รับแอปรับแอป

AI พลิกเกมวิศวกรรมไทย: เบื้องหลังชัยชนะทีม KMITL ในสนาม MECA 2025

ก้องภพ แสนดี01-30

เมื่อ AI กลายเป็นใบเบิกทางสู่อาชีพในฝัน

ทีมนักศึกษาปริญญาตรีจากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (KMITL) ก้าวสู่เวทีระดับชาติ ด้วยการคว้ารางวัลชนะเลิศจากการแข่งขัน MECA Thailand 2025 จากโปรเจกต์ที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยกระดับคุณภาพการผลิตสารลดแรงตึงผิว (Surfactant) พร้อมลดของเสียในกระบวนการผลิตได้อย่างมีนัยสำคัญ

เบื้องหลังถ้วยรางวัลใบนี้ ไม่ได้มีแค่ไอเดียเท่ๆ แต่คือการใช้ AI + ระบบอัตโนมัติ + การวิเคราะห์ข้อมูล อย่างจริงจัง เพื่อแก้โจทย์ใหญ่ของภาคอุตสาหกรรมไทย

จุดเดือดของการแข่งขัน MECA Thailand 2025

การแข่งขัน MECA Thailand 2025 จัดภายใต้แนวคิด “การแก้ไขปัญหาการลดการปล่อยคาร์บอนในระบบอุตสาหกรรมไทย ด้วยความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมอย่างยั่งยืน”

เวทีนี้ถูกออกแบบมาเพื่อให้นักศึกษาเปลี่ยนไอเดียในห้องเรียนให้กลายเป็นโซลูชันจริง ที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในภาคอุตสาหกรรม พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ได้ลองใช้เทคโนโลยีระดับโรงงานจริงแบบจัดเต็ม

ในงานมีการเปิดให้ใช้เครื่องมือและซอฟต์แวร์หลากหลาย ตั้งแต่ระดับมอนิเตอร์ระบบ ไปจนถึงการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก เช่น

  • GENESIS64 (SCADA Dashboard)

  • MELSOFT 3D Gemini (Digital twin)

  • MELSOFT MaiLab (เครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลด้วย AI)

  • SoftGOT2000 (ซอฟต์แวร์ควบคุม HMI)

  • GT Designer3 (ซอฟต์แวร์ออกแบบหน้าจอ HMI)

  • GX Works3 (ซอฟต์แวร์เขียนโปรแกรม PLC)

เกณฑ์ตัดสินไม่ได้มองแค่ความสวยงามของไอเดีย แต่เน้นทั้ง

  • ความคิดสร้างสรรค์และระดับนวัตกรรม

  • ความสามารถในการนำเสนอ

  • ความเป็นไปได้ด้านเทคนิค

  • ความคุ้มค่าทางธุรกิจและความยั่งยืน

นอกจากตัวการแข่งขันหลัก ยังมี

  • Technology Hackathon 2025 มินิเวิร์กช็อปสำหรับนักเรียนมัธยมปลาย

  • การแข่งขัน Greenbot Application Concept สำหรับสายอาชีวศึกษา

  • เวทีสัมมนาจากตัวแทนสมาคมอุตสาหกรรมหลายแห่ง

เรียกได้ว่าเป็นงานเดียวที่รวมทั้งแข่งจริง เรียนจริง และเชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรมจริง

สรุปผลการแข่งขัน: 1 ถ้วยรางวัล กับอีกหลายโอกาสในอนาคต

การแข่งขัน MECA Thailand 2025 เปิดพื้นที่ให้กลุ่มนักศึกษาจำนวน 3 คนจากสถาบันด้านวิศวกรรมทั่วประเทศ ที่กำลังศึกษาในระดับปี 2–3 เข้าชิงรางวัลเกียรติยศและถ้วยรางวัลพระราชทาน

จากทั้งหมด 15 ทีม มี 4 ทีมที่ผ่านเข้ารอบสุดท้าย เพื่อนำเสนอผลงานในวันที่ 9–10 ตุลาคม 2568 ณ มหาวิทยาลัยบูรพา จังหวัดชลบุรี

ทีมที่คว้ารางวัลชนะเลิศ คือ

  • ทีม “ฉลองกรุง” จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.)

