ผิวสวยยุคใหม่: จากการเติมสาร สู่การฟื้นฟูเซลล์ลึกถึงระดับไฟโบรบลาสต์
วงการความงามและเวชศาสตร์ความงามทั่วโลกกำลังเปลี่ยนทิศครั้งใหญ่ จากยุคที่เน้น การเติมสารแปลกปลอมเข้าผิว เพื่อให้หน้าเป๊ะเร็ว ๆ มาสู่ยุคที่โฟกัส การฟื้นฟูผิวจากเซลล์ของเราเอง ให้ผลลัพธ์เป็นธรรมชาติ ปลอดภัย และยั่งยืนระยะยาวมากกว่า
กระแสนี้ไปในทิศทางเดียวกับการเติบโตของ wellness economy และการเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย ที่ผู้คนให้ความสำคัญกับสุขภาพผิวระยะยาว กลไกในร่างกาย และวิทยาศาสตร์เชิงลึก มากกว่าความสวยแบบเร่งด่วนที่อาจแลกมาด้วยความเสี่ยงในอนาคต
หนึ่งในนวัตกรรมที่โดดเด่นและกำลังถูกจับตามองคือ นวัตกรรมไฟโบรบลาสต์ (Fibroblast Cell Therapy) ที่พัฒนาโดยทีมอาจารย์แพทย์จากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล พร้อมการสนับสนุนด้านทรัพย์สินทางปัญญาและการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากสถาบัน INT มหาวิทยาลัยมหิดล
ปลายปี 2568 ทีมวิจัยสามารถพัฒนา ไฟโบรบลาสต์เฟส 2 ได้สำเร็จ ไม่เพียงเป็นอีกก้าวใหญ่ของวงการวิทยาศาสตร์การแพทย์ แต่ยังสะท้อนบทบาทใหม่ของประเทศไทยบนเวทีอุตสาหกรรมความงามระดับภูมิภาคอย่างชัดเจน
เมื่อ “ฟื้นฟู” สำคัญกว่า “เติมเต็ม”
แนวคิด Regenerative Beauty หรือความงามเชิงฟื้นฟูที่ต้นทางระดับเซลล์ กำลังกลายเป็นเมกะเทรนด์ใหม่ในวงการเวชศาสตร์ความงาม เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน
จากเดิมที่มองหาผลลัพธ์แบบ “สวยเร็ว เห็นผลไว” หันมาสนใจเรื่อง
ความปลอดภัยระยะยาว
สุขภาพผิวในเชิงคุณภาพ ไม่ใช่แค่หน้าดูตึง
กลไกการทำงานของร่างกายจริง ๆ
คนยุคนี้ไม่ได้ต้องการแค่ ดูดีขึ้น แต่ต้องการความงามที่สอดคล้องกับการดูแลตัวเองแบบองค์รวม ไม่อยากแบกรับความเสี่ยงหรือผลข้างเคียงในอนาคต
ดังนั้น “ความงามในมุมมองใหม่” จึงไม่ใช่การฝืนธรรมชาติด้วยการเติมสารแปลกปลอมเข้าไปเปลี่ยนรูปหน้าอย่างเร่งด่วน แต่คือการใช้ วิทยาศาสตร์ชีวภาพ ช่วยกระตุ้นให้ผิวกลับมาทำงานได้ดีด้วยตัวเอง ฟื้นฟูโครงสร้างและคุณภาพผิวจากภายในอย่างยั่งยืน
ทั้งหมดนี้สอดคล้องกับเทรนด์ wellness และการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (preventive care) ที่กำลังได้รับความสนใจไปทั่วโลก
ไฟโบรบลาสต์คืออะไร ทำไมถึงสำคัญกับผิวสวยระยะยาว
