้นช่วยลดลมปะทะและเสียงลม ข้างถังด้านบนมีถาดยางสำหรับวางของเวลาแวะพักทาง
ด้านหน้าใช้ไฟ LED แบบเมทริกซ์พร้อม Daytime Running Light และไฟเสริม LED ทรงบางอีกสองดวง ไฟเลี้ยว LED ดีไซน์ใหม่ย้ายมาติดที่แฮนด์การ์ดด้านหน้า และออกแบบให้เข้ากับงานดีไซน์ส่วนท้ายรถอย่างลงตัว
R 1300 GS Adventure ใหม่มีให้เลือก 4 รุ่นย่อย คือ Triple Black (เกียร์ธรรมดา), GS Trophy (เกียร์ธรรมดา), Option 719 Karakorum (เกียร์ธรรมดา) และ Option 719 ASA (เกียร์อัตโนมัติ)
BMW S 1000 RR ใหม่ – ซูเปอร์ไบค์ตัวแข่งในร่างรถถนน
บีเอ็มดับเบิลยู S 1000 RR
(ประกาศราคาเร็ว ๆ นี้)
สายซูเปอร์ไบค์ได้เฮ S 1000 RR รุ่นใหม่กลับมาประจำการบนถนนอีกครั้งพร้อมการอัปเกรดหลายจุด เน้นยกระดับสมรรถนะในสนามแข่งให้สุดกว่าเดิม และพาเทคโนโลยีเหล่านั้นลงสู่ถนนจริง
ขุมพลังยังคงเป็นเครื่องยนต์ 4 สูบเรียง 4 จังหวะ ขนาด 999 ซีซี ตัวเดิม กำลังสูงสุด 210 แรงม้า (154 kW) แรงบิด 113 นิวตันเมตร พร้อมผ่านมาตรฐานมลภาวะ Euro 5+ แล้ว คันเร่งแบบช่วงชักสั้นตอบสนองไวขึ้นเวลาเปิดคันเร่งเต็ม ระบบปีก winglet ใหม่ช่วยกดตัวรถให้เกาะถนนมากขึ้นเมื่อใช้ความเร็วสูง ฝาครอบล้อหน้าโฉมใหม่เพิ่มช่องระบายอากาศช่วยระบายความร้อนระบบเบรก แผงข้างตัวถังออกแบบใหม่ให้ดุดันกว่าเดิม
ระบบโหมดการขี่ Pro เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ช่วยให้เรียกใช้โหมด Race Pro ที่ปรับการตอบสนองของคันเร่ง แรงบิด การชะลอความเร็วโดยไม่ใช้เบรก ระบบ Hill Start Control Pro และ ABS ให้ตั้งค่าได้ละเอียดถึง 5 ระดับ นอกจากนี้ยังเพิ่มระบบ Dynamic Brake Control (DBC) มาเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ช่วยควบคุมแรงเบรกให้ปลอดภัยยิ่งขึ้นเวลาต้องเบรกหนัก
สำหรับสีตัวรถ S 1000 RR ใหม่ เปิดตัวในไทยด้วยสีเทา Bluestone metallic และขาว Light white M Motorsport
สรุปสำหรับสายทริปมอเตอร์ไซค์และคนรักการเดินทาง
สำหรับสายทริปสองล้อ BMW R 1300 GS Adventure คือตัวเต็งสำหรับใครที่มองหามอเตอร์ไซค์เดียวจบ ลุยได้ทุกสภาพถนน แบกสัมภาระออกทริปยาวได้สบาย ส่วนคนที่อยากได้ฟีลสนามบนถนนจริง S 1000 RR ใหม่ก็พร้อมเป็นคู่หูในวันหยุดบนเส้นทางโปรด
ด้านรถยนต์ ถ้าเน้นทริปครอบครัวแต่ยังอยากได้แรงระดับรถแข่ง M3 Touring, M4 Coupe และ M5 Touring มีให้เลือกตามงบและสไตล์การใช้ ถ้าชอบความเนียน หรู ประหยัด แถมพร้อมโหมดไฟฟ้าไว้เข้าเมือง 330e และ 530e คือคู่ใจที่เหมาะกับทั้งวันทำงานและวันเที่ยว
ส่วนคนรัก MINI ถ้าชอบไฟฟ้าล้วนและขับในเมืองเป็นหลัก JCW Electric และ JCW Aceman คือสองตัวเลือกที่ทั้งแรง ทั้งคล่องตัว และฟีลโกคาร์ทจัดเต็ม ใครชอบอารมณ์รับลม เปิดประทุนชิล ๆ ทั่วไทย MINI JCW Convertible และ Cooper Convertible S ก็คือเพื่อนร่วมทริปที่พร้อมเติมสีสันให้ทุกเส้นทางเดินทางของคุณ