สิทธิประโยชน์ที่ได้ไม่ธรรมดา:

  • ถ้วยรางวัลพระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

  • เงินรางวัล 100,000 บาท

  • สิทธิ์เข้าร่วมแข่งขัน MECA Global Japan 2026

ทีมที่เข้ารอบสุดท้ายทีมอื่นๆ ได้แก่

  • ทีม Autogen จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล

  • ทีม Greenovator จากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม

  • ทีม Greendynamic Trio จาก KMITL

  • ทีม FAlogic จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ

ทีมเหล่านี้คว้ารางวัล

  • รองชนะเลิศอันดับ 1

  • รองชนะเลิศอันดับ 2

  • รองชนะเลิศอันดับ 3

  • รางวัลป็อบปูลาโหวต

และสิ่งที่สำคัญไม่แพ้ถ้วยรางวัลคือ โอกาสฝึกงานกับบริษัทมิตซูบิชิ ก่อนจบการศึกษา ซึ่งเป็นใบเบิกทางสำคัญสู่สายงานอุตสาหกรรมและระบบอัตโนมัติ

เปิดเบื้องหลังโซลูชัน AI ที่ชนะใจกรรมการ

ทีมฉลองกรุงประกอบด้วยนักศึกษา KMITL 3 คน ได้แก่

  • อภิสิทธ์ ละครเขต

  • วีรสิทธิ สุรินทร์อาภรณ์

  • พนธกร วงษ์วัฒน์

โปรเจกต์ของพวกเขาคือการสร้าง แบบจำลองปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อเพิ่มผลผลิตและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในกระบวนการผลิตสารลดแรงตึงผิว เป้าหมายหลักคือ

  • เพิ่มอัตราการยอมรับด้านคุณภาพของผลิตภัณฑ์

  • ลดของเสียจากวัตถุดิบที่ต้องทิ้งหรือแก้ไข

  • ลดต้นทุนด้านพลังงานให้โรงงาน

โซลูชันถูกออกแบบโดยเชื่อมต่อระบบต่างๆ เข้าด้วยกัน

  • ระบบ SCADA สำหรับมอนิเตอร์และเก็บข้อมูล

  • HMI GOT2000 สำหรับควบคุมและแสดงผลหน้าจอ

  • Melsoft MaiLab สำหรับวิเคราะห์ข้อมูลจากกระบวนการผลิตด้วย AI

ตัวเลขที่พิสูจน์ว่ามันไม่ได้เป็นแค่โปรเจกต์ในกระดาษ

ผลลัพธ์ของโครงการไม่ได้ชนะเพราะไอเดียสวยหรู แต่เพราะมีตัวเลขรองรับชัดเจน

จุดเปลี่ยนหลักๆ ได้แก่

  1. ลดการพึ่งพาห้องแลบ

เดิมทีพนักงานต้องส่งตัวอย่างวัตถุดิบไปตรวจสอบในห้องปฏิบัติการ ใช้เวลาและแรงงานค่อนข้างมาก เมื่อใช้ AI และระบบวิเคราะห์ข้อมูลเข้ามาช่วย ทำให้

  • ลดความจำเป็นในการส่งตัวอย่างไปตรวจในแลบ

  • ส่งผลให้ เพิ่มผลผลิตได้มากถึง 60%

  1. ลดเวลาตั้งค่าพารามิเตอร์ในกระบวนการผลิต

ก่อนหน้า ระบบต่างๆ ถูกควบคุมแบบ manual ทั้งการ

  • ตั้งค่าพารามิเตอร์

  • ตรวจสอบค่ากระบวนการ

  • รวบรวมข้อมูล

แต่เมื่อใช้เครื่องมืออย่าง Meisoft MAILAB ของมิตซูบิชิ เข้ามาควบคุมและช่วยตัดสินใจแบบอัตโนมัติ ทำให้

