โครงการแท็บเล็ตโรงเรียนคืออะไร และทำไมตัวเลขการใช้งานถึงน่าตกใจ
โครงการแท็บเล็ตโรงเรียน คือโครงการของภาครัฐที่จัดซื้ออุปกรณ์ดิจิทัลและระบบการเรียนรู้ออนไลน์เพื่อแจกครูและนักเรียน โดยตั้งเป้าให้ทุกคนเข้าถึงการเรียนรู้ขั้นพื้นฐานทุกที่ทุกเวลา ผ่านแพลตฟอร์มการเรียนรู้แห่งชาติที่เชื่อมแท็บเล็ตกับสื่อการสอนจำนวนมาก โครงการนี้ถูกออกแบบให้เป็นเมกะโปรเจกต์ระยะยาว ใช้งบประมาณการศึกษาในระดับหลายหมื่นล้านบาท หวังยกระดับคุณภาพการเรียนรู้และลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา แต่ข้อเท็จจริงด้านการใช้งานกลับสะท้อนว่าภารกิจดิจิทัลไทด์นี้ยังห่างไกลจากเป้าหมายที่ตั้งไว้
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 9 กันยายน ในการพิจารณามาตรา 24 กระทรวงศึกษาธิการ ที่รัฐสภา ซึ่งนางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ตั้งคำถามตรงถึงความคุ้มค่าและความโปร่งใสของโครงการส่งเสริมการเรียนรู้ขั้นพื้นฐานทุกที่ทุกเวลา หรือโครงการแท็บเล็ตโรงเรียน โครงการนี้เป็นเมกะโปรเจกต์ผูกพัน 5 ปี ใช้งบประมาณรวม 17,305 ล้านบาท และเบิกจ่ายไปแล้วกว่า 5,172 ล้านบาท แต่สถิติจากระบบแพลตฟอร์มการเรียนรู้แห่งชาติกลับชี้ชัดว่า นักเรียนที่ลงทะเบียนกว่า 1.5 แสนคน มีผู้ใช้งานจริงเพียง 16,946 คน หรือประมาณ 11% และครูมีผู้ใช้งานจริงแค่ 542 คนจาก 7,836 คน หรือ 6.9% เท่านั้น นี่ไม่ใช่แค่ตัวเลขที่ต่ำ แต่เป็นหลักฐานว่าการปฏิรูปด้วยอุปกรณ์ดิจิทัลกำลังหลงทาง

อุปกรณ์ไปกระจุกที่โรงเรียนเมืองหลวง แต่เด็กเปราะบางกลับถูกทิ้งข้างทาง
หากมองจากภายนอก การแจกแท็บเล็ตดูเหมือนเป็นการกระจายโอกาส แต่เมื่อกางแผนที่การจัดสรรจริง ภาพกลับตรงกันข้าม นางรัดเกล้าระบุชัดว่าอุปกรณ์ส่วนใหญ่ถูกส่งไปยังโรงเรียนในเมืองใหญ่ที่มีความพร้อมอยู่แล้ว โรงเรียนเมืองหลวงที่มีอินเทอร์เน็ต ระบบไฟ และบุคลากรด้านเทคโนโลยีอยู่ก่อน จึงกลายเป็นผู้รับผลประโยชน์หลักจากดิจิทัลไทด์ครั้งนี้ ขณะที่โรงเรียนชนบทและพื้นที่ห่างไกลซึ่งขาดทั้งโครงสร้างพื้นฐานและการสนับสนุน กลับไม่ได้อยู่ในวงเดียวกันอย่างเท่าเทียม การลงทุนที่ตั้งใจจะลดช่องว่าง กลับไปเพิ่มความต่างระหว่างโรงเรียนที่พร้อมกับโรงเรียนที่อ่อนแอ