นวัตกรรมไฟโบรบลาสต์ ใช้แนวคิดแบบ Cell Therapy โดยอาศัยเซลล์ของผู้รับบริการเองเป็นหลัก
ขั้นตอนหลัก ๆ คือ
นำเซลล์ผิวของผู้รับบริการมาเพาะเลี้ยงในห้องปฏิบัติการ
เพิ่มจำนวนและปรับคุณภาพเซลล์ให้แข็งแรงขึ้น
นำเซลล์ที่เพาะเลี้ยงแล้วฉีดกลับเข้าสู่ผิว
เป้าหมายคือกระตุ้นให้ร่างกายสร้าง
คอลลาเจน
อิลาสติน
ไฮยาลูโรนิกแอซิด
เพื่อซ่อมแซมโครงสร้างผิวจากชั้นหนังแท้อย่างแท้จริง
เพราะเป็นเซลล์จากร่างกายของเราเอง ไม่ใช่สารแปลกปลอม จึงมีข้อดีที่สำคัญคือ
ลดโอกาสแพ้หรือเกิดปฏิกิริยาต่อต้าน
ความปลอดภัยสูงกว่าในเชิงชีวภาพ
ผลลัพธ์สอดคล้องกับกลไกธรรมชาติของผิว
ผลลัพธ์ที่คาดหวังได้มีตั้งแต่
ริ้วรอยลดเลือน
ผิวยกกระชับขึ้น
โครงสร้างผิวแข็งแรงขึ้นโดยรวม
คุณภาพผิวดีขึ้นอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่แค่จุดใดจุดหนึ่ง
เบื้องหลังงานวิจัย 8 ปี: จากห้องแลบสู่การใช้งานจริง
การต่อยอดนวัตกรรมนี้เกิดจากความร่วมมือของ
ศ.ดร.พญ.รังสิมา วณิชภักดีเดชา หัวหน้าภาควิชาตจวิทยา สาขาวิชาตจศัลยศาสตร์
ศ.ดร.พญ.อุไรวรรณ พานิช หัวหน้าภาควิชาเภสัชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
ทั้งทีมใช้เวลากว่า 8 ปี ในการศึกษาเชิงลึกและทดสอบซ้ำแล้วซ้ำเล่า กว่าจะได้สูตรการเพาะเลี้ยงเซลล์ที่
เหมาะสมกับการใช้งาน
ปลอดภัยในระยะยาว
ไม่กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนมากผิดปกติจนเสี่ยงพังผืดหรือคีลอยด์
งานวิจัยได้รับการยอมรับในระดับสากลจาก
การตีพิมพ์ในวารสารวิชาการนานาชาติ
รางวัลนวัตกรรมทั้งในและต่างประเทศ
การถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ภาคเอกชน ภายใต้การดูแลของสถาบัน INT

ศ.ดร.พญ.รังสิมา อธิบายว่า หัวใจของผิวหนังจริง ๆ คือเซลล์ไฟโบรบลาสต์ ซึ่งอยู่ในชั้นหนังแท้และเป็นตัวหลักที่สร้างคอลลาเจน อิลาสติน และไฮยาลูโรนิกแอซิด
เมื่ออายุมากขึ้น เซลล์กลุ่มนี้ทำงานน้อยลง หนังแท้จึงบางลง ผิวเริ่มหย่อนคล้อยและเสื่อมสภาพ ในขณะที่ครีมบำรุงทั่วไปไม่สามารถเข้าถึงชั้นผิวระดับลึกนี้ได้ ทำให้ที่ผ่านมาเราต้องพึ่งพาวิธีการเติมเต็มจากภายนอกเป็นหลัก
ทีมวิจัยเคยเห็นความสำเร็จของการใช้เซลล์เม็ดสีในการรักษาโรคด่างขาว จึงตั้งคำถามต่อว่า
ถ้าเรานำเซลล์เม็ดสีมาเพาะเลี้ยงเพื่อรักษาโรคผิวหนังได้ ทำไมจะนำเซลล์ไฟโบรบลาสต์มาเพาะเลี้ยงเพื่อฟื้นฟูผิวไม่ได้?
