ผ้าไทยยุคใหม่: จากหูกทอผ้าสู่รันเวย์โลก
กระทรวงมหาดไทยชวนช่างทอผ้าและศิลปินหัตถกรรมทั่วประเทศร่วมปลุกกระแส “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ผ่านเวทีประกวดผ้าลายพระราชทาน “ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์” และงานหัตถกรรม ประจำปี 2568 เพื่อสืบสานภูมิปัญญาผ้าท้องถิ่นให้ก้าวไกลสู่ระดับนานาชาติ
หัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนครั้งนี้ คือการนำภูมิปัญญาเดิมมาผสานกับองค์ความรู้และเทคโนโลยีใหม่ ๆ ให้ผ้าไทยตอบโจทย์คนทุกเจเนอเรชัน ใส่ได้จริง ใช้ได้ทุกโอกาส และสร้างรายได้กลับสู่ชุมชนอย่างมั่นคง
พระปณิธาน “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” สู่มรดกโลกวัฒนธรรม
จากพระปณิธานอันแน่วแน่ของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ในการอนุรักษ์และต่อยอดผ้าไทย ทำให้งานผ้าและหัตถศิลป์ไทยได้รับการยอมรับในวงกว้าง โดยยูเนสโกได้เชิดชูพระเกียรติด้านการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมและการส่งเสริมวิจิตรศิลป์ ณ กรุงปารีส
เพื่อต่อยอดแนวพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” กระทรวงมหาดไทย โดยกรมการพัฒนาชุมชน จึงเดินหน้าจัดประกวดผ้าลายพระราชทานและงานหัตถกรรมต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 เพื่อให้ผ้าไทยไม่ใช่เพียงมรดกที่เก็บบนหิ้ง แต่เป็น แฟชั่นที่มีชีวิต อยู่ในทุกวันของคนไทย






งานแถลงข่าว: จุดสตาร์ตสู่เวทีประกวดระดับประเทศ
ปีนี้มีการจัดงานแถลงข่าวการประกวดผ้าลายพระราชทาน “ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์” และงานหัตถกรรม ประจำปี 2568 เพื่อประกาศรายละเอียดการคัดเลือกและเกณฑ์การตัดสิน ผู้ชนะจะได้รับเหรียญรางวัลพระราชทาน และยังสามารถนำผลงานไปเป็นต้นแบบให้กับผู้สนใจต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้ต่อไป
ในงานมีตัวแทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและที่ปรึกษาโครงการ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” มาร่วมถ่ายทอดแนวคิดและเป้าหมายของโครงการอย่างชัดเจน วางภาพใหญ่ให้เห็นว่า ผืนผ้าหนึ่งผืน สามารถกลายเป็นทั้งอาชีพ รายได้ และตัวตนของชุมชนได้อย่างไร
ผ้าลายพระราชทาน: จากแรงบันดาลใจสู่ลายผ้าร่วมสมัย
หนึ่งในไฮไลต์ของปีนี้ คือการพระราชทานแบบลายผ้า “ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์” ซึ่งออกแบบจากการศึกษาศิลปกรรมไทยและผ้าโบราณ นำมาต่อยอดให้ร่วมสมัยและใช้ได้จริงทั้งในชีวิตประจำวันและงานแฟชั่น
ลายผ้าพระราชทานแบ่งเป็น 2 ชุดใหญ่ ประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ เช่น
ลายดอกพุดตาน
ลายหัวใจดอกพุดตาน
ลายมยุรสิริ
ลายม้า
ลายขอเจ้าฟ้าฯ 2568
ผ้าสามารถสร้างสรรค์ได้ในหลากหลายเทคนิคดั้งเดิม ไม่ว่าจะเป็น
ผ้ามัดหมี่
ผ้ายก
ผ้าจก
ผ้าขิด
ผ้าแพรวา
ผ้าบาติก
ลายเหล่านี้ถูกมอบต่อให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อนำไปสู่มือช่างทอผ้าและช่างหัตถกรรมในพื้นที่ ให้แต่ละจังหวัดตีความลายพระราชทานผ่านเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นของตนเอง
ผ้าไทย + เทคโนโลยี + ตลาด = เศรษฐกิจฐานรากที่ยั่งยืน
แนวทางของกระทรวงมหาดไทยและกรมการพัฒนาชุมชน ไม่ได้มองผ้าไทยเป็นเพียงงานศิลป์เท่านั้น แต่มองเป็น เครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก อย่างเต็มรูปแบบ