  • ผู้ผลิตสามารถตอบสนองและแก้ไขปัญหาได้แทบจะทันที

  • ลดภาระงานซ้ำๆ ของมนุษย์ลงอย่างเห็นได้ชัด

  1. ลดของเสียและการใช้พลังงาน พร้อมช่วยโลกไปด้วยกัน

โครงการช่วยให้โรงงานสามารถ

  • ลดอัตราการเกิดสินค้าที่เสีย หรือถูกรีเจ็กต์แล้วต้องนำไปแก้ไขใหม่

  • ส่งผลให้การใช้ไฟฟ้าลดลง 2.61%

  • จากการประเมินในมุมมอง Life Cycle Assessment พบว่า

โครงการช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากถึง 17.70%

นี่คือจุดที่ทำให้โปรเจกต์นี้ไม่ใช่แค่โซลูชันเพื่อประหยัดต้นทุน แต่เป็นโซลูชันที่ช่วยโลกอย่างเป็นรูปธรรม

เสียงจากทีมผู้ชนะ: AI ไม่ได้ให้แค่สกิล แต่เปลี่ยนมุมมองต่อโลก

ทีมฉลองกรุงสะท้อนมุมมองที่น่าสนใจต่อการแข่งครั้งนี้ โดยเฉพาะประเด็นภาวะโลกร้อนและการปล่อยคาร์บอนในโรงงานอุตสาหกรรม

วีรสิทธิ สุรินทร์อาภรณ์ เล่าว่าการแข่งขันครั้งนี้ทำให้พวกเขา ตระหนักถึงผลกระทบระยะยาวของภาวะโลกร้อน และเห็นชัดว่ากระบวนการผลิตแต่ละขั้นตอนล้วนเชื่อมโยงกับการปล่อยคาร์บอน

พนธกร วงษ์วัฒน์ แชร์ประสบการณ์ว่า การได้เข้าร่วมสัมมนาและเวิร์กช็อปภาคปฏิบัติที่จัดโดย MELT เปิดโลกใหม่ให้เขา ไม่ใช่แค่ด้านเทคนิคอย่าง

  • การสร้างแดชบอร์ด

  • การใช้งานซอฟต์แวร์ SCADA

แต่ยังช่วยพัฒนาทักษะด้าน มนุษยสัมพันธ์และบุคลิกภาพ ซึ่งเป็นสกิลสำคัญในการทำงานจริงที่มักไม่ค่อยถูกสอนในห้องเรียน

มุมมองจากภาคอุตสาหกรรม: เวทีนี้ไม่ใช่แค่ “การแข่ง” แต่คือ “การลงทุนในอนาคตประเทศ”

ฝั่งมิตซูบิชิ อิเล็คทริค มองการแข่งขันนี้เป็นมากกว่ากิจกรรม PR หรือ Event

ในมุมของบริษัท ระบบอุตสาหกรรมคือฐานสำคัญของการจ้างงานและการเติบโตทางเศรษฐกิจ เป้าหมายจึงคือการสร้าง “เวทีระดับชาติ” ให้คนรุ่นใหม่ได้โชว์ศักยภาพด้านเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมอย่างเต็มที่ พร้อมเชื่อมต่อ 3 ภาคส่วนหลัก ได้แก่

  • ภาครัฐ

  • ภาคการศึกษา

  • ภาคเอกชน

เพื่อผลักดันการเติบโตของเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมไทยไปพร้อมกัน

ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านระบบอัตโนมัติ มิตซูบิชิ อิเล็คทริคกำลังผลักดันเทคโนโลยีที่ช่วยให้โรงงาน

  • ลดต้นทุนการผลิต

  • เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน

  • ลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์

เมื่อผู้ประกอบการสามารถทำธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ก็ยิ่งสามารถแข่งขันในระดับโลก ซึ่งสะท้อนกลับมาเป็นผลดีโดยตรงต่อเศรษฐกิจไทย

อีกหนึ่งประเด็นที่สะท้อนชัดคือ การแข่งขันลักษณะนี้กลายเป็น เวทีเรียนรู้ร่วมกัน ระหว่าง

