รับแอปรับแอป

ไฟโบรบลาสต์เฟส 2: เกมเชนจ์วงการความงามปี 2026 ที่สายผิวสวยต้องรู้

กรกนก พันธุ์ดี01-30

ผิวสวยยุคใหม่: จากการเติมสาร สู่การฟื้นฟูเซลล์ลึกถึงระดับไฟโบรบลาสต์

วงการความงามและเวชศาสตร์ความงามทั่วโลกกำลังเปลี่ยนทิศครั้งใหญ่ จากยุคที่เน้น การเติมสารแปลกปลอมเข้าผิว เพื่อให้หน้าเป๊ะเร็ว ๆ มาสู่ยุคที่โฟกัส การฟื้นฟูผิวจากเซลล์ของเราเอง ให้ผลลัพธ์เป็นธรรมชาติ ปลอดภัย และยั่งยืนระยะยาวมากกว่า

กระแสนี้ไปในทิศทางเดียวกับการเติบโตของ wellness economy และการเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย ที่ผู้คนให้ความสำคัญกับสุขภาพผิวระยะยาว กลไกในร่างกาย และวิทยาศาสตร์เชิงลึก มากกว่าความสวยแบบเร่งด่วนที่อาจแลกมาด้วยความเสี่ยงในอนาคต

หนึ่งในนวัตกรรมที่โดดเด่นและกำลังถูกจับตามองคือ นวัตกรรมไฟโบรบลาสต์ (Fibroblast Cell Therapy) ที่พัฒนาโดยทีมอาจารย์แพทย์จากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล พร้อมการสนับสนุนด้านทรัพย์สินทางปัญญาและการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากสถาบัน INT มหาวิทยาลัยมหิดล

ปลายปี 2568 ทีมวิจัยสามารถพัฒนา ไฟโบรบลาสต์เฟส 2 ได้สำเร็จ ไม่เพียงเป็นอีกก้าวใหญ่ของวงการวิทยาศาสตร์การแพทย์ แต่ยังสะท้อนบทบาทใหม่ของประเทศไทยบนเวทีอุตสาหกรรมความงามระดับภูมิภาคอย่างชัดเจน

เมื่อ “ฟื้นฟู” สำคัญกว่า “เติมเต็ม”

แนวคิด Regenerative Beauty หรือความงามเชิงฟื้นฟูที่ต้นทางระดับเซลล์ กำลังกลายเป็นเมกะเทรนด์ใหม่ในวงการเวชศาสตร์ความงาม เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน

จากเดิมที่มองหาผลลัพธ์แบบ “สวยเร็ว เห็นผลไว” หันมาสนใจเรื่อง

  • ความปลอดภัยระยะยาว

  • สุขภาพผิวในเชิงคุณภาพ ไม่ใช่แค่หน้าดูตึง

  • กลไกการทำงานของร่างกายจริง ๆ

คนยุคนี้ไม่ได้ต้องการแค่ ดูดีขึ้น แต่ต้องการความงามที่สอดคล้องกับการดูแลตัวเองแบบองค์รวม ไม่อยากแบกรับความเสี่ยงหรือผลข้างเคียงในอนาคต

ดังนั้น “ความงามในมุมมองใหม่” จึงไม่ใช่การฝืนธรรมชาติด้วยการเติมสารแปลกปลอมเข้าไปเปลี่ยนรูปหน้าอย่างเร่งด่วน แต่คือการใช้ วิทยาศาสตร์ชีวภาพ ช่วยกระตุ้นให้ผิวกลับมาทำงานได้ดีด้วยตัวเอง ฟื้นฟูโครงสร้างและคุณภาพผิวจากภายในอย่างยั่งยืน

ทั้งหมดนี้สอดคล้องกับเทรนด์ wellness และการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (preventive care) ที่กำลังได้รับความสนใจไปทั่วโลก

ไฟโบรบลาสต์คืออะไร ทำไมถึงสำคัญกับผิวสวยระยะยาว

นวัตกรรมไฟโบรบลาสต์ ใช้แนวคิดแบบ Cell Therapy โดยอาศัยเซลล์ของผู้รับบริการเองเป็นหลัก