การทำงานจึงครอบคลุมทั้ง
พัฒนาความรู้และเทคนิคการทอและออกแบบลายผ้าพระราชทานให้ร่วมสมัย
ส่งเสริมด้านการตลาด การแข่งขัน และการจัดแสดงสินค้า
สร้างเครือข่ายความร่วมมือหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และดีไซเนอร์
คณะทำงานโครงการ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ทำหน้าที่เสมือน “วิชชาลัยผ้าเคลื่อนที่” ลงพื้นที่ให้คำแนะนำแก่ช่างทอผ้าทั่วประเทศ ช่วยจุดประกายไอเดียใหม่ ๆ แต่ยังคงรากเหง้าของภูมิปัญญาดั้งเดิมไว้ครบถ้วน
แนวคิดหลักคือ Sustainable Fashion – แฟชั่นที่ยั่งยืน ที่ให้ความสำคัญกับ
การใช้เส้นใยธรรมชาติ
การย้อมสีธรรมชาติที่ปลอดภัยต่อผู้สวมใส่และสิ่งแวดล้อม
การผลิตอย่างรับผิดชอบและสอดคล้องกับวิถีชุมชน





แผนงานประกวด: จากระดับจังหวัดสู่รอบชิงระดับประเทศ
กรมการพัฒนาชุมชนได้ออกแบบกระบวนการประกวดให้ครอบคลุมทุกภูมิภาค เปิดรับผลงานจาก 76 จังหวัดทั่วประเทศ ทั้งประเภทผ้าและงานหัตถกรรม รวมผลงานหลายพันชิ้นที่ส่งเข้ามาร่วมเวที
กระบวนการคัดเลือกแบ่งเป็นหลายช่วง ได้แก่
การคัดกรองผลงานในระดับจังหวัด ตามหลักเกณฑ์และแนวทางที่กำหนด
การส่งผลงานเข้าประกวดในระดับภูมิภาคทั้ง 4 ภูมิภาค
การประกวดรอบตัดสินระดับภาค (Quarter Final) ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม เมืองทองธานี
การประกวดรอบรองชนะเลิศ (Semi-Final) ต่อเนื่องจากรอบภาค
นอกจากการประกวดแล้ว ยังมีการจัดแสดงผลงานในรูปแบบ POP Up Store ในศูนย์การค้าชั้นนำ เพื่อให้ประชาชนได้สัมผัสผลงานจริง เห็นทั้งลายผ้า สัมผัสเนื้อผืน และเรียนรู้เรื่องราวเบื้องหลังแต่ละชิ้นงาน
ไฮไลต์สำคัญอยู่ที่ รอบชิงชนะเลิศระดับประเทศ ซึ่งจะมีการตัดสินผ้าลายพระราชทาน “ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์” และงานหัตถกรรม โดยมีพระองค์ท่านเสด็จเป็นองค์ประธานในการตัดสิน พร้อมทั้งมีพิธีมอบเหรียญรางวัลพระราชทานในช่วงปลายปี







กติกาและหัวใจของการส่งผลงานเข้าประกวด
ลายผ้าพระราชทาน “สิริราชพัสตราภรณ์” ไม่ได้เปิดพื้นที่ให้สร้างสรรค์เพียงอย่างเดียว แต่ยังตั้งโจทย์ให้ผู้ส่งผลงาน กลับไปหาต้นกำเนิดของภูมิปัญญา ตัวเองด้วย
เงื่อนไขสำคัญของการเข้าประกวด ได้แก่
ผู้ส่งผลงานต้องเป็นผู้ผลิตหรือช่างฝีมือ ที่มีภูมิลำเนาในจังหวัดที่สมัคร
ผลงานต้องเป็น งานทำมือ เท่านั้น
ใช้เส้นใยธรรมชาติ เช่น ไหมพื้นบ้าน หรือฝ้ายเข็นมือ
เน้นการย้อมสีธรรมชาติเป็นหลัก
ต้องระบุแหล่งที่มาวัตถุดิบ กระบวนการย้อม และสูตรสีธรรมชาติอย่างละเอียด
ผู้เข้าประกวดสามารถนำลายโบราณของท้องถิ่นมาผสมผสานกับลายพระราชทาน “สิริราชพัสตราภรณ์” ได้ในทุกเทคนิค ทําให้แต่ละผืนกลายเป็น ผลงานร่วมสมัยที่มีรากจากท้องถิ่นของตัวเอง
ประเภทการประกวดผ้าแบ่งออกเป็น 14 ประเภท อาทิ
ผ้ามัดหมี่
ผ้าขิด
ผ้าจก
ผ้าบาติก
ผ้าเทคนิคสร้างสรรค์
ส่วนฝั่งงานหัตถกรรม ก็เปิดกว้างให้ต่อยอดลายพระราชทานไปสู่หลากหลายสื่อสร้างสรรค์ เช่น
งานเซรามิก
งานจักสาน
งานหัตถกรรมที่ใช้ลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ
งานจากลายขิดนารีรัตนราชกัญญา
งานจากลายดอกรักราชกัญญา
งานจากลายสิริวชิราภรณ์
งานและผ้าบาติกจากลายชบาปัตตานี
งานจากลายสิริราชพัสตราภรณ์
เกณฑ์การตัดสิน: ไม่ได้ดูแค่สวย แต่ต้องเล่าเรื่องได้ด้วย
คณะกรรมการจะใช้มุมมองทั้งเชิงศิลป์และเชิงคุณภาพในการพิจารณาผลงาน โดยให้คะแนนจาก
ความกว้างและสัดส่วนหน้าผ้า
ความเรียบร้อยและความสม่ำเสมอของการทอ
