ศูนย์การค้าไลฟ์สไตล์: จากที่เดินช้อปสู่พื้นที่ใช้ชีวิต
ศูนย์การค้าไลฟ์สไตล์คือพื้นที่รีเทลที่ผสานการช้อปปิ้ง ร้านอาหารกรุงเทพ การทำงาน และความบันเทิงเข้าไว้ใต้หลังคาเดียวกัน โดยออกแบบให้ตอบสนองกิจกรรมในชีวิตประจำวันของคนเมือง ตั้งแต่การกิน การพบปะสังคม ไปจนถึงการทำงานแบบดิจิทัล พร้อมสร้างบรรยากาศให้ผู้คนอยากใช้เวลาอยู่ในพื้นที่นานขึ้น และกลับมาใช้บริการซ้ำเป็นประจำจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตประจำวันของย่านนั้น ๆ. หัวใจของการเปลี่ยนผ่านนี้คือการยอมรับว่าการเดินห้างแบบเดิมที่เน้นซื้อของอย่างเดียวเริ่มไม่ตอบโจทย์คนเมืองยุคหลังโควิด เมื่อผู้บริโภคคาดหวังพื้นที่ที่ช่วยจัดการทั้งชีวิต ไม่ใช่แค่กระตุ้นการใช้จ่ายอีกต่อไป แบรนด์รีเทลที่ปรับตัวทันจึงลงทุนสร้างลิฟต์สไตล์คอมเพล็กซ์ที่วางตัวเป็น “จุดหมายปลายทาง” มากกว่า “อาคารขายของ” และผลลัพธ์คือการแข่งขันสร้างย่านใหม่ที่มีชีวิตแทบทั้งวันทั้งคืนบนทั้งฝั่งธนบุรีและพื้นที่ค้นหาย่านสุขุมวิท.
ฝั่งธนบุรีกับ Lotus’s Eatery: ฟู้ดคอร์ทที่กลายเป็นเดสติเนชัน
การเปิดตัว Lotus’s Eatery บนชั้น 4 ของไอซีเอส ลิฟต์สไตล์คอมเพล็กซ์ฝั่งธนบุรี คือสัญญาณชัดว่าฟู้ดคอร์ทไม่ใช่แค่พื้นที่นั่งกินราคาย่อมเยาอีกต่อไป แต่ถูกยกระดับเป็น Lifestyle Space ที่ตั้งใจให้คนมาแฮงก์เอาต์และใช้เวลานาน ๆ การร่วมมือระหว่างไอซีเอสกับกลุ่มซีพี แอ็กซ์ตร้าเพื่อรวบรวมร้านอาหารดังและร้านมิชลินไกด์กว่า 30 ร้าน ทำให้พื้นที่ 1,200 ตารางเมตรนี้กลายเป็นศูนย์อาหารที่ใหญ่ที่สุดในย่านฝั่งธนบุรี และผลักดันให้สัดส่วนโซนอาหารบนชั้นเดียวกันเพิ่มขึ้นจากราว 20-30% เป็น 50% อย่างเห็นได้ชัด. คำกล่าวของผู้บริหารที่มองดีลนี้เป็น “ก้าวสำคัญของธุรกิจศูนย์อาหารภายใต้การบริหารของบริษัท” ไม่ได้เกินจริงเลย เมื่อมองผ่านเลนส์ยุทธศาสตร์เมืองฝั่งธนบุรี ไอซีเอสถูกออกแบบเป็นมิกซ์ยูสไลฟ์สไตล์คอมเพล็กซ์เพื่อเติมเต็มเมืองใหม่ฝั่งธนให้สมบูรณ์ โดย Lotus’s Eatery ทำหน้าที่เป็น Food Destination หลักที่ดึงทั้งพนักงานออฟฟิศและชาวย่านให้เข้ามาใช้พื้นที่อย่างต่อเนื่อง นี่คือการใช้ร้านอาหารกรุงเทพคุณภาพดี ราคาจับต้องได้เป็นเครื่องมือทำให้ “การเดินห้าง” กลายเป็น “การมาใช้ชีวิต” มากขึ้น.