ขั้นตอนหลัก ๆ คือ

  • นำเซลล์ผิวของผู้รับบริการมาเพาะเลี้ยงในห้องปฏิบัติการ

  • เพิ่มจำนวนและปรับคุณภาพเซลล์ให้แข็งแรงขึ้น

  • นำเซลล์ที่เพาะเลี้ยงแล้วฉีดกลับเข้าสู่ผิว

เป้าหมายคือกระตุ้นให้ร่างกายสร้าง

  • คอลลาเจน

  • อิลาสติน

  • ไฮยาลูโรนิกแอซิด

เพื่อซ่อมแซมโครงสร้างผิวจากชั้นหนังแท้อย่างแท้จริง

เพราะเป็นเซลล์จากร่างกายของเราเอง ไม่ใช่สารแปลกปลอม จึงมีข้อดีที่สำคัญคือ

  • ลดโอกาสแพ้หรือเกิดปฏิกิริยาต่อต้าน

  • ความปลอดภัยสูงกว่าในเชิงชีวภาพ

  • ผลลัพธ์สอดคล้องกับกลไกธรรมชาติของผิว

ผลลัพธ์ที่คาดหวังได้มีตั้งแต่

  • ริ้วรอยลดเลือน

  • ผิวยกกระชับขึ้น

  • โครงสร้างผิวแข็งแรงขึ้นโดยรวม

  • คุณภาพผิวดีขึ้นอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่แค่จุดใดจุดหนึ่ง

เบื้องหลังงานวิจัย 8 ปี: จากห้องแลบสู่การใช้งานจริง

การต่อยอดนวัตกรรมนี้เกิดจากความร่วมมือของ

  • ศ.ดร.พญ.รังสิมา วณิชภักดีเดชา หัวหน้าภาควิชาตจวิทยา สาขาวิชาตจศัลยศาสตร์

  • ศ.ดร.พญ.อุไรวรรณ พานิช หัวหน้าภาควิชาเภสัชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

ทั้งทีมใช้เวลากว่า 8 ปี ในการศึกษาเชิงลึกและทดสอบซ้ำแล้วซ้ำเล่า กว่าจะได้สูตรการเพาะเลี้ยงเซลล์ที่

  • เหมาะสมกับการใช้งาน

  • ปลอดภัยในระยะยาว

  • ไม่กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนมากผิดปกติจนเสี่ยงพังผืดหรือคีลอยด์

งานวิจัยได้รับการยอมรับในระดับสากลจาก

  • การตีพิมพ์ในวารสารวิชาการนานาชาติ

  • รางวัลนวัตกรรมทั้งในและต่างประเทศ

  • การถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ภาคเอกชน ภายใต้การดูแลของสถาบัน INT

ศ.ดร.พญ.รังสิมา อธิบายว่า หัวใจของผิวหนังจริง ๆ คือเซลล์ไฟโบรบลาสต์ ซึ่งอยู่ในชั้นหนังแท้และเป็นตัวหลักที่สร้างคอลลาเจน อิลาสติน และไฮยาลูโรนิกแอซิด

เมื่ออายุมากขึ้น เซลล์กลุ่มนี้ทำงานน้อยลง หนังแท้จึงบางลง ผิวเริ่มหย่อนคล้อยและเสื่อมสภาพ ในขณะที่ครีมบำรุงทั่วไปไม่สามารถเข้าถึงชั้นผิวระดับลึกนี้ได้ ทำให้ที่ผ่านมาเราต้องพึ่งพาวิธีการเติมเต็มจากภายนอกเป็นหลัก

ทีมวิจัยเคยเห็นความสำเร็จของการใช้เซลล์เม็ดสีในการรักษาโรคด่างขาว จึงตั้งคำถามต่อว่า

ถ้าเรานำเซลล์เม็ดสีมาเพาะเลี้ยงเพื่อรักษาโรคผิวหนังได้ ทำไมจะนำเซลล์ไฟโบรบลาสต์มาเพาะเลี้ยงเพื่อฟื้นฟูผิวไม่ได้?

จากคำถามนี้ งานวิจัยจึงเริ่มต้นในปี 2555 และถูกพัฒนาต่อเนื่องจนได้สูตรการเลี้ยงเซลล์ที่

  • ปลอดภัย

  • ควบคุมการสร้างคอลลาเจนได้เหมาะสม

  • เน้นการฟื้นฟูผิวอย่างยั่งยืนจากระดับเซลล์ ไม่ใช่แค่ให้ผิวดูดีชั่วคราว

Phase 2: จากต้องฉีด 3 ครั้ง เหลือแค่ครั้งเดียว

ความสำเร็จในระยะแรกทำให้ทีมวิจัยเห็นศักยภาพในการต่อยอดสู่การยกระดับอุตสาหกรรมความงามในเชิงระบบ จึงพัฒนาเข้าสู่ Phase 2 และจดสิทธิบัตรสำเร็จในเดือนธันวาคม 2568

จุดเปลี่ยนสำคัญของ ไฟโบรบลาสต์เฟส 2 คือ

  • ลดข้อจำกัดด้านเวลาและขั้นตอนการรักษา

  • จากเดิมที่ต้องฉีด 3 ครั้ง เหลือเพียง ครั้งเดียว

  • แต่ยังให้ผลลัพธ์ครอบคลุมทั้งโครงสร้างและคุณภาพผิว

กลไกหลักคือ การสื่อสารระหว่างเซลล์ (cell-to-cell communication) ที่ช่วยกระตุ้นให้เซลล์ผิวเดิมกลับมาทำงานได้ดีขึ้น ไม่ได้แก้แค่ริ้วรอยจุดใดจุดหนึ่ง แต่ยกระดับ “ระบบผิว” ทั้งระบบ

