จากห้องรอขึ้นเครื่องสู่เมืองท่องเที่ยว ทำความเข้าใจโมเดลใหม่ของผู้โดยสารต่อเครื่อง
การเปลี่ยนผู้โดยสารต่อเครื่องให้กลายเป็นนักท่องเที่ยวระยะสั้น คือกลยุทธ์ที่ใช้ชั่วโมงรอเปลี่ยนเที่ยวบินของผู้โดยสาร Transit และ Transfer ในสนามบินไทย มาจัดเป็นแพ็คเกจท่องเที่ยวสั้นระยะแบบมีไกด์และระบบขนส่งรองรับ เพื่อพาออกจากสนามบินไปสัมผัสเมือง แหล่งท่องเที่ยว และบริการท้องถิ่นใกล้สนามบิน ก่อนกลับมาขึ้นเครื่องต่ออย่างปลอดภัยและตรงเวลา โดยมีภาครัฐ สายการบิน และผู้ประกอบการท่องเที่ยวร่วมกันออกแบบเส้นทางและสิทธิประโยชน์ให้เกิดการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น
หัวใจของเรื่องนี้คือการเลิกมองเวลารอเครื่องเป็นเวลาสูญเปล่า แล้วพลิกให้กลายเป็นสินทรัพย์เศรษฐกิจ เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2569 มีพิธีลงนามหนังสือแสดงเจตนารมณ์ความร่วมมือหรือ LOI เรื่องการกระตุ้นเศรษฐกิจภาคการท่องเที่ยวและการบริการ โดยมีรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเป็นประธาน พร้อมรัฐมนตรีช่วยและผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม จุดมุ่งหมายชัดเจนคือยกระดับสู่การเป็น Aviation Hub และ Tourism Hub ผ่านการใช้ศักยภาพผู้โดยสารต่อเครื่องที่มีอยู่แล้ว ไม่รอเฉพาะการหานักท่องเที่ยวหน้าใหม่เท่านั้น

ดีลใหญ่หลายหน่วยงาน: ใช้ทราฟฟิกสนามบินเดิม สร้างรายได้ใหม่โดยไม่ต้องหานักท่องเที่ยวเพิ่ม
จุดที่น่าสนใจที่สุดของโครงการนี้คือ โมเดลบูรณาการหลายหน่วยงานอย่างมีเป้าหมายร่วมกัน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กรมท่าอากาศยาน และภาคี 4 หน่วย ทั้งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์โดยคณะวิศวกรรมศาสตร์ สมาคมสายการบินแห่งประเทศไทย บริษัท การบินไทย จำกัด มหาชน และบริษัท โรงแรมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จำกัด ร่วมลงนามความร่วมมือ เพื่อเปลี่ยนเวลารอระหว่างเที่ยวบินให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ
ตัวเลขชี้ให้เห็นศักยภาพที่ถูกทิ้งไว้ บนพื้นฐานข้อมูลในไตรมาสแรกปี 2569 มีผู้โดยสารเดินทางเข้าประเทศประมาณ 17.43 ล้านคน โดยกว่า 1.3 ล้านคนเป็นผู้โดยสารเปลี่ยนเที่ยวบินที่มีเวลารอเชื่อมต่อเฉลี่ย 6–12 ชั่วโมง ขณะเดียวกัน สนามบินสุวรรณภูมิมีผู้โดยสารเปลี่ยนเครื่องมากที่สุดประมาณ 1.3 ล้านคนต่อปี รองลงมาคือดอนเมือง การจับกลุ่มนี้จึงเท่ากับสร้างรายได้ใหม่จากทราฟฟิกเดิม ไม่ต้องเพิ่มจำนวนเที่ยวบินหรือดึงนักท่องเที่ยวใหม่เข้ามาก่อน แล้วค่อยไปต่อยอดประสบการณ์ให้เขากลับมาเที่ยวเต็มรูปแบบในอนาคต

