ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกัน

ดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกันดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

งบประมาณแท็บเล็ต 1.7 หมื่นล้าน ใช้งานจริงไม่ถึง 11% สะท้อนช่องว่างเทคโนโลยีในโรงเรียน

งบประมาณแท็บเล็ต 1.7 หมื่นล้าน ใช้งานจริงไม่ถึง 11% สะท้อนช่องว่างเทคโนโลยีในโรงเรียน
ความสนใจ|การศึกษาสำหรับเด็กวัยเรียน

โครงการแท็บเล็ต Anywhere Anytime คืออะไร และปัญหาหลักอยู่ตรงไหน

โครงการส่งเสริมการเรียนรู้ขั้นพื้นฐานทุกที่ทุกเวลา หรือโครงการแท็บเล็ต Anywhere Anytime คือเมกะโปรเจกต์ด้านเทคโนโลยีในโรงเรียนที่รัฐใช้งบประมาณแท็บเล็ตจำนวนมหาศาลเพื่อจัดซื้อและแจกแท็บเล็ตพร้อมแพลตฟอร์มการเรียนรู้ NDLP ให้ครูและนักเรียนทั่วประเทศ โดยอ้างว่าจะยกระดับการเรียนรู้ ลดความเหลื่อมล้ำ และเปิดโอกาสให้เข้าถึงสื่อดิจิทัลทุกที่ทุกเวลา แต่ข้อมูลการใช้งานกลับชี้ว่าการใช้งานแท็บเล็ตและแพลตฟอร์มต่ำมาก ขาดการเชื่อมโยงกับห้องเรียนจริง และไม่ตอบโจทย์เด็กกลุ่มเปราะบางที่ต้องการการสนับสนุนพื้นฐานมากกว่าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เมื่อวันที่ 9 กันยายน ในการพิจารณามาตรา 24 กระทรวงศึกษาธิการ มีการอภิปรายตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าของงบประมาณแท็บเล็ต โดยชี้ว่าโครงการนี้ผูกพัน 5 ปี มูลค่า 17,305 ล้านบาท และเบิกจ่ายแล้วกว่า 5,172 ล้านบาท แต่ผลลัพธ์ไม่สอดคล้องกับเงินภาษีที่ลงไป การใช้งานแท็บเล็ตจึงไม่ใช่แค่เรื่องเทคนิค แต่สะท้อนวิธีคิดเชิงนโยบายที่วัดความสำเร็จจากจำนวนเครื่อง มากกว่าคุณภาพการเรียนรู้

งบประมาณแท็บเล็ต 1.7 หมื่นล้าน ใช้งานจริงไม่ถึง 11% สะท้อนช่องว่างเทคโนโลยีในโรงเรียน

ตัวเลขการใช้งานแท็บเล็ตต่ำเตี้ย และแพลตฟอร์มที่กลายเป็นภาระครู

เมื่อดูตัวเลขการใช้งานแท็บเล็ตและแพลตฟอร์ม NDLP ภาพความสิ้นเปลืองทางการศึกษายิ่งชัดเจน จากโรงเรียนนำร่อง 100 แห่งที่ถือว่าใช้งานสูงที่สุด มีนักเรียนลงทะเบียนกว่า 1.5 แสนคน แต่ Active Users เพียง 16,946 คน หรือราว 11 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ครูในระบบ 7,836 คน ใช้งานจริงเพียง 542 คน หรือ 6.9 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น นี่ไม่ใช่ตัวเลขผิดพลาด แต่เป็นหลักฐานว่าการลงทุนถูกออกแบบโดยไม่ฟังเสียงผู้ใช้ ที่น่าตอกย้ำคือระยะเวลาใช้งานเฉลี่ย ผู้ใช้กดเข้าอยู่เพียง 1 นาที 9 วินาทีแล้วออกจากระบบทันที แสดงว่าตัวแพลตฟอร์มไม่ได้ถูกบูรณาการเข้ากับการเรียนการสอนจริง ครูที่ได้รับแท็บเล็ตเล่าไปในแนวเดียวกันว่าดีใจที่ได้ของฟรี แต่ไม่เคยใช้ NDLP เลย โครงการกลับบังคับให้ครูผลิตและอัปโหลดสื่อขึ้นระบบ ทั้งที่ไม่มีใครใช้ประโยชน์ร่วมกัน NDLP จึงถูกเปรียบว่าเป็นเหมือน Google Drive ขนาดใหญ่ที่ใช้แขวนไฟล์ มากกว่าพื้นที่เรียนรู้ที่มีชีวิต การใช้งานแท็บเล็ตจึงกลายเป็นภาระงานเอกสารดิจิทัล ไม่ใช่เครื่องมือสอนเด็ก

กระจายแท็บเล็ตผิดเป้า และโจทย์ลดเหลื่อมล้ำที่ถูกตีความคลาดเคลื่อน

แนวคิดลดความเหลื่อมล้ำด้วยเทคโนโลยีในโรงเรียนฟังดูดี แต่การลงมือทำกลับสวนทางกับความเป็นจริง เมื่อกางแผนที่การจัดสรรอุปกรณ์พบว่าแท็บเล็ตส่วนใหญ่ถูกส่งไปยังโรงเรียนในเมืองใหญ่ที่มีความพร้อมอยู่แล้ว ทั้งระบบไฟฟ้า อินเทอร์เน็ต และครูที่มีทักษะดิจิทัล ขณะที่เด็กยากจนพิเศษ เด็กเสี่ยงหลุดจากระบบ หรือพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้กลับไม่ได้รับประโยชน์ใดจากงบประมาณแท็บเล็ตก้อนนี้ เด็กกลุ่มเปราะบางเหล่านี้ต้องการสิ่งพื้นฐานอย่างค่าเดินทางและค่าอาหาร เพื่อให้ยังอยู่ในระบบโรงเรียนต่อไปได้ ไม่ใช่แท็บเล็ตที่เปิดไม่ติดเพราะไม่มีอินเทอร์เน็ตหรือไฟฟ้าเพียงพอ การทุ่มงบกับอุปกรณ์โดยไม่คำนึงบริบทชีวิตจริง จึงเป็นการตีความโจทย์ความเสมอภาคทางการศึกษาแบบผิวเผิน วัดความสำเร็จจากรูปถ่ายนักเรียนถือแท็บเล็ต มากกว่าคำถามว่ามีเด็กกี่คนที่ไม่หลุดจากระบบและมีทักษะที่ใช้ได้ในชีวิตจริง

สัญญา ผูกพัน งบประมาณแท็บเล็ตกับความเสี่ยงการทุจริตและ KPI ที่ผิดทาง

นอกจากการใช้งานแท็บเล็ตที่ต่ำเตี้ย ปัญหาความโปร่งใสและการจัดซื้อจัดจ้างก็ถูกตั้งคำถามอย่างหนัก ตัวอย่างการประมูลของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 มีวงเงินกว่า 588.9 ล้านบาท แต่กลับมีเอกชนเสนอราคาเพียงรายเดียว และชนะโดยเสนอราคาต่ำกว่าราคากลางเพียง 178,600 บาท หรือประหยัดงบให้รัฐได้แค่ 0.03 เปอร์เซ็นต์ รูปแบบเช่นนี้ย่อมเสี่ยงต่อการทุจริต เพราะงบถูกกระจายไปหลายเขต ทำให้ตรวจสอบยากและเปิดช่องรั่วไหล สิ่งที่สะท้อนรากปัญหาคือวิธีวัดผลโครงการที่ยึดจำนวนแท็บเล็ตที่แจกเป็นตัวชี้วัดหลัก การตั้ง KPI แบบนี้ผลักให้หน่วยงานมุ่งแจกของมากกว่าทำให้เด็กมีทักษะพร้อมเข้าสู่การจ้างงาน ผู้วิจารณ์ในสภาเสนอให้จำแนกงบผูกพัน แยกส่วนที่เป็นภาระสัญญาเดิมกับส่วนขยายใหม่ ทบทวนและตัดส่วนที่ไม่จำเป็น รวมทั้งวางระบบตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้างแบบกระจายศูนย์ เพื่ออุดช่องโหว่การทุจริตและทำให้งบประมาณแท็บเล็ตกลับมามีความหมายต่อห้องเรียนจริง

จะปฏิรูปเทคโนโลยีในโรงเรียน ต้องเริ่มจากเด็ก ไม่ใช่จากยอดจัดซื้อ

กรณีงบประมาณแท็บเล็ต 1.7 หมื่นล้านที่ใช้งานจริงไม่ถึง 11 เปอร์เซ็นต์ เป็นสัญญาณเตือนว่าการปฏิรูปการศึกษาแบบเน้นซื้ออุปกรณ์กำลังเดินผิดทาง เทคโนโลยีในโรงเรียนมีคุณค่าเมื่อมันรู้จักเด็ก เชื่อมกับแผนการสอนของครู และตอบโจทย์ชีวิตจริงของผู้เรียน ไม่ใช่แค่แพลตฟอร์ม Cloud ที่สะสมไฟล์โดยไม่มีใครเข้าไปใช้ ข้อเสนอที่ถูกยกขึ้นในสภา เช่น การนำงบที่เหลือมากกว่า 11,000 ล้านบาทไปลงทุนในกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา การปรับ KPI จากจำนวนแท็บเล็ตไปสู่ทักษะและความพร้อมในการทำงาน และการอุดช่องโหว่การทุจริตผ่านระบบตรวจสอบที่เข้มแข็ง เป็นทิศทางที่จับต้องผลลัพธ์มากกว่าตัวเลขจัดซื้อ ถ้าผู้กำหนดนโยบายกล้าคิดใหม่ งบประมาณแท็บเล็ตที่วันนี้ถูกมองเป็นความสิ้นเปลืองทางการศึกษา อาจกลับมาเป็นทุนมนุษย์ที่สร้างโอกาสให้เด็กที่กำลังจะหลุดออกจากระบบได้อย่างแท้จริง

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!