รับแอปรับแอป

Jasper AI ดีพอจะเป็นนักเขียนคู่ใจทุกสายงานไหม? เจาะลึกข้อดี–ข้อจำกัดแบบไม่อวย

วรัญญา แสงทอง01-29

Jasper AI คืออะไร ทำไมสายคอนเทนต์ต้องรู้จัก?

ในยุคที่คอนเทนต์ออนไลน์กลายเป็นหัวใจของการตลาดดิจิทัล เรื่องการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีกับความคิดสร้างสรรค์ไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็น สิ่งที่ธุรกิจต้องมี

หนึ่งในเครื่องมือที่ถูกพูดถึงมากในหมู่นักการตลาดและคอนเทนต์คือ Jasper AI เครื่องมือเขียนด้วยปัญญาประดิษฐ์ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้ธุรกิจสร้างเนื้อหาได้เร็วขึ้น มีคุณภาพ และยังรักษาเอกลักษณ