แพ็คเกจท่องเที่ยวสั้นระยะ 6–8 ชั่วโมง: จากแนวคิดสไตล์เรือสำราญสู่ภาคปฏิบัติ
ฝั่งกระทรวงคมนาคมมอบหมายให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยมี ททท เป็นหัวเรือใหญ่ พัฒนาแพ็คเกจท่องเที่ยวสำหรับการเปลี่ยนถ่ายผู้โดยสารที่เน้นท่องเที่ยวสั้นระยะ แนวคิดใกล้เคียงกับทัวร์ที่นักท่องเที่ยวเรือสำราญขึ้นฝั่งไม่กี่ชั่วโมง โครงการจะออกแบบช่วงเวลาต่อเครื่องของผู้โดยสารต่อเครื่องที่มีเวลาอย่างน้อย 6–8 ชั่วโมง ให้สามารถออกไปเที่ยวใกล้สนามบินได้ แล้วกลับมาขึ้นเครื่องต่อทันเวลา
ภายใต้แบรนด์ Amazing Thailand Transfer Passenger Privilege ททท จะประสานทุกภาคส่วนเพื่อจัดสิทธิประโยชน์และเส้นทางท่องเที่ยวที่เหมาะกับเวลารอเครื่อง มีการตั้งเป้ากระตุ้นผู้โดยสารเปลี่ยนเครื่องให้ได้อย่างน้อย 10 เปอร์เซ็นต์ของทั้งกลุ่ม พร้อมเตรียมแพ็คเกจแบบไม่คิดค่าใช้จ่ายเป็นแรงจูงใจเริ่มต้น เงื่อนไขคือผู้โดยสารต้องมีเวลาต่อเครื่องตั้งแต่ 6 ชั่วโมงขึ้นไป และต้องเข้าร่วมผ่านโปรแกรมพิเศษร่วมกับ ททท สมาคมสายการบิน สมาคมไทยบริการท่องเที่ยว และสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ไม่ใช่ออกไปเองตามอิสระและไม่มีการพักค้างคืน

นักเดินทางได้อะไรจากโมเดลใหม่ และความเสี่ยงที่รัฐต้องบริหารให้ทัน
สำหรับผู้โดยสารต่อเครื่อง นี่คือการยกระดับประสบการณ์เดินทางอย่างแท้จริง แทนที่จะรอในเกตหรือเลาจน์ ตอนนี้สามารถออกจากสนามบินไปสัมผัสอาหาร วัฒนธรรม หรือแหล่งช็อปปิงใกล้สนามบิน ผ่านแพ็คเกจท่องเที่ยวที่มีระบบขนส่งและเวลาออกแบบมาแล้ว เพื่อให้กลับมาต่อเที่ยวบินได้อย่างปลอดภัย ททท ประกาศชัดว่าไม่อยากให้ผู้โดยสารเป็นแค่คนรอเที่ยวบิน แต่อยากให้กลายเป็นนักท่องเที่ยวที่ได้สัมผัสประสบการณ์จริงในช่วงเวลาสั้นๆ
อย่างไรก็ตาม ภาครัฐต้องบริหารความเสี่ยงเชิงระบบให้ละเอียด ตั้งแต่การจัดการกำลังคนด่านตรวจคนเข้าเมือง การจราจรเชื่อมสนามบิน–เมือง ไปจนถึงมาตรการความปลอดภัย หากออกแบบไม่ดี แพ็คเกจอาจกลายเป็นความเครียดทั้งต่อผู้โดยสารและเจ้าหน้าที่ มากกว่าจะเป็นประสบการณ์เชิงบวก แต่หากทำได้ตามเป้า โมเดลนี้จะช่วยเชื่อม สนามบิน เมือง แหล่งท่องเที่ยว และผู้ประกอบการให้หมุนไปพร้อมกัน เพิ่มการใช้จ่ายตลอดห่วงโซ่ท่องเที่ยวและบริการ

ก้าวต่อไปของสนามบินไทย เมื่อทุกชั่วโมงรอเครื่องคือโอกาสทางเศรษฐกิจ
โครงการนำร่องแพ็คเกจท่องเที่ยวสำหรับผู้โดยสารต่อเครื่องถูกวางโรดแมปไว้ 3 ปี และคาดว่าจะเริ่มเดินหน้าเชิงรูปธรรมต้นปี 2570 ช่วงแรกจะเริ่มใน 4 สนามบินหลัก ได้แก่ สุวรรณภูมิ ดอนเมือง ภูเก็ต และกระบี่ ก่อนพิจารณาขยายไปยังสนามบินอื่น โดยเฉพาะจุดที่มีศักยภาพเชื่อมเมืองท่องเที่ยวสั้นระยะได้ดี เช่น หาดใหญ่ในอนาคต
จุดพลิกเกมอยู่ที่การคิดใหม่ว่าการเป็นศูนย์กลางการบินไม่ใช่แค่เรื่องจำนวนเที่ยวบิน หรือปริมาณผู้โดยสารและสินค้า แม้สัดส่วนการขนส่งสินค้าทางอากาศจะมีไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณขนส่งทั้งหมด แต่กลับคิดเป็นราวหนึ่งในสามของมูลค่าการส่งออกของประเทศ เช่นเดียวกัน ผู้โดยสารต่อเครื่องหนึ่งคนที่ได้ออกมาเที่ยวสั้นๆ ก็อาจมีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงกว่าที่ตัวเลขจำนวนคนบอกไว้ หากรัฐและเอกชนทำการบ้านเรื่องเส้นทาง แพ็คเกจท่องเที่ยว และระบบเชื่อมต่อให้ดี สนามบินไทยจะไม่ใช่แค่จุดพักเครื่อง แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางรูปแบบใหม่ที่สร้างรายได้เพิ่มจากทราฟฟิกเดิมอย่างชาญฉลาด







