เปิดโหมดสายเกม–สายเพลง หูฟังเดียวเอาอยู่
หูฟังเกมมิ่งคืออาวุธคู่ใจของสายเกมยุคนี้ ไม่ใช่แค่เอาไว้ฟังเสียงยิงปืนหรือระเบิดมันๆ เท่านั้น แต่ยังช่วยให้เรา จับสถานการณ์ในเกมได้เร็วขึ้น ตัดสินใจได้แม่นขึ้น เหมือนยกสมรภูมิเข้ามาอยู่ตรงหน้าเราเลย
หลายคนอาจเคยคิดว่าถ้าจะได้หูฟังดีๆ ต้องยอมควักเงินหลายพันปลายหรือหมื่นต้นเพื่อฟีเจอร์จัดเต็ม แต่ตอนนี้ งบหลักพันต้น – ไม่เกิน 3,000 บาท ก็ได้ของคุ้ม เสียงดี ฟีลลิ่งจัดเต็ม แถมบางรุ่นยัง รองรับโปรแกรมปรับโหมดเสียง ปรับโทน EQ ให้ทั้งเล่นเกมและฟังเพลงได้ตามสไตล์เราอีกด้วย
ในช่วงราคานี้จะมีทั้ง แบบมีสาย และ ไร้สาย ให้เลือกชัดเจน
ถ้าเป็นแบบมีสาย ข้อดีคือ ไม่ต้องกังวลเรื่องเสียงดีเลย์ ต่อแล้วจบ แต่จะผูกติดกับอุปกรณ์ชิ้นเดียว สายอาจเกะกะนิดหน่อย
ถ้าเป็นแบบไร้สาย มักรองรับทั้ง USB RF 2.4 GHz และ Bluetooth ใช้งานกับหลายอุปกรณ์ได้พร้อมกัน เดินไปเดินมาได้อิสระ แต่ต้องหมั่นชาร์จแบต และบางจังหวะอาจมีดีเลย์เล็กน้อย
สำหรับสายฟังเพลงที่ชอบเล่นเกมไปด้วย หูฟังเกมมิ่งยุคนี้คือคำตอบ เพราะหลายรุ่น จูนเสียงมาดีจนใช้ฟังเพลงแบบชิลๆ ได้สบาย
หูฟังเกมมิ่งปี 2026 มีอะไรน่าโดนบ้าง?
หูฟังรุ่นใหม่ๆ ในปี 2026 ไม่ได้มีดีแค่ไฟ RGB หรือดีไซน์เท่ๆ แต่ยังเพิ่มฟีเจอร์ที่ตอบโจทย์ทั้งเกมเมอร์และสายแชต สรุปจุดเด่นให้เห็นภาพง่ายๆ ดังนี้
หลายรุ่นติดโลโก้ Discord Certified การันตีว่า ไมค์และไดรเวอร์เสียงเหมาะกับการคุยกับเพื่อนในเกม เสียงเข้าออกชัดเจน
ราคาโดยรวม ถูกลงเยอะ งบพันต้นๆ ก็จับแบรนด์ดังมาใช้ได้แล้ว โดยเฉพาะรุ่นต่อสาย USB จากค่ายใหญ่ต่างๆ
หูฟังจากแบรนด์เกมมิ่งเน้นฟีเจอร์ มักรองรับ การเชื่อมต่อ 3 โหมด ทั้งสายหูฟัง, Bluetooth และ USB RF 2.4 GHz ใช้กับพีซี, คอนโซล และสมาร์ทโฟนได้ครบ
แต่ละค่ายมักมี ซอฟต์แวร์ปรับเสียง แยกทั้งฝั่งหูฟังและไมค์ เลือกโปรไฟล์โทนเสียงเอาไว้เล่นกับเพื่อนหรือเวลาไลฟ์สตรีมได้ ช่วยเพิ่มความสนุกแบบจัดเต็ม
บางโปรแกรมมี โปรไฟล์เสียงเฉพาะเกม เช่น เกมยิง, MOBA หรือเกมดังต่างๆ พอกดใช้โปรไฟล์ก็จะได้เสียงที่ช่วยให้ จับทิศทางและรายละเอียดในเกมชัดขึ้น ทันที
ถ้าเป็นรุ่น Plug & Play ไม่มีซอฟต์แวร์จากผู้ผลิต ก็ยังสามารถเข้าไปปรับผ่านระบบเสียงของ Windows ได้เหมือนกัน
