ลาจอทีวี ยุคทอง MTV ปิดฉากอย่างเป็นทางการ
วันที่ 31 ธันวาคม ปี 2025 ไม่ได้เป็นเพียงวันสิ้นปีธรรมดา แต่คือวันปิดม่านของ MTV ในฐานะสัญลักษณ์ใหญ่ของวงการดนตรียุค 80 ที่เคยครองหัวใจคนทั้งโลก
เมื่อ Paramount Global ตัดสินใจประกาศปิดช่อง MTV Music, MTV 80s, MTV 90s, Club MTV และ MTV Live ในหลายประเทศพร้อมกัน โลกก็เหมือนได้ยินเสียงประกาศชัดๆ ว่า ยุคที่โทรทัศน์เคยเป็นศูนย์กลางวัฒนธรรม POP ได้จบลงแล้ว
การยุติบทบาทครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแบบฉับพลัน แต่เป็นผลสะสมจากการเปลี่ยนโครงสร้างทั้งระบบของอุตสาหกรรมสื่อ และพฤติกรรมคนดูที่หันหน้าไปสู่ Online Platform และบริการ Over-the-Top (OTT) เต็มตัว
จาก Video Killed the Radio Star สู่ MTV Killed by Streaming
MTV เริ่มออกอากาศช่วงต้นปี ค.ศ. 1981 พร้อมเปิดตัวด้วย Music Video ระดับตำนานอย่าง Video Killed the Radio Star ของ The Buggles
เพลงนี้ไม่ได้เป็นแค่ซิงเกิลเปิดช่อง แต่มันคือสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านจากยุควิทยุ กับทีวีภาคพื้นดิน ไปสู่โลกของ Cable TV ที่ใช้ชื่อว่า Music TV อย่างเต็มตัว
MTV ทำให้คำว่า Music Video กลายเป็นวัฒนธรรมหลักของโลกสมัยใหม่
ศิลปินไม่ได้มีแค่ “เสียง” อีกต่อไป แต่ต้องมี “ภาพ” และ “ตัวตนบนจอ” เป็นแพ็กเกจครบชุด
หลายทศวรรษต่อมา MTV ไม่ได้ทำหน้าที่แค่เปิดเพลงหรือฉาย MV แต่สร้างโลกใบใหม่ที่ผสมทั้ง ดนตรี, แฟชั่น และไลฟ์สไตล์ เข้าด้วยกันอย่างแนบแน่น
Dire Straits ด่า MTV แต่ดันดังเพราะ MTV
ต้นยุคทองของ MTV เต็มไปด้วยเรื่องเล่าคลาสสิก หนึ่งในนั้นคือความสัมพันธ์สุดย้อนแย้งระหว่างวง Dire Straits กับช่องเพลงอันดับหนึ่งของโลกในเวลานั้น

เพลง Money for Nothing จากอัลบั้มชื่อเดียวกันที่ออกในปี ค.ศ. 1988 มีเนื้อหาเสียดสีและวิจารณ์วัฒนธรรม MTV อย่างดุเดือด
แต่สิ่งที่หักมุมคือ เพลงที่วิจารณ์ MTV กลายเป็นเพลงฮิตใหญ่ของ MTV เอง ถูกเปิดวนซ้ำจนกลายเป็นหนึ่งในซาวด์แทร็กประจำยุค
นี่คือความย้อนแย้งแบบหวานขมของยุคที่ช่องทีวีเพลงมีอำนาจมากพอจะทำให้เพลงหนึ่งเพลงกลายเป็นตำนาน หรือกลายเป็นแค่เสียงที่ไม่มีใครได้ยิน

MTV Unplugged เวทีอะคูสติกที่เขย่าโลกดนตรี
อีกหนึ่งตำนานที่ทำให้ชื่อ MTV ฝังลึกในความทรงจำคนฟังเพลงทั่วโลก คือรายการ MTV Unplugged
เวทีนี้ถูกออกแบบให้ศิลปินมาถอดปลั๊ก เล่นเพลงในเวอร์ชันเรียบง่าย เน้นเสียงร้องและฝีมือจริง
ขณะเดียวกัน TRL: Total Request Live ก็กลายเป็นเวทีแจ้งเกิดของศิลปินรุ่นใหม่ และเป็นพื้นที่ที่แฟนเพลงทั่วโลกได้มีส่วนร่วมขอเพลง พูดคุย และเชื่อมต่อกับศิลปินที่รัก
อิทธิพลของ MTV Unplugged รุนแรงจนกลายเป็นหมุดหมายสำคัญในประวัติศาสตร์ดนตรีร่วมสมัย หลายครั้งยังถูกเปรียบว่ามีพลังสั่นสะเทือนมากกว่ามหกรรมอย่าง Crossroad ของ Eric Clapton เสียอีก