| มิติเปลี่ยนแปลง | ก่อน Lotus’s Eatery | หลัง Lotus’s Eatery |
|---|---|---|
| สัดส่วนพื้นที่อาหารชั้น 4 | ประมาณ 20-30% | 50% ของพื้นที่ทั้งหมด |
| ขนาดศูนย์อาหาร | เล็กกระจายหลายจุด | 1,200 ตร.ม. ใหญ่สุดในฝั่งธนบุรี |
| ภาพลักษณ์ | ฟู้ดคอร์ททั่วไป | Lifestyle Space แหล่งแฮงก์เอาต์ |

ทรู ดิจิทัล พาร์ค: เมื่อรีเทลกลายเป็นแพลตฟอร์มชีวิตย่านสุขุมวิท
ในพื้นที่ค้นหาย่านสุขุมวิท การพลิกโฉมรีเทลของทรู ดิจิทัล พาร์คโดยบริษัท ซีพี ฟิวเจอร์ ซิตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ คอร์ปอเรชั่น เป็นอีกตัวอย่างว่าศูนย์การค้าไลฟ์สไตล์กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานของเมืองยุคดิจิทัล พื้นที่นี้วางตัวเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีและสตาร์ทอัพที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน ภายใต้แนวคิด “One Roof, All Possibilities” ที่ไม่แยกรีเทลออกจากสำนักงาน ที่พักอาศัย และคอมมูนิตี้ของคนรุ่นใหม่. การรีโนเวทศูนย์การค้าทั้งหมดพร้อมแคมเปญ “Life Starts Here” ไม่ได้เป็นแค่การเปลี่ยนร้านใหม่กว่า 250 ร้าน แต่คือการประกาศว่าพื้นที่รีเทลต้องทำหน้าที่เติมเต็มทุกด้านของชีวิตประจำวันของทั้งครอบครัว ตั้งแต่ร้านอาหารหลากหลาย คาเฟ่ ศูนย์กีฬา ไปจนถึงบริการด้านสุขภาพและพื้นที่อีเวนต์ที่หมุนเวียนสร้างสีสันตลอดเวลา การเพิ่มร้านกีฬาและบริการที่ใส่ใจสุขภาพหลังยุคโควิดสะท้อนว่าผู้ใช้ไม่หาพื้นที่เดินเล่นอย่างเดียว แต่มองหาพื้นที่ที่ช่วยดูแลตัวเองแบบ new normal ด้วย. หนึ่งในคำกล่าวที่สะท้อนความสำเร็จของยุทธศาสตร์นี้คือ “หลังจากที่เราได้มีการเปลี่ยนโฉมพื้นที่รีเทล พบว่าตั้งแต่ไตรมาส 1 – ไตรมาส 3 ปี 2567 มีผู้เข้าใช้บริการเพิ่มขึ้นกว่า 25% หรือโดยเฉลี่ย 15 ล้านคนต่อปี เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปี 2566” ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการทำรีเทลให้เป็นไลฟ์สไตล์ฮับ ดึงคนกลับมาพื้นที่จริงได้อย่างมีนัยสำคัญ.

Lotus’s Eatery และเทคโนโลยีดิจิทัล: สูตรดึงคนเมืองกลับเข้าสู่พื้นที่จริง
สิ่งที่น่าสนใจคือทั้งฝั่งธนบุรีและย่านสุขุมวิทต่างใช้ Lotus’s Eatery เป็นองค์ประกอบหลักของศูนย์การค้าไลฟ์สไตล์ในแบบของตัวเอง ทรู ดิจิทัล พาร์คมี Lotus’s Eatery บนพื้นที่กว่า 1,500 ตร.