ชิปเสียงบนเมนบอร์ดของ พีซีและโน๊ตบุ๊คยุคนี้ค่อนข้างดีอยู่แล้ว ใช้เล่นเกมและฟังเพลงได้สบาย การต่อ DAC/AMP แยกอาจไม่ได้เปลี่ยนเสียงแบบหลังตีนเป็นหน้ามือเหมือนเมื่อก่อน
6 หูฟังเกมมิ่งน่าใช้ เปลี่ยนใหม่ได้แบบไม่ต้องเจ็บเงินหนัก
ต่อไปนี้คือ 6 รุ่นน่าสอยในปี 2026 เน้นคอนเซ็ปต์ ราคาจับต้องได้ ฟีเจอร์คุ้ม ฟังเพลงได้ เล่นเกมดี
1. JBL Quantum 200 (ประมาณ 1,194 บาท)
ใครชอบซาวด์ซิกเนเจอร์ของ JBL อยู่แล้ว รุ่นนี้ตอบโจทย์มาก เพราะแม้จะเป็นหูฟังต่อสาย 3.5 มม. ล้วนๆ ไม่มีโปรแกรมเสริมให้ปรับค่า แต่ก็มาพร้อมการจูนเสียงแบบ JBL QuantumSOUND ที่ช่วยให้เสียงมีมิติขึ้น ฟังสนุกทั้งในเกมและเวลาเปิดเพลงชิล
บน Windows ยังรองรับ Windows Sonic Spatial Sound เพิ่มมิติจำลองเสียงให้สมจริงขึ้น เล่นเกมแล้วรู้สึกว่าบรรยากาศรอบตัวชัดเจนขึ้น นอกจากนี้ยังผ่านการรับรอง Discord Certified เพิ่มความมั่นใจว่าสนทนากับเพื่อนในห้องแชตได้ชัด ไม่อู้อี้
ถ้าอยากได้หูฟังที่ เสียบแล้วใช้ได้เลย ไม่อยากยุ่งกับโปรแกรมเยอะ และยังเน้นใช้ฟังเพลงด้วย Quantum 200 ถือว่าน่าจับตามองมาก
ข้อดี
หูฟังจากแบรนด์เครื่องเสียงดังแต่ราคาเบาๆ ประมาณ 1,200 บาท
จูนเสียงสไตล์ JBL QuantumSOUND ทำให้เสียงมีมิติ ฟังเพลินทั้งเกมและเพลง
ใช้สายหูฟัง 3.5 มม. ต่อได้ทั้งพีซีและเครื่องเกมคอนโซลหลายรุ่น
รองรับ Windows Sonic Spatial Sound จำลองเสียงแบบ 3D เพิ่มบรรยากาศในเกม
ผ่านมาตรฐาน Discord Certified เสียงพูดและไมค์ชัดเจน ใช้งานแชตได้สบาย
ข้อสังเกต
ไม่รองรับโปรแกรม JBL Quantum Engine ต้องเข้าไปปรับเสียงผ่านระบบของ Windows เท่านั้น
2. HyperX Cloud Jet Wireless (ประมาณ 1,690 บาท)
สายเกมมิ่งโน๊ตบุ๊ค โดยเฉพาะใครที่ใช้ของในเครือ HP หรือชอบแบรนด์ HyperX อยู่แล้ว รุ่นนี้ถือว่าน่าโดน เพราะเน้นความ ยืดหยุ่นเรื่องการเชื่อมต่อ มากๆ
ต่อได้ทั้งแบบมีสายผ่าน USB และไร้สายด้วย USB RF 2.4 GHz หรือ Bluetooth มีสวิตช์ให้เลื่อนเปลี่ยนโหมดได้ง่าย ไม่ต้องถอดเสียบไปมาให้ยุ่งยาก ใช้โปรแกรม HyperX NGENUITY ปรับค่าหูฟังให้เข้ากับสไตล์การใช้งานของเราได้เต็มที่
จุดที่สะดวกอีกอย่างคือ ถ้ายกก้านไมค์ขึ้น จะกลายเป็นการ Mute ไมค์แบบอัตโนมัติ ไม่ต้องเอื้อมมือไปหาปุ่มให้วุ่นวาย เหมาะมากสำหรับสายแชตและสายประชุมออนไลน์
