นิยามโครงการแจกแท็บเล็ต และข้อเท็จจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
โครงการแจกแท็บเล็ตโรงเรียนคือโครงการของรัฐที่ใช้งบประมาณศึกษาธิการจำนวนมากจัดซื้อแท็บเล็ตและแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ขั้นพื้นฐานทุกที่ทุกเวลา โดยมุ่งหวังให้ครูและนักเรียนใช้เป็นเครื่องมือเรียนออนไลน์และผลิตสื่อการสอน แต่การออกแบบโครงการ การกระจายอุปกรณ์ และการฝังระบบดิจิทัลไทด์ในโรงเรียนกลับไม่สอดคล้องกับบริบทจริงของครูและนักเรียน ทำให้ตัวเลขการใช้งานบนแพลตฟอร์มต่ำกว่าที่คาดหวังอย่างมาก หัวใจของเรื่องนี้คือโครงการส่งเสริมการเรียนรู้ Anywhere Anytime ที่ผูกพัน 5 ปี มูลค่า 17,305 ล้านบาท เบิกจ่ายไปแล้วกว่า 5,172 ล้านบาท จุดประสงค์บนกระดาษดูสวยหรู แต่เมื่อตรวจสอบผ่านระบบแพลตฟอร์มการเรียนรู้แห่งชาติ NDLP กลับพบว่านักเรียนที่ลงทะเบียนกว่า 1.5 แสนคน มีผู้ใช้งานจริงเพียง 16,946 คน หรือประมาณ 11% ขณะที่ครู 7,836 คน ใช้งานจริงเพียง 542 คน หรือ 6.9% เท่านั้น นี่ไม่ใช่ปัญหาเทคนิคเล็กน้อย แต่คือสัญญาณความล้มเหลวเชิงนโยบาย

งบประมาณมหาศาล แต่แพลตฟอร์มกลายเป็นเพียงคลังไฟล์
เมื่อมองให้ลึกไปกว่าตัวเลข งบประมาณศึกษาธิการที่เทลงไปในโครงการแจกแท็บเล็ตไม่ได้ถูกแปลงเป็นคุณภาพการเรียนรู้ แต่กลายเป็นภาระงานเพิ่มให้ครู ครูจำนวนมากที่ได้รับแท็บเล็ตยอมรับว่าดีใจที่ได้ของฟรี แต่เมื่อถูกถามว่าเคยเข้าใช้ระบบ NDLP ผ่านแท็บเล็ตหรือไม่ กลับตอบตรงกันว่าไม่เคยเข้าใช้งานเลย นั่นสะท้อนชัดว่าระบบถูกออกแบบจากมุมมองเทคโนแครต ไม่ใช่จากชีวิตจริงของผู้ใช้ตัวจริงในห้องเรียน คำกล่าวที่ว่า “NDLP จึงไม่ต่างอะไรจาก Google Drive ขนาดใหญ่ที่บังคับให้ครูนำข้อมูลไปแขวนไว้เท่านั้น” เป็นคำวิจารณ์ที่เจ็บแสบแต่ตรงใจ เพราะแพลตฟอร์มไม่ได้ทำให้ครูสอนง่ายขึ้น ไม่ได้ช่วยให้เด็กเข้าใจบทเรียนมากขึ้น แต่ผลักให้ครูต้องผลิตสื่อ อัปโหลด แล้วปล่อยให้ไฟล์เหล่านั้นนอนนิ่งอยู่ในระบบ สถิติการเข้าใช้งานเฉลี่ยเพียง 1 นาที 9 วินาที ก่อนออกจากระบบทันที ยิ่งตอกย้ำว่าการออกแบบระบบไม่เคยถามคำถามพื้นฐานว่า “ครูได้อะไร เด็กได้อะไร”

ดิจิทัลไทด์ที่กลับยิ่งตอกลึกความเหลื่อมล้ำ
ถ้าโครงการดิจิทัลในโรงเรียนถูกอ้างว่าเพื่อปิดช่องว่างความเหลื่อมล้ำ คำถามคือทำไมการจัดสรรแท็บเล็ตจึงสวนทางกับเป้าหมายเอง จากการกางแผนที่การแจกอุปกรณ์พบว่าแท็บเล็ตส่วนใหญ่ถูกส่งไปยังโรงเรียนในเมืองใหญ่ที่มีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานอยู่แล้ว เด็กยากจนพิเศษ โดยเฉพาะในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือเด็กที่เสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษา กลับแทบไม่ได้รับประโยชน์ใดๆ นี่คือการใช้เทคโนโลยีเพื่อเสริมความสะดวกให้คนที่ “พร้อมอยู่แล้ว” มากกว่าจะยื่นมือไปหาคนที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ในความเป็นจริง เด็กกลุ่มเปราะบางเหล่านี้ต้องการมากกว่าจอแท็บเล็ต พวกเขาต้องการค่าเดินทางและค่าอาหารเพื่อให้ยังมาโรงเรียนได้ต่อเนื่อง ซึ่งเสียงสะท้อนจากการอภิปรายในสภาชี้ชัดว่าการเทงบไปที่โครงการแจกแท็บเล็ตโรงเรียนคือการเลือกตอบโจทย์ผิดข้อ เปลี่ยนปัญหาความยากจนให้กลายเป็นปัญหาขาดอุปกรณ์ ทั้งที่ชีวิตจริงของเด็กหลายล้านคนกำลังดิ้นรนกับต้นทุนพื้นฐานของการไปโรงเรียน
ช่องโหว่จัดซื้อจัดจ้าง และคำถามเรื่องความโปร่งใส
เมกะโปรเจกต์ดิจิทัลมูลค่าสูงย่อมดึงดูดไม่เฉพาะนักการศึกษา แต่รวมถึงผลประโยชน์ทางธุรกิจและการเมืองด้วย ตัวอย่างการประมูลจัดซื้อแท็บเล็ตในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 วงเงินกว่า 588.9 ล้านบาท มีเอกชนยื่นเสนอราคาเพียงรายเดียว และชนะการประมูลโดยเสนอราคาต่ำกว่าราคากลางเพียง 178,600 บาท หรือประหยัดงบให้รัฐเพียง 0.03% เท่านั้น รูปการณ์เช่นนี้ไม่เพียงตั้งคำถามเรื่องการแข่งขัน แต่ยังเปิดช่องให้สงสัยถึงความเสี่ยงต่อการทุจริต เมื่องบโครงการถูกกระจายลงไปยังเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ การตรวจสอบจึงซับซ้อนและไล่ตามได้ยาก ช่องว่างในระบบ e-Bidding ที่ควรจะช่วยให้โปร่งใสจึงกลับกลายเป็นทางผ่านที่มองไม่เห็นปลายทางว่าใครได้ประโยชน์แท้จริง นี่ไม่ใช่ปัญหาเชิงเทคนิคของการประมูล แต่สะท้อนวัฒนธรรมงบประมาณที่มองเทคโนโลยีเป็นอีกสนามหนึ่งของการจัดสรรผลประโยชน์ มากกว่าจะเป็นเครื่องมือสร้างโอกาสให้เด็ก
จะไปต่ออย่างไรกับงบที่เหลือ 1.1 หมื่นล้าน
เมื่อโครงการ Anywhere Anytime ยังผูกพันอีกหลายปี สิ่งที่สภาและสังคมต้องทำไม่ใช่แค่ตำหนิ แต่ต้องกล้าปรับทิศทาง นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี เสนอให้จัดสรรงบใหม่ นำงบที่เหลือกว่า 1.1 หมื่นล้านบาทไปลงทุนในจุดที่สร้างทุนมนุษย์ได้จริง เช่น กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ที่ดูแลเด็กเสี่ยงหลุดจากระบบ 4.3 ล้านคน แต่กลับถูกตัดงบ ข้อเสนอนี้ตั้งคำถามตรงไปตรงมาว่าเราจะเลือกลงทุนในจำนวนแท็บเล็ต หรือเลือกลงทุนในโอกาสของเด็กที่กำลังจะหลุดออกจากระบบการศึกษา นอกจากการจัดสรรงบใหม่ ยังมีข้อเสนอให้จำแนกงบผูกพัน แยกส่วนภาระสัญญาเดิมกับส่วนขยายใหม่ ตัดลดส่วนที่ไม่จำเป็น ปรับดัชนีชี้วัดจากการนับจำนวนเครื่องเป็นการวัดทักษะ ความรู้ และความสามารถในการเข้าสู่การจ้างงานของนักเรียน รวมถึงการอุดช่องโหว่ทุจริตด้วยการวางระบบตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้างที่กระจายศูนย์เพื่อป้องกันการรั่วไหล หากสภาไม่ทบทวน วันนี้งบแท็บเล็ตอาจเป็นแค่ตัวเลข แต่วันหนึ่งจะกลายเป็นรอยด่างในประวัติศาสตร์การศึกษาได้ไม่ยาก