  • นักเรียน นักศึกษา

  • อาจารย์มหาวิทยาลัย

  • ภาคเอกชนและผู้ประกอบการ

หลายองค์กรเริ่มมองเห็นว่า แม้โครงการลักษณะนี้อาจใช้เงินลงทุนไม่มาก แต่สามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกทั้งกับองค์กรและสังคม แถมยังช่วยให้ผู้ประกอบการได้เจอกับคนรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพ พร้อมจะเป็นกำลังหลักของอุตสาหกรรมในอนาคต

นี่คือ win-win situation แบบของจริง

ความฝัน 10 ปีข้างหน้าของคนทำ AI

เบื้องหลังโปรเจกต์ที่ดูเท่และเต็มไปด้วยตัวเลขเชิงเทคนิค ยังมีความฝันในระยะยาวของสมาชิกทีมซ่อนอยู่

วีรสิทธิ สุรินทร์อาภรณ์: จากวิศวกรสู่สายการศึกษา

วีรสิทธิเล่าว่า หลังจบการศึกษา เขาวางแผนจะ

  • ก่อตั้งบริษัทของตัวเองในสายการศึกษา หรือ

  • เดินสายเป็นอาจารย์

ก่อนถึงจุดนั้น เขาตั้งใจจะทำงานในโรงงานในบทบาทวิศวกร เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์จริงในภาคอุตสาหกรรม

เขามองว่าในอีก 10 ปีข้างหน้า อยากเห็นตัวเอง ทำตามความฝันได้สำเร็จ แม้จะรู้ดีว่าต้องใช้ทั้งเวลาและความพยายามอย่างมาก

พนธกร วงษ์วัฒน์: คนรักเครื่องมือวัดและการลงมือจริง

พนธกรมองอนาคตของตัวเองชัดเจนว่า อยากทำงานด้าน เครื่องมือวัด เพราะหลงใหลการติดตั้ง ตรวจสอบ และดูแลอุปกรณ์ต่างๆ

สำหรับเขา ความสำเร็จในอีก 10 ปี ไม่ได้หมายถึงแค่การทำงานให้เสร็จตามหน้าที่ แต่คือการ

  • มีความสุขกับงานที่ทำ

  • สร้างคุณค่าให้แก่องค์กร

  • ดูแลครอบครัวให้ได้ไปพร้อมกัน

สร้างอิมแพคต่อโลกร้อน ด้วยโซลูชันที่จับต้องได้

การแข่งขัน MECA Thailand 2025 ไม่ได้จบลงแค่การมอบถ้วยรางวัล แต่ได้สร้างสิ่งที่สำคัญกว่านั้น คือ

  • การทำให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาสิ่งแวดล้อม

  • การสร้าง ทัศนคติเชิงบวกต่อภาวะโลกร้อนและความท้าทายทางนิเวศวิทยา

มิตซูบิชิให้ความสำคัญอย่างมากกับการจับมือกับสถาบันการศึกษา ผ่านการสร้างแพลตฟอร์มให้นักศึกษาได้

  • เรียนรู้จากเคสจริง

  • ลงมือฝึกฝนด้วยเทคโนโลยีจริง

  • แสดงให้เห็นว่าองค์ความรู้ในห้องเรียนสามารถต่อยอดสู่การใช้งานจริงในโรงงานได้อย่างไร

สำหรับคนที่สนใจสายวิเคราะห์ข้อมูลด้วย AI และระบบอัตโนมัติ เรื่องนี้พิสูจน์ให้เห็นชัดว่า:

  • โปรเจกต์ดีๆ ไม่จำเป็นต้องอยู่ในกระดาษ

  • AI + Data + วิศวกรรม = ทักษะที่ตลาดต้องการจริง

  • และที่สำคัญที่สุด คือคุณสามารถใช้เทคโนโลยีไม่ใช่แค่เพื่อสร้างอาชีพ แต่เพื่อสร้างอิมแพคเชิงบวกให้โลกใบนี้ได้ด้วย