หนังไทยเทศกาลภาพยนตร์: จาก “ของแถม” สู่ตัวจริงบนพรมแดง
หนังไทยเทศกาลภาพยนตร์หมายถึงภาพยนตร์ที่สร้างโดยผู้สร้างจากประเทศต้นทางแต่ได้รับการคัดเลือกให้เข้าร่วมฉายหรือทำตลาดในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติสำคัญของโลก ซึ่งสะท้อนทั้งคุณภาพงานสร้าง มิติการเล่าเรื่อง และศักยภาพเชิงเศรษฐกิจเชื่อมโยงกับ Soft Power ของอุตสาหกรรมคอนเทนต์อย่างเป็นรูปธรรม. วันนี้หนังไทยไม่ได้ไปเทศกาลในฐานะสีสันหรือโควตาเอเชียอีกต่อไป แต่ไปในฐานะสินค้าเนื้อหาที่ผู้จัดจำหน่ายทั่วโลกมองว่าซื้อได้ ขายได้ และต่อยอดเป็นจักรวาลคอนเทนต์ได้จริง กระแสใหม่นี้เริ่มเห็นชัดเมื่อ M STUDIO ไทยประกาศนำขบวนภาพยนตร์สาย Genre บุก CannesFilmFestival2026 และเมื่อสตูดิโอสายกระแสหลักส่งหนังสยองขวัญคอมเมดี้อย่าง “คุณยายวรนาฏ” ข้ามฟากไปเปิดตัวใน TorontoInternationalFilmFestival ความเคลื่อนไหวเหล่านี้คือสัญญาณว่าเกมได้เปลี่ยนแล้ว.

M STUDIO ไทยยกทัพสู่คานส์: เมื่อสยองขวัญกลายเป็นภาษาสากล
การที่ M STUDIO ค่ายภาพยนตร์อันดับ 1 ของเมืองไทย ประกาศเดินหน้าบุกเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ ระหว่างวันที่ 12–23 พฤษภาคม ในปี CannesFilmFestival2026 พร้อมขนทัพหนังไทยบุก Marché du Film ตลาดภาพยนตร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ไม่ใช่การไป “เที่ยวงาน” แต่คือการไป “ขายของ” อย่างเต็มตัว. แกนหลักของหมัดชุดนี้คือสองเรื่องไฮไลต์ “สมิงเขาขวาง” และ “คำสารภาพของหมอผี” ที่ถูกวางให้เป็นด่านหน้าในการพิสูจน์ว่าหนังสยองขวัญแบบไทยสามารถยืนเคียงหนัง Genre ชั้นนำจากทุกภูมิภาคได้. “สมิงเขาขวาง” ใช้โครง Folk Horror ผสม Action–Horror Adventure เป็นภาคแยกจากจักรวาล “ธี่หยด” ย้อนบรรยากาศปี 2511 พร้อมยกระดับ Visual Effects ให้รองรับตลาดต่างประเทศโดยเฉพาะ. ขณะที่ “คำสารภาพของหมอผี” ดัดแปลงจากเรื่องเล่าจากรายการวิทยุสู่ภาพยนตร์ Drama–Horror–Suspense เน้นการเล่าเรื่องผ่านตัวละครชัดเจนและประเด็นผลลัพธ์ของการกระทำในโลกไสยศาสตร์.
ความสำคัญไม่ใช่แค่จำนวนเรื่อง แต่คือวิธีคิดเรื่อง Soft Power ที่ชัดขึ้น: ใช้รากวัฒนธรรมความเชื่อ ผี พิธีกรรม และความเชื่อท้องถิ่น แปลงเป็นคอนเทนต์สากลที่คนดูทั่วโลกเข้าใจได้. ซีอีโอของค่ายย้ำบทบาทของสองเรื่องนี้ในฐานะตัวแทน “โปรดักชันที่ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิม” และ “บทและการแสดงที่เข้มข้น” ซึ่งคือการตั้งมาตรฐานใหม่ของภาพยนตร์ไทยระดับโลกในสาย Genre. นี่ยังไม่รวม Line-up อื่นอย่าง “GOD SKIN”, “สุขสุดท้าย”, “Exchange เรียนแลกผี” และ “ของแขก 2” ที่ชี้ชัดว่าค่ายกำลังวางเดิมพันระยะยาวกับสายหนังสยองขวัญ แฟนตาซี และระทึกขวัญ. เมื่อรวมกับความร่วมมือด้านการผลิตและจัดจำหน่ายกับพันธมิตรสื่อ ที่ตั้งงบลงทุนรวมหัวกันในช่วงปี 2567–2568 ถึง 140 ล้านบาท เพื่อต่อยอดสู่ตลาดโลก เราจึงเห็นภาพชัดว่าค่ายไม่ได้หวังแค่ “ไปปักธง” แต่หวัง “ตั้งฐาน” ในตลาดนานาชาติอย่างจริงจัง.