ข้อจำกัดหลักคือแบตเตอรี่ใช้งานได้นานสุดประมาณ 25 ชั่วโมง ถ้าใช้ทุกวันก็ควรชาร์จสัก 2–3 วันครั้ง แต่โดยรวมยังถือว่าเพียงพอในชีวิตประจำวัน
ข้อดี
รองรับทั้ง ** USB RF 2.4 GHz และ Bluetooth** สลับโหมดได้ง่ายด้วยสวิตช์บนตัวหูฟัง
ปรับค่าต่างๆ ผ่านโปรแกรม HyperX NGENUITY ให้เข้ากับสไตล์ของแต่ละคนได้สะดวก
ยกก้านไมค์ขึ้น = Mute อัตโนมัติ ใช้ง่ายไม่ต้องหาปุ่ม
ใช้งานได้ทั้งพีซี เครื่องเกมคอนโซล และสมาร์ทโฟน
จูนเสียงสไตล์ HyperX Sound เน้นความคมชัด เหมาะกับการเล่นเกม
ข้อสังเกต
แบตเตอรี่ใช้งานต่อเนื่องได้นานสุดราว 25 ชั่วโมง จึงต้องชาร์จเป็นระยะ หากเล่นนานบ่อยๆ
3. Razer BlackShark V2 X (ประมาณ 1,690 บาท)
ใครชอบแบรนด์งูเขียวแล้วอยากเริ่มด้วยรุ่นที่ ราคาไม่แรงเกินไปแต่ยังได้สเปคคุ้มๆ BlackShark V2 X คือจุดเริ่มที่ดีทีเดียว
รุ่นนี้ใช้ไดรเวอร์ Razer TriForce ขนาด 50 มม. ครอบคลุมย่านความถี่ตั้งแต่ต่ำถึงสูงได้ดี เหมาะกับทั้งเสียงระเบิด เสียงเท้า ไปจนถึงเสียงดนตรีประกอบในเกม ถ้าใช้กับ Windows 10 ขึ้นไป จะเปิดการจำลองเสียง 7.1 แชนแนล ได้ ช่วยเพิ่มทิศทางเสียงให้เด่นชัดยิ่งขึ้นเวลาเล่นเกมแนว FPS
ตอนเลือกซื้อจะมีทั้งรุ่นที่ต่อ สายหูฟัง 3.5 มม. และรุ่นที่ใช้สาย USB-A ให้เลือกตามอุปกรณ์ที่ใช้ ขึ้นอยู่กับว่าต้องการความยืดหยุ่นแบบไหน
อย่างไรก็ตาม BlackShark V2 X จะ ไม่รองรับการตั้งค่าผ่านโปรแกรม Razer ต้องปรับผ่านหน้า Control Panel ของ Windows แทน ใครไม่ติดเรื่องซอฟต์แวร์ก็สามารถใช้ได้แบบสบายๆ
ข้อดี
ใช้ไดรเวอร์ Razer TriForce 50 มม. รองรับย่านความถี่กว้าง (ประมาณ 14 Hz ~ 28 kHz) เสียงมีมิติฟังสนุก
มีให้เลือกหลายสีสูงสุดถึง 4 สี เข้ากับสไตล์ของผู้ใช้แต่ละคน
เลือกได้ทั้งรุ่นต่อสาย 3.5 มม. หรือสาย USB-A แล้วแต่การใช้งาน
ใช้กับพีซี Windows 10/11 สามารถจำลองเสียงแบบ 7.1 แชนแนล เพื่อเน้นทิศทางเสียงเวลาเล่นเกม
ข้อสังเกต
ไม่สามารถตั้งค่าผ่านโปรแกรมของ Razer ได้ เป็น Plug & Play ปรับผ่าน Windows เท่านั้น
4. Audio-Technica ATH-GL3 (ประมาณ 2,900 บาท)
สายเน้นคุณภาพเสียงจริงจังต้องหันมามองรุ่นนี้ เพราะ ATH-GL3 เน้นใช้ ศักยภาพชิปเสียงบนเมนบอร์ด หรือ DAC/AMP แยก มากกว่าพึ่งโปรแกรมปรับแต่งของค่ายเอง