จากคำถามนี้ งานวิจัยจึงเริ่มต้นในปี 2555 และถูกพัฒนาต่อเนื่องจนได้สูตรการเลี้ยงเซลล์ที่
ปลอดภัย
ควบคุมการสร้างคอลลาเจนได้เหมาะสม
เน้นการฟื้นฟูผิวอย่างยั่งยืนจากระดับเซลล์ ไม่ใช่แค่ให้ผิวดูดีชั่วคราว
Phase 2: จากต้องฉีด 3 ครั้ง เหลือแค่ครั้งเดียว
ความสำเร็จในระยะแรกทำให้ทีมวิจัยเห็นศักยภาพในการต่อยอดสู่การยกระดับอุตสาหกรรมความงามในเชิงระบบ จึงพัฒนาเข้าสู่ Phase 2 และจดสิทธิบัตรสำเร็จในเดือนธันวาคม 2568
จุดเปลี่ยนสำคัญของ ไฟโบรบลาสต์เฟส 2 คือ
ลดข้อจำกัดด้านเวลาและขั้นตอนการรักษา
จากเดิมที่ต้องฉีด 3 ครั้ง เหลือเพียง ครั้งเดียว
แต่ยังให้ผลลัพธ์ครอบคลุมทั้งโครงสร้างและคุณภาพผิว
กลไกหลักคือ การสื่อสารระหว่างเซลล์ (cell-to-cell communication) ที่ช่วยกระตุ้นให้เซลล์ผิวเดิมกลับมาทำงานได้ดีขึ้น ไม่ได้แก้แค่ริ้วรอยจุดใดจุดหนึ่ง แต่ยกระดับ “ระบบผิว” ทั้งระบบ
โดยสรุป
สูตรที่ 1: เน้นฟื้นฟูและเติมเต็มปริมาตรผิว ผลลัพธ์ดี อยู่ได้นาน แต่ต้องฉีด 3 ครั้ง
- สูตรที่ 2: ฉีดครั้งเดียว เห็นผลทั้ง
ริ้วรอยลดลง
ผิวเรียบเนียนขึ้น
สีผิวดูสม่ำเสมอ
รูขุมขนกระชับขึ้น
นี่คือภาพตัวอย่างของเวชศาสตร์ความงามในอนาคต ที่เน้น ฟื้นฟูระบบผิวโดยรวม แทนการแก้ปัญหาเฉพาะจุดแบบเดิม
โอกาสของไทยบนเวทีความงามระดับภูมิภาค
ข้อมูลจากรายงานของ Fortune Business Insights ระบุว่า
มูลค่าตลาด Global Medical Aesthetics ปี 2023 อยู่ที่ประมาณ 22.84 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
แนวโน้มเติบโตเฉลี่ยราว 13% ต่อปี
ในมุมของประเทศไทย ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า
ธุรกิจศัลยกรรมและเสริมความงามของไทยจะมีมูลค่าประมาณ 76,500 ล้านบาท ในปี 2025
แรงหนุนสำคัญมาจากสังคมผู้สูงอายุและตลาด Medical Tourism
ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดทั้งในและต่างประเทศ นวัตกรรมไฟโบรบลาสต์ฝีมือคนไทย จึงอาจกลายเป็น
ตัวเปลี่ยนเกม (Game Changer) ของตลาด
ปัจจัยสำคัญที่ดึงผู้บริโภคไทยให้กลับมารับบริการภายในประเทศ
แม่เหล็กดึงดูดผู้รับบริการจากอาเซียน เอเชีย และตลาดต่างประเทศ
หากต่อยอดได้ดี นวัตกรรมนี้จะช่วยให้ไทย
ขยับจากบทบาท “ผู้ใช้เทคโนโลยี” สู่การเป็น ผู้สร้างนวัตกรรมความงามบนฐานวิทยาศาสตร์
เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจในภาคสุขภาพและความงาม
สร้างภาพลักษณ์ใหม่ในฐานะศูนย์กลางนวัตกรรมความงามในภูมิภาค
INT: ประตูเชื่อมงานวิจัยสู่โลกจริง
ด้านเบื้องหลังระบบนิเวศของนวัตกรรม มหาวิทยาลัยมหิดลมี สถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (INT) ทำหน้าที่เป็นเหมือน Innovation Gateway ของมหาวิทยาลัย
บทบาทสำคัญของ INT คือ
ขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมให้เกิด Real World Impact
เชื่อมโยงองค์ความรู้ งานวิจัย และเทคโนโลยีจากในมหาวิทยาลัยสู่ภาคเอกชน
ผลักดันให้ผลงานวิจัยถูกนำไปใช้ประโยชน์ทั้งในเชิงสังคมและเชิงพาณิชย์
เป้าหมายปลายทางคือการยกระดับ
คุณภาพชีวิต
สุขภาพ
ความเป็นอยู่ที่ดีของผู้คน ทั้งในประเทศไทยและในระดับโลก
สรุป: ผิวสวยในอนาคต คือผิวที่แข็งแรงจากเซลล์ตัวเอง
นวัตกรรมไฟโบรบลาสต์เฟส 2 ไม่ได้เป็นเพียงเทรนด์ความงามอีกกระแสหนึ่ง แต่คือการเลื่อนมาตรฐานของวงการไปสู่ยุคที่
ฟื้นฟู สำคัญกว่า เติมเต็มชั่วคราว
เน้นการดูแลผิวจากระดับเซลล์ ไม่ใช่แค่ผิวชั้นบน
ใช้เซลล์ของเราเองเป็นตัวเอกของการรักษา
สำหรับสายผิวสวยรักสุขภาพ นี่คือสัญญาณชัดเจนว่าอนาคตของความงามจะไปในทิศทางที่ ปลอดภัยขึ้น ลึกขึ้น และยั่งยืนขึ้น และประเทศไทยกำลังมีบทบาทสำคัญบนเวทีนี้อย่างน่าจับตา