จากโตรอนโตสู่สายตาทั่วโลก: คุณยายวรนาฏ และพลังความหลากหลายของการเล่าเรื่อง
อีกด้านหนึ่งของกระแสหนังไทยเทศกาลภาพยนตร์ อยู่ที่ TorontoInternationalFilmFestival ซึ่งเป็นหนึ่งในห้าเทศกาลหนังทรงอิทธิพลของโลก เมื่อ “คุณยายวรนาฏ” ได้รับคัดเลือกเข้าฉายในหมวด Centrepiece สายคัดสรรสุดยอดหนังนานาชาติ โปรเจกต์นี้คือการตีความใหม่ตำนาน “ทายาทอสูร” ผ่านมือผู้กำกับ โต้ง บรรจง พร้อมมือโปรดิวเซอร์ร่วมอย่าง ตั้ม วีรชัย. การที่หนังเล่าเรื่องสยองขวัญแต่มีโทนคอมเมดี้และความเป็นละครครอบครัว ทำให้มันกลายเป็นตัวแทนความหลากหลายของการเล่าเรื่องแบบไทย ที่ไม่จำกัดตัวเองแค่ความน่ากลัว แต่ขยี้ทั้งความทะเยอทะยาน ความกลัวสัตว์เลื้อยคลาน และความสัมพันธ์ข้ามรุ่น. ทีเซอร์ที่ปล่อยออกมาชุดแรกเน้นการแนะนำตัวละคร “คุณยายวรนาฏ” ที่รับบทโดย ใหม่ ดาวิกา พร้อมการกลับมาของ นก สินจัย ในฐานะนักแสดงผู้เคยเล่นบทเดียวกันมาก่อน และดาวรุ่ง ใบปอ ธิติยา ในบทหลานสาว. นี่คือการใช้ดารารุ่นใหญ่-รุ่นใหม่เป็นสะพานเชื่อมแฟนหลายเจเนอเรชัน ในขณะเดียวกันก็ส่งสารว่าอุตสาหกรรมพร้อมเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ทดลองเล่าเรื่องแบบใหม่บนเวทีโลก.

Soft Power ไม่ใช่แค่คำสวย: แผนระยะยาวและสนามต่อไปของภาพยนตร์ไทยระดับโลก
สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นจึงไม่ใช่เหตุการณ์โดด ๆ แต่เป็นผลจากยุทธศาสตร์ Soft Power ที่เริ่มจับต้องได้. ค่ายใหญ่อย่าง M STUDIO ไทยประกาศชัดว่าการไป CannesFilmFestival2026 และการเข้าร่วม Marché du Film คือการตอกย้ำวิสัยทัศน์การผลักดัน Soft Power สู่เวทีโลกด้วย Line-up ที่แข็งแกร่งและหลากหลายที่สุด. อีกด้านหนึ่ง การร่วมมือกับหน่วยงานรัฐและพันธมิตรเอกชนในอุตสาหกรรมคอนเทนต์ เพื่อผลิตและจัดจำหน่ายหนังไทยอย่างเป็นระบบ พร้อมเดินสายเข้าร่วมเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติและสร้างพันธมิตรจัดจำหน่ายระดับ Global แสดงให้เห็นว่ามีแผนระยะยาวรองรับ.
เส้นทางนี้ไม่ได้จบที่คานส์หรือโตรอนโตเท่านั้น เพราะผลงานอย่าง “Ghost Board กล่องผีสุ่มวิญญาณ” ยังถูกคัดเลือกเข้าสู่โปรแกรม B Extreme ของเทศกาลภาพยนตร์แนว Fantastic สำคัญในเอเชีย ระหว่างวันที่ 2–12 กรกฎาคม 2569 ซึ่งคัดหนังสยองขวัญ แฟนตาซี และระทึกขวัญจากทั่วโลก. ความสำเร็จดังกล่าวทำให้เห็นชัดว่าหนังสาย Genre คือสมรภูมิที่ภาพยนตร์ไทยมีโอกาสสูงที่สุดในการแตกตลาด. เมื่อรวมทุกก้าวเข้าด้วยกัน ภาพที่ได้คือการวางตำแหน่งให้ประเทศต้นทางเป็น “ศูนย์กลางคอนเทนต์สร้างสรรค์” ที่ไม่ได้ขายเพียงภาพท่องเที่ยวอีกต่อไป แต่ขายเรื่องเล่า ตัวละคร และโลกจินตนาการที่มีรากมาจากวัฒนธรรมของตนเอง นี่คือหัวใจของ Soft Power ที่แท้จริง และคือทิศทางที่อุตสาหกรรมควรเดินหน้าต่อ เสริมคุณภาพงานสร้าง เปิดทางนักทำหนังหลากรุ่น และยืนหยัดในเอกลักษณ์ของตัวเองบนเวทีโลก.