ไม่ใช่แค่เวทีเท่านั้นที่สำคัญ แต่อัลบั้มบันทึกการแสดงสดจากรายการนี้ก็กลายเป็นตำนานไปพร้อมกัน โดยเฉพาะ MTV Unplugged ของศิลปินระดับไอคอน ที่ทำยอดขายถล่มทลายยิ่งกว่าอัลบั้มสตูดิโอทั่วๆ ไป
รายชื่อศิลปินที่ขึ้นเวทีนี้เรียกได้ว่าเป็น “หอเกียรติยศ” ของวงการดนตรี
ตัวอย่างศิลปินที่เคยขึ้น MTV Unplugged ได้แก่
Eric Clapton
Paul McCartney
Bob Dylan
Paul Simon
Elton John
Kiss
Rod Stewart
Phil Collins
Sting
Bryan Adams
Alanis Morissette
Sheryl Crow
Annie Lennox
Tori Amos
Alice in Chains
R.E.M.
Nirvana
The Corrs
The Cranberries
Noel Gallagher
The Eagles

แทบทุกคนมีจุดร่วมคือ อัลบั้ม Unplugged ขายดีกว่าอัลบั้มปกติ และยิ่งตอกย้ำบทบาทของ MTV ในการปั้น “โมเมนต์ในตำนาน” ให้กับวงการเพลง
เมื่ออินเทอร์เน็ตและแพลตฟอร์มออนไลน์เปลี่ยนทุกอย่าง
แต่แล้วทุกอย่างก็เริ่มเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วในทศวรรษ 2000
การเติบโตของ Internet และแพลตฟอร์มวิดีโอ รวมถึงอุปกรณ์อย่าง Smart Phone, Tablet PC และคอมพิวเตอร์ ทำให้คนดูไม่จำเป็นต้องรอรายการทีวีอีกต่อไป
อยากดู Music Video เพลงไหนก็เปิดดูได้ทันที
อยากฟังเพลงใหม่แค่ไหน ก็เลื่อนนิ้วเลือกได้เอง
จากนั้น Social Media อย่าง Facebook, Instagram, TikTok ก็เข้ามาเร่งให้การบริโภค Music Content กระจายตัวแตกย่อยไปหมด ไม่ได้รวมศูนย์อยู่ที่ช่องใดช่องหนึ่งอีกต่อไป
ในโลกแบบนี้ MTV ไม่ได้เป็น “ประตูบานเดียว” สู่โลกดนตรีอีกแล้ว และไม่สามารถแข่งขันกับแพลตฟอร์มที่ทำงานแบบออนไลน์ 24 ชั่วโมงได้
โมเดลทีวีดั้งเดิม แพ้ให้กับ Streaming และ Algorithm
การปิดตัวของ MTV Music และเครือข่ายในยุโรป รวมถึงอีกหลายประเทศ จึงไม่ใช่เพียงการลดช่อง แต่คือการยอมรับว่ารูปแบบธุรกิจเดิมไม่ตอบโจทย์โลกยุคใหม่อีกต่อไป
สื่อใหญ่จากหลายประเทศวิเคราะห์ไปในทิศทางเดียวกันว่า การแข่งขันของ Streaming และ Social Media ทำให้ “ช่องเพลงแบบดั้งเดิม” กลายเป็นธุรกิจที่ไม่คุ้มทุน
ผลลัพธ์คือ MTV ต้องหันไปเน้นทำ Reality Show และคอนเทนต์บันเทิงรูปแบบอื่นแทนการเปิดเพลงตลอดวันเหมือนในอดีต
อย่างไรก็ตาม แบรนด์ MTV ไม่ได้หายไปจากแผนที่ แต่กำลังเปลี่ยนสถานะจาก “ช่องทีวี” ไปเป็น Brand ด้าน Content สำหรับ Digital Platform และบริการ OTT แทน
จาก Linear TV สู่โลก Over-the-Top เต็มตัว
บริการประเภท OTT (Over-the-Top) คือการส่งมอบ Content ไม่ว่าจะเป็นหนัง ซีรีส์ เพลง หรือรายการสด ให้ผู้ชมผ่าน Internet โดยตรง โดยไม่ต้องอาศัยโครงข่ายโทรทัศน์แบบเดิมอย่าง Cable TV หรือทีวีดาวเทียม
ตัวอย่างบริการในโลก OTT ได้แก่
Netflix
Disney+ Hotstar
Spotify
TIDAL

สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงคือ ผู้ใช้สามารถรับชมได้ทุกที่ ทุกเวลา ผ่านอุปกรณ์หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น Smart Phone, Smart TV, Tablet PC, คอมพิวเตอร์ หรือกล่อง Streaming ต่างๆ
นี่คือการเคลื่อนตัวครั้งใหญ่จากยุค Linear Broadcasting ที่ต้องดูรายการตามผังและตามเวลา ไปสู่ยุค Streaming แบบ On-demand ที่ทุกอย่างอยู่ภายใต้การเลือกของผู้ชมเอง
อำนาจการคัดเลือก ย้ายจากคนทำทีวีไปอยู่ในมือคนดูและ Algorithm
เมื่อ MTV ในฐานะช่องทีวีเพลงต้องปิดฉากลง สิ่งที่ตามมาพร้อมกันคือการเปลี่ยนแปลงของ “อำนาจในการคัดเลือกเพลง”
ในอดีต MTV คือ “ผู้เฝ้าประตู” ที่มีสิทธิ์ชี้ขาดได้ว่า
เพลงไหนจะได้ออกอากาศ
ศิลปินคนไหนจะถูกปั้นให้กลายเป็นดาวรุ่ง
แต่ในยุค Digital อำนาจเหล่านี้ถูกกระจายออกไปสู่สองขั้วใหญ่คือ ผู้บริโภค และ Algorithm ของ Online Platform
ตอนนี้ศิลปินสามารถอัปโหลดผลงานของตัวเองขึ้นแพลตฟอร์มต่างๆ ได้โดยตรง และให้คนดูทั่วโลกเป็นผู้ตัดสิน
ถ้าเพลงดี คนแชร์เยอะ ยอดวิว–ยอดฟังพุ่ง อัลกอริทึมก็จะยิ่งดัน
ไม่จำเป็นต้องรอคิวจากสถานีโทรทัศน์อีกต่อไป
รายได้จากโฆษณาทีวี สู่โลก Subscriptions และ Ecosystem
การเปลี่ยนผ่านสู่ยุค OTT ยังสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของ โมเดลรายได้ อย่างชัดเจน
จากเดิมที่เคยพึ่งพา
รายได้โฆษณาบนทีวี
ค่าบอกรับสมาชิก Cable TV
กลายมาเป็นโมเดลใหม่ที่เน้น
รายได้จากการ Subscribe ผ่านระบบ Digital
การขายสิทธิ์ Content ให้หลายแพลตฟอร์ม
การสร้าง Ecosystem ที่เชื่อมกับธุรกิจอื่น เช่น e-Commerce หรือ Online Game
ในโลกแบบนี้ สื่อดั้งเดิมที่ปรับตัวไม่ทันย่อมถูกทิ้งไว้ข้างหลัง และกรณีของ MTV ก็กลายเป็น บทเรียนสำคัญของวงการสื่อทั้งโลก
เพลงสุดท้ายก่อนจอดำ และการจากลาที่ไม่ใช่จุดจบของดนตรี
ในช่วงเวลาสุดท้ายก่อนหน้าจอของ MTV จะมืดลง เพลงที่ถูกเลือกมาปิดตำนานช่องเพลงระดับโลกนี้ก็เต็มไปด้วยนัยยะทางอารมณ์
Please Don’t Leave Me – P!nk
Thank You – Dido
Bye Bye Bye – NSYNC
และปิดท้ายจริงๆ ด้วย Abracadabra – Lady Gaga ก่อนที่โลโก้ MTV บนหน้าจอจะหายไปจากการออกอากาศทั่วโลก
แต่นี่ไม่ใช่การสิ้นสุดของวงการเพลง หรือจุดจบของวัฒนธรรม POP แต่อย่างใด
มันคือการย้ายเวที จากจอโทรทัศน์ ไปสู่โลกดิจิทัลที่เปิดกว้าง ไม่มีพรมแดน และไม่จำกัดเวลา
ศิลปินรุ่นใหม่ยังคงสร้างผลงานอย่างต่อเนื่อง เชื่อมต่อกับแฟนเพลงทั่วโลกผ่าน Platform ที่ยืดหยุ่นกว่าเดิมมาก ทั้งในแง่รูปแบบคอนเทนต์ ระยะเวลา และวิธีการเล่าเรื่อง
จากยุค MTV สู่ยุคที่คนฟัง “กดเลือกโลกของตัวเอง”
การปิดฉาก MTV คือสัญลักษณ์ชัดเจนของการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์สื่อ
จากยุคที่โทรทัศน์เป็นเจ้าของเวลาและผังรายการ
มาสู่ยุคที่ Over-the-Top ให้คนดูเป็นผู้กำหนดทุกอย่างเอง
วันนี้ ผู้บริโภคมีอำนาจเต็มมือ จะฟังอะไร ไม่ฟังอะไร จะฟังตอนไหน ฟังบนอุปกรณ์แบบไหน ทุกอย่างคือการตัดสินใจของเราทั้งหมด
และนั่นอาจเป็นความหมายใหม่ของคำว่า “อิสรภาพในการฟังเพลง” ที่ชัดเจนที่สุดนับตั้งแต่ยุค MTV ถือกำเนิดขึ้นมาเลยก็ว่าได้