ม. ที่รวบรวมร้านอาหารระดับ Michelin Bib Gourmand และ Street Food กว่า 50 ร้าน ทำงานร่วมกับร้านอาหารและคาเฟ่ชื่อดังกว่า 100 ร้านในโครงการ เพื่อสร้างอีโคซิสเท็มการกินที่ครบทั้งคุณภาพและความหลากหลาย. ในขณะที่ Lotus’s Eatery สาขาไอซีเอสย้ำจุดแข็งเรื่องเมนูคุณภาพในราคาจับต้องได้ และใช้ดีไซน์ยูนิฟอร์มจากแบรนด์ดีไซเนอร์ไทยเพื่อสร้างภาพลักษณ์ทันสมัยและมีชีวิตชีวา ร้านดังทั้งระดับตำนานและมิชลินไกด์ถูกคัดเลือกมาอย่างตั้งใจให้กลายเป็นแม่เหล็กดึงคนเข้าพื้นที่ ทั้งสองแห่งยังเปิดพื้นที่หมุนเวียนให้ SME ทดลองตลาด ซึ่งเป็นการใช้ศูนย์อาหารเป็นแพลตฟอร์มพัฒนาผู้ประกอบการรายย่อยควบคู่กับการสร้างประสบการณ์ใหม่ให้ผู้บริโภค. การผสานดิจิทัลเข้าไปในประสบการณ์ก็สำคัญไม่แพ้กัน ทรู ดิจิทัล พาร์คนำระบบ Cashless Payment, Wifi 24 ชั่วโมง และระบบสมาชิกผ่าน Line Official มาช่วยให้การใช้บริการในพื้นที่เป็นไปอย่างไร้รอยต่อ แถมเพิ่มบริการ Ride Sharing และ Car Sharing เพื่อเชื่อมการเดินทางของผู้ใช้บริการกับพื้นที่รีเทลอย่างแนบแน่น เมื่อต่อภาพรวมเข้าด้วยกันจะเห็นว่าฟู้ดคอร์ทในศูนย์การค้าไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ไม่ได้ขายแค่อาหาร แต่ขายประสบการณ์เมืองดิจิทัลที่จับต้องได้.

ศูนย์การค้าไลฟ์สไตล์ในกรุงเทพกำลังแข่งขันสร้างเมืองมากกว่าขายของ
เมื่อมองแนวโน้มร่วมกัน ทั้งไอซีเอสและทรู ดิจิทัล พาร์คกำลังพิสูจน์ว่าการแข่งขันของรีเทลในกรุงเทพไม่ใช่เรื่องโปรโมชันหรือราคาอีกต่อไป แต่เป็นการแข่งขันสร้างย่านที่คนอยากใช้ชีวิตอยู่จริง ฝั่งธนบุรีใช้โครงการไอซีเอสเป็นจิ๊กซอว์สำคัญในยุทธศาสตร์การสร้างเมืองใหม่ต่อยอดจากไอคอนสยาม และใช้ Lotus’s Eatery เป็นจุดหมายด้านอาหารเพื่อดึงคนข้ามแม่น้ำมาใช้พื้นที่ ขณะที่พื้นที่ค้นหาย่านสุขุมวิทใช้ทรู ดิจิทัล พาร์คซึ่งตั้งอยู่ระหว่างซอยสุขุมวิท 101 และ 101/1 เป็นศูนย์กลางนวัตกรรมที่เชื่อมไลฟ์สไตล์ของครอบครัว วัยทำงาน และนักศึกษาภายใต้หลังคาเดียว. ศูนย์การค้าไลฟ์สไตล์จึงกำลังทำหน้าที่เหมือน “หัวใจเมืองย่อย” ที่ประกอบด้วยรีเทล มิกซ์ยูส และโครงสร้างดิจิทัลครบวงจร ผู้ชนะในเกมนี้จะเป็นโครงการที่เข้าใจว่าคนเมืองต้องการพื้นที่ที่จัดการทั้งการกิน การเดินทาง การทำงาน และการพักผ่อนในวงจรเดียวกัน ไม่ใช่แค่แหล่งซื้อของ จุดเปลี่ยนจากฟู้ดคอร์ทสู่ Lifestyle Space และจากห้างสรรพสินค้าเดี่ยวสู่ลิฟต์สไตล์คอมเพล็กซ์ จึงไม่ใช่กระแสแฟชั่น แต่เป็นทิศทางระยะยาวของการพัฒนาเมือง. บทสรุปชัด ๆ คือ หากกรุงเทพต้องการเป็นเมืองที่คนอยากอยู่มากกว่ามาเที่ยว ศูนย์การค้าไลฟ์สไตล์แบบ Lotus’s Eatery และทรู ดิจิทัล พาร์คอาจเป็นโมเดลตั้งต้นที่บอกให้เห็นว่า การลงทุนใน “พื้นที่ใช้ชีวิต” ให้ครบมิติ คือคำตอบที่จับต้องได้มากกว่าการสร้างอาคารสูงหรือถนนเพิ่ม.