ตัวหูฟังเป็นดีไซน์แบบ Closed-back ครอบหูปิดแน่น ช่วยกันเสียงรบกวนรอบข้างได้ดีมาก จนรู้สึกเหมือนตัดตัวเองออกจากโลกภายนอก เหมาะกับทั้งเล่นเกมจริงจัง ฟังเพลงโฟกัสรายละเอียด หรือทำงานด้านเสียงอย่างตัดต่อวิดีโอและเพลง
ไดรเวอร์หูฟังและไมค์รองรับย่านความถี่กว้างมาก ถ้าเอาไปต่อกับ DAC/AMP คุณภาพดีๆ เสียงจะยิ่งเปิดและนิ่งมากขึ้นอย่างชัดเจน อีกจุดเด่นคือ ไมค์ถอดได้ และสามารถเปลี่ยนสายหูฟังสเตอริโอได้ตามสะดวก เหมาะกับคนที่อยากใช้หูฟังเดียวจบทั้งงานและเกม
ข้อดี
ไดรเวอร์และไมโครโฟนรองรับความถี่สูง รับเสียงพูดและรายละเอียดในเกมได้ดีมาก
ระดับคุณภาพเสียงใกล้เคียง หูฟัง Studio ใช้ตัดต่อเสียง/วิดีโอได้สบาย
ไมโครโฟนสามารถถอดออกได้ และสายแจ็คหูฟังสามารถเปลี่ยนได้
ดีไซน์แบบ Closed-back ช่วยตัดเสียงรบกวนรอบข้าง ฟังได้โฟกัสสุดๆ
เชื่อมต่อด้วยสาย 3.5 มม. ใช้กับพีซีและเครื่องคอนโซลได้อย่างไม่ยุ่งยาก
ข้อสังเกต
ใช้งานได้เฉพาะ แบบมีสาย 3.5 มม. ไม่มีโหมดไร้สาย
ไม่มีโปรแกรมปรับตั้งค่าจากแบรนด์ ต้องใช้การปรับเสียงจากระบบหรือ DAC แทน
5. SteelSeries Arctis Nova 1P (ประมาณ 2,890 บาท)
สายจริงจังเรื่องโปรไฟล์เสียงแต่ยังอยากอยู่ในงบไม่เกิน 3,000 บาท ต้องลองดู Arctis Nova 1P เพราะจุดเด่นคือโปรแกรม SteelSeries GG+ ที่ทำอะไรได้เยอะมาก
ในซอฟต์แวร์สามารถตั้งค่า EQ ได้ละเอียด เลือก โปรไฟล์เสียงเฉพาะเกม ได้ทันที จะเล่น RPG, FPS, MOBA หรือ MMORPG ก็มีให้เลือกแทบทุกแนว ช่วยให้จับทิศทางเสียงศัตรูหรือเอฟเฟกต์ต่างๆ ได้แม่นขึ้น
ถ้าใช้กับ Windows สามารถเปิด Microsoft Spatial Sound ได้ และถ้าเอาไปต่อกับ PlayStation 5 ก็รองรับระบบเสียง Tempest 3D Audio ด้วย เรียกว่าพร้อมทั้งสาย PC และสายคอนโซล
อย่างไรก็ตาม ฟีเจอร์ด้านซอฟต์แวร์อย่าง SteelSeries GG+ Sonar Audio จะใช้ได้เฉพาะบน Windows เท่านั้น
ข้อดี
ปรับแต่งหูฟังผ่านโปรแกรม SteelSeries GG+ Engine / GG+ Sonar Audio ได้แบบละเอียด
มีโปรไฟล์เสียงเฉพาะเกมให้โหลดและใช้งานได้ทันที ไม่ต้องมานั่งจูนเอง
ใช้งานผ่านช่องหูฟัง 3.5 มม. ต่อกับพีซีและคอนโซลได้สะดวก
ไมค์สามารถ สไลด์เก็บได้ และตัวไดรเวอร์หมุนได้ ทำให้วางบนโต๊ะได้ง่าย
รองรับทั้ง Tempest 3D Audio บน PS5 และ Microsoft Spatial Sound บน Windows
ข้อสังเกต
เชื่อมต่อได้แค่ด้วยสาย 3.5 มม. ไม่มีโหมดไร้สาย
ฟีเจอร์ของโปรแกรม SteelSeries GG+ Sonar Audio ใช้ได้เฉพาะบน Windows