การใช้สีธรรมชาติที่กลมกลืนกับลวดลาย
ความชัดเจนของลายและความงามโดยรวม
ความคิดสร้างสรรค์ และการประยุกต์ลายพระราชทานให้ร่วมสมัย
การออกแบบบรรจุภัณฑ์
การเล่าเรื่อง (Storytelling) ที่ถ่ายทอดที่มาและตัวตนของชิ้นงาน
ผ้าหนึ่งผืนจึงไม่ได้เล่าเพียงเรื่องลาย แต่เล่าเรื่องชีวิต วิถี และตัวตนของผู้ทอและชุมชนทั้งชุมชน



รางวัล: จากผ้าบนกี่สู่เหรียญรางวัลพระราชทาน
รางวัลการประกวดระดับประเทศแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ
1. รางวัลพิเศษ
Best of the Best – รางวัลสูงสุดจากทุกประเภทผ้าและงานหัตถกรรม
รางวัลการใช้สีธรรมชาติยอดเยี่ยม
รางวัลลวดลายตามแบบพระราชทานได้งดงามที่สุด
- รางวัลงานหัตถกรรมที่นำลายพระราชทานไปต่อยอดได้อย่างโดดเด่น เช่น
หัตถกรรมจากลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ
หัตถกรรมจากบาติกลายพระราชทาน
หัตถกรรมจากลายขิดนารีรัตนราชกัญญา
หัตถกรรมจากลายดอกรักราชกัญญา
หัตถกรรมจากลายสิริวชิราภรณ์
หัตถกรรมและผ้าบาติกจากลายชบาปัตตานี
หัตถกรรมจากลายสิริราชพัสตราภรณ์
และรางวัลอื่น ๆ ตามความเหมาะสมของผลงาน
2. เหรียญรางวัลพระราชทาน
รางวัลชนะเลิศอันดับ 1: เหรียญทองคำ
รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1: เหรียญเงิน
รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2: เหรียญนาก
รางวัลชมเชย: ใบประกาศเกียรติคุณ
เบื้องหลังเหรียญทุกเหรียญ คือช่างฝีมือที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจ ถ่ายทอดทุกหายใจของชุมชนลงบนผืนผ้าอย่างแท้จริง
Coaching ทั่วประเทศ: โรงเรียนผ้าเคลื่อนที่สำหรับช่างทอ
เพื่อให้ช่างทอผ้าและผู้ประกอบการเข้าใจลายพระราชทาน “ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์” อย่างลึกซึ้ง คณะทำงานโครงการจัดกิจกรรม Coaching ลงพื้นที่ทั้ง 4 ภาค โดยเลือก 5 จุดหลักในการดำเนินการ ได้แก่
ภาคกลาง จังหวัดนนทบุรี
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดอุบลราชธานี และจังหวัดอุดรธานี
ภาคใต้ จังหวัดสงขลา
ภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่
ทีมผู้เชี่ยวชาญและดีไซเนอร์จะลงพื้นที่เพื่อ
แนะนำการถอดลายผ้าพระราชทาน
ให้คำปรึกษาเรื่องโทนสีและการใช้สีธรรมชาติ
เสนอแนวทางพัฒนาเทคนิคให้ร่วมสมัย แต่ไม่ทิ้งรากภูมิปัญญาเดิม
เป้าหมายคือการยกระดับผลงานให้ตอบโจทย์ทั้งเวทีประกวดและตลาดจริง ผ้าที่ทอจึงไม่ใช่แค่เพื่อแข่ง แต่เพื่อขายและใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน
ผ้าไทยในมือช่าง ทั่วประเทศคือฮีโร่ตัวจริง
ตลอดเส้นทางของโครงการนี้ มีช่างทอผ้าและศิลปินหัตถกรรมจากทุกภูมิภาคเข้ามามีส่วนร่วม เปลี่ยนเรื่อง “ผ้าไทยใส่ยาก” ให้กลายเป็น “ผ้าไทยใส่แล้วสนุก ใส่แล้วภูมิใจ”
เวทีประกวดระดับประเทศจึงไม่ใช่แค่การแข่งขัน แต่เป็นพื้นที่ให้คนตัวเล็ก ๆ จากหมู่บ้านเล็ก ๆ ได้ขึ้นมาประกาศศักยภาพต่อหน้าทั้งประเทศและสายตาโลก
ท้ายที่สุด ผ้าหนึ่งผืนอาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของแบรนด์ใหม่ สินค้าใหม่ หรือแม้แต่ชีวิตใหม่ของทั้งชุมชนก็ได้
ถึงเวลาแล้วที่เราจะไม่เพียง “ชื่นชม” ผ้าไทย แต่ “สวมใส่” และ “สนับสนุน” ผ้าไทยให้เติบโตต่อไปอย่างยั่งยืน
ร่วมลุ้นและเป็นกำลังใจให้สุดยอดผลงานจากปลายมือช่างไทยทั่วประเทศ บนเวทีรอบชิงชนะเลิศในปลายปีนี้ ที่จะชี้ชัดว่า ผืนไหนจะเป็นตัวแทนเล่าเรื่องผ้าไทยสู่สายตาทั้งประเทศและโลกในก้าวต่อไปของวงการแฟชั่นไทย