โดยสรุป

  • สูตรที่ 1: เน้นฟื้นฟูและเติมเต็มปริมาตรผิว ผลลัพธ์ดี อยู่ได้นาน แต่ต้องฉีด 3 ครั้ง

  • สูตรที่ 2: ฉีดครั้งเดียว เห็นผลทั้ง
    • ริ้วรอยลดลง

    • ผิวเรียบเนียนขึ้น

    • สีผิวดูสม่ำเสมอ

    • รูขุมขนกระชับขึ้น

นี่คือภาพตัวอย่างของเวชศาสตร์ความงามในอนาคต ที่เน้น ฟื้นฟูระบบผิวโดยรวม แทนการแก้ปัญหาเฉพาะจุดแบบเดิม

โอกาสของไทยบนเวทีความงามระดับภูมิภาค

ข้อมูลจากรายงานของ Fortune Business Insights ระบุว่า

  • มูลค่าตลาด Global Medical Aesthetics ปี 2023 อยู่ที่ประมาณ 22.84 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

  • แนวโน้มเติบโตเฉลี่ยราว 13% ต่อปี

ในมุมของประเทศไทย ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า

  • ธุรกิจศัลยกรรมและเสริมความงามของไทยจะมีมูลค่าประมาณ 76,500 ล้านบาท ในปี 2025

  • แรงหนุนสำคัญมาจากสังคมผู้สูงอายุและตลาด Medical Tourism

ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดทั้งในและต่างประเทศ นวัตกรรมไฟโบรบลาสต์ฝีมือคนไทย จึงอาจกลายเป็น

  • ตัวเปลี่ยนเกม (Game Changer) ของตลาด

  • ปัจจัยสำคัญที่ดึงผู้บริโภคไทยให้กลับมารับบริการภายในประเทศ

  • แม่เหล็กดึงดูดผู้รับบริการจากอาเซียน เอเชีย และตลาดต่างประเทศ

หากต่อยอดได้ดี นวัตกรรมนี้จะช่วยให้ไทย

  • ขยับจากบทบาท “ผู้ใช้เทคโนโลยี” สู่การเป็น ผู้สร้างนวัตกรรมความงามบนฐานวิทยาศาสตร์

  • เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจในภาคสุขภาพและความงาม

  • สร้างภาพลักษณ์ใหม่ในฐานะศูนย์กลางนวัตกรรมความงามในภูมิภาค

INT: ประตูเชื่อมงานวิจัยสู่โลกจริง

ด้านเบื้องหลังระบบนิเวศของนวัตกรรม มหาวิทยาลัยมหิดลมี สถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (INT) ทำหน้าที่เป็นเหมือน Innovation Gateway ของมหาวิทยาลัย

บทบาทสำคัญของ INT คือ

  • ขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมให้เกิด Real World Impact

  • เชื่อมโยงองค์ความรู้ งานวิจัย และเทคโนโลยีจากในมหาวิทยาลัยสู่ภาคเอกชน

  • ผลักดันให้ผลงานวิจัยถูกนำไปใช้ประโยชน์ทั้งในเชิงสังคมและเชิงพาณิชย์

เป้าหมายปลายทางคือการยกระดับ

  • คุณภาพชีวิต

  • สุขภาพ

  • ความเป็นอยู่ที่ดีของผู้คน ทั้งในประเทศไทยและในระดับโลก

สรุป: ผิวสวยในอนาคต คือผิวที่แข็งแรงจากเซลล์ตัวเอง

นวัตกรรมไฟโบรบลาสต์เฟส 2 ไม่ได้เป็นเพียงเทรนด์ความงามอีกกระแสหนึ่ง แต่คือการเลื่อนมาตรฐานของวงการไปสู่ยุคที่

  • ฟื้นฟู สำคัญกว่า เติมเต็มชั่วคราว

  • เน้นการดูแลผิวจากระดับเซลล์ ไม่ใช่แค่ผิวชั้นบน

  • ใช้เซลล์ของเราเองเป็นตัวเอกของการรักษา

สำหรับสายผิวสวยรักสุขภาพ นี่คือสัญญาณชัดเจนว่าอนาคตของความงามจะไปในทิศทางที่ ปลอดภัยขึ้น ลึกขึ้น และยั่งยืนขึ้น และประเทศไทยกำลังมีบทบาทสำคัญบนเวทีนี้อย่างน่าจับตา