6. CORSAIR HS80 RGB (ประมาณ 2,990 บาท)
ปิดท้ายด้วยหูฟังไร้สายจากค่าย CORSAIR ที่เน้นทั้งเล่นเกมและฟังเพลงในตัวเดียว รุ่นนี้ใช้การเชื่อมต่อแบบ USB RF 2.4 GHz ให้ความหน่วงต่ำเหมาะกับเกมเมอร์ และถ้าเล่นยาวๆ ก็ยังสามารถต่อสาย USB ใช้งานสลับไปมาพร้อมชาร์จได้
แบตเตอรี่ใช้งานต่อเนื่องได้ประมาณ 20 ชั่วโมง ถ้าเล่นเกมยาวหลายชั่วโมงต่อวันอาจต้องชาร์จค่อนข้างถี่หน่อย แต่แลกมากับไดรเวอร์เสียงที่รองรับความถี่สูงถึง 40 kHz ทำให้เอาไปใช้ฟังเพลงจริงจังได้สบาย ไม่ได้เป็นแค่หูฟังเกมมิ่งอย่างเดียว
ตัวหูฟังรองรับการตั้งค่าผ่านโปรแกรม Corsair iCUE ปรับ EQ ตามสไตล์การฟังของเรา และรองรับ Dolby Atmos ช่วยจำลองเสียงรอบทิศทาง เล่นเกมก็ได้บรรยากาศครบ ฟังเพลงก็ได้มิติที่กว้างขึ้น เหมาะอย่างยิ่งถ้าเป็นคนที่ใช้อุปกรณ์แบรนด์ CORSAIR อยู่แล้ว
ข้อดี
ไดรเวอร์นีโอไดเมียมขนาด 50 มม. รองรับความถี่สูง รายละเอียดเสียงดี เหมาะกับทั้งเกมและเพลง
เชื่อมต่อไร้สายผ่าน USB RF 2.4 GHz ลดความเกะกะจากสายสัญญาณ
ปรับแต่งหูฟังและ EQ ผ่านโปรแกรม Corsair iCUE ได้หลากหลาย
รองรับ Dolby Atmos ให้เสียงรอบทิศทางแม่นยำ สมจริง
ใช้งานได้กับเกมมิ่งพีซี, MacBook และ PlayStation 4/5
ข้อสังเกต
แบตเตอรี่ใช้งานได้สูงสุดประมาณ 20 ชั่วโมง ต้องชาร์จถี่กว่าบางรุ่นในลิสต์นี้
สรุป: อยากฟังเพลงเพลิน เล่นเกมมัน งบไม่แรงก็จัดได้
หลายคนมักคิดว่า ถ้าจะซื้ออะไรใหม่ๆ ทั้งทีต้องจ่ายทีเดียวให้สุดไปเลย เพื่อจะได้ใช้นานๆ แล้วค่อยเอาไปผ่อนบัตรเครดิตทีหลัง แต่กับ หูฟังเกมมิ่งในยุคนี้ ภาพนั้นเริ่มเปลี่ยนไปแล้ว
เพราะจริงๆ แล้วหลายคนก็แค่ต้องการหูฟังดีๆ สักตัวเอาไว้
ต่อคอมเพื่อฟังเสียงในเกมให้ชัดขึ้น
ไม่ให้เสียงจากเกมไปรบกวนคนในบ้าน
หรืออยากได้แบบไร้สายเพื่อเดินไปหยิบน้ำ เข้าห้องน้ำนิดหน่อย โดยไม่ต้องถอดหูฟังตลอดเวลา
ตอนนี้ในงบไม่เกิน 3,000 บาท มีตัวเลือกที่ ครบทั้งเล่นเกมและฟังเพลง เยอะมาก แถมคุณภาพเสียงก็ดีพอให้ใช้งานได้แบบยาวๆ ไม่ต้องรีบอัปเกรด
ถ้าหูฟังตัวเก่าของใครเริ่มมีอาการ เสียงขาดๆ หายๆ สายหลวม ไมค์มีปัญหา หรือเริ่มรู้สึกรำคาญปัญหาจุกจิกเล็กๆ น้อยๆ การเปลี่ยนมาลองรุ่นใหม่ๆ เหล่านี้สักตัว อาจทำให้ทั้งประสบการณ์เล่นเกมและฟังเพลงของคุณ สนุกขึ้นแบบรู้สึกได้ทันที เลยก็ได้