ที่น่าเจ็บปวดไปกว่านั้น คือเด็กยากจนพิเศษ โดยเฉพาะในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และเด็กที่เสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษาไม่ได้รับประโยชน์จากโครงการแท็บเล็ตโรงเรียนเลย ในความเป็นจริง สิ่งที่เด็กกลุ่มนี้ต้องการมากกว่าคือค่าเดินทางไปโรงเรียนและค่าอาหารกลางวัน เพื่อให้ยังอยู่ในระบบการศึกษาได้ต่อเนื่อง การนำงบประมาณการศึกษาจำนวนมหาศาลไปซื้อตัวเครื่องโดยไม่ตอบคำถามพื้นฐานเรื่องการอยู่รอดของนักเรียน จึงสะท้อนวิธีคิดที่เน้นภาพลักษณ์ทันสมัย มากกว่าการมองเห็นชีวิตจริงของเด็กที่ระบบการศึกษาควรปกป้อง
แพลตฟอร์ม NDLP ใช้น้อยเพราะออกแบบผิดโจทย์ ครูถูกเพิ่มงานแต่ไม่เพิ่มคุณภาพ
หัวใจของโครงการแท็บเล็ตโรงเรียนไม่ใช่แค่ตัวเครื่อง แต่คือระบบแพลตฟอร์มการเรียนรู้แห่งชาติหรือ NDLP ที่ควรเป็นสนามการเรียนรู้ดิจิทัลสำหรับทั้งครูและนักเรียน ทว่า ตัวเลขการใช้งานจริงเผยให้เห็นความล้มเหลวอย่างชัดเจน นักเรียนที่เข้าใช้งานเฉลี่ยเพียง 1 นาที 9 วินาทีก่อนออกจากระบบ บ่งชี้ว่าเนื้อหาและประสบการณ์บนแพลตฟอร์มไม่ได้ดึงดูดหรือมีคุณค่าเพียงพอสำหรับการเรียนการสอนในห้องเรียน การออกแบบระบบที่เน้นเก็บสื่อมากกว่ารู้จักตัวตนของเด็ก จึงทำให้ NDLPกลายเป็นคลังไฟล์ออนไลน์ขนาดใหญ่ มากกว่าจะเป็นพื้นที่เรียนรู้ที่มีชีวิต
มุมมองจากครูยิ่งตอกย้ำปัญหา นางรัดเกล้าระบุว่าเมื่อทีมงานลงพื้นที่สัมภาษณ์ครูผู้ได้รับแท็บเล็ต ทุกคนดีใจที่ได้อุปกรณ์ฟรี แต่ทุกคนตอบเหมือนกันว่าไม่เคยเข้าใช้งาน NDLP ผ่านแท็บเล็ตเลย ครูถูกมอบหมายให้ผลิตและอัปโหลดสื่อขึ้นระบบ แต่กลับไม่มีนักเรียนหรือเพื่อนครูใช้สื่อเหล่านั้นอย่างจริงจัง ภาระงานเพิ่มขึ้นโดยไม่เห็นผลลัพธ์ต่อคุณภาพการเรียนรู้ เมื่อแพลตฟอร์ม เทคโนโลยี หรือระบบ Cloud ไม่รู้จักตัวเด็ก และไม่ได้เสริมแรงให้ครูสอนได้ดีขึ้น แท็บเล็ตโรงเรียนจึงเป็นเพียงสัญลักษณ์ของการปฏิรูปที่เน้นจำนวนเครื่อง มากกว่าการเปลี่ยนวิธีเรียนให้ตอบโจทย์โลกการทำงาน
คำถามเรื่องความโปร่งใส และข้อเสนอเปลี่ยนงบแท็บเล็ตไปสร้างทุนมนุษย์
เมื่อตัวเลขการใช้งานต่ำอย่างน่าห่วง ประเด็นต่อมาจึงหนีไม่พ้นคำถามเรื่องความโปร่งใสในการใช้งบประมาณการศึกษาและกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง นางรัดเกล้ายกตัวอย่างการประมูลของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 วงเงินกว่า 588.9 ล้านบาทที่มีเอกชนยื่นเสนอราคาเพียงรายเดียว และชนะโดยเสนอราคาต่ำกว่าราคากลางแค่ 178,600 บาท หรือประหยัดงบให้รัฐได้เพียง 0.03% เท่านั้น รูปการณ์เช่นนี้ถูกตั้งข้อสังเกตว่ามีความเสี่ยงต่อการคอร์รัปชันสูง เพราะการกระจายงบไปทั่วประเทศทำให้การตรวจสอบทำได้ยาก ขณะที่ผลการใช้งานแท็บเล็ตกลับไม่สะท้อนว่ามีคุณค่าต่อการเรียนรู้เท่ากับงบที่จ่ายไป
ภายใต้แรงกดดันในสภา นางรัดเกล้าเสนอให้ทบทวนโครงการแท็บเล็ตโรงเรียนในสี่มิติสำคัญ ได้แก่ การจัดสรรงบใหม่ นำงบประมาณที่เหลือกว่า 1.1 หมื่นล้านบาทไปลงทุนกับหน่วยงานที่สร้างทุนมนุษย์ได้จริง เช่น กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาที่ดูแลเด็กเสี่ยงหลุดจากระบบ 4.3 ล้านคนแต่กลับถูกตัดงบ การจำแนกงบผูกพัน แยกภาระสัญญาเดิมออกจากส่วนขยายใหม่เพื่อดูว่าตรงไหนควรตัด การปรับดัชนีชี้วัดจากจำนวนแท็บเล็ตที่แจก ไปสู่ทักษะ ความรู้ และความสามารถในการเข้าสู่การจ้างงานของนักเรียน และการอุดช่องโหว่ทุจริตด้วยระบบตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้างแบบกระจายศูนย์เพื่อลดการรั่วไหล นี่คือทิศทางที่พยายามดึงการปฏิรูปกลับมาสู่เป้าหมายการสร้างคน มากกว่าการซื้อของ
บทสรุปดิจิทัลไทด์: ถ้ายังคิดแค่เพิ่มอุปกรณ์ ช่องว่างการเรียนรู้จะกว้างขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อมองภาพรวม โครงการดิจิทัลไทด์ผ่านแท็บเล็ตโรงเรียนที่ใช้งบ 17,305 ล้านบาทแต่มีอัตราการใช้งานจริงของนักเรียนไม่ถึง 11% และครูเพียง 6.9% ไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขต่ำ แต่นี่คือคำเตือนว่าการปฏิรูปการศึกษาด้วยอุปกรณ์อย่างเดียวไม่เพียงพอ การกระจายแท็บเล็ตไปยังโรงเรียนเมืองหลวงและโรงเรียนที่มีความพร้อมอยู่แล้วโดยปล่อยให้เด็กยากจนพิเศษและเด็กเสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษาอยู่นอกขอบเขตของโครงการ คือการยอมรับให้ช่องว่างการเรียนรู้กว้างขึ้นแทนที่จะหดลง การวัดผลสำเร็จด้วยจำนวนเครื่องที่แจกจึงเป็นดัชนีชี้วัดที่หลอกตา
หากสภาและฝ่ายบริหารยังคงปล่อยให้โครงการลักษณะนี้เดินหน้าโดยไม่ปรับทิศทาง งบประมาณการศึกษาอีกหลายหมื่นล้านจะถูกผูกมัดอยู่กับการซื้ออุปกรณ์ที่ไม่ตอบโจทย์การเรียนรู้ การกล้าคิดใหม่อย่างที่นางรัดเกล้าร้องขอ ไม่ได้หมายถึงการปฏิเสธเทคโนโลยี แต่หมายถึงการยอมรับว่าหัวใจของการศึกษาอยู่ที่ครู เนื้อหา และชีวิตจริงของเด็ก การลงทุนเชิงดิจิทัลในอนาคตจึงต้องเริ่มจากคำถามว่าใครได้ใช้ ใครถูกทิ้ง และทักษะใดจะติดตัวเด็กไปสู่ตลาดงาน มากกว่าการถามว่าจะแจกแท็บเล็ตได้กี่เครื่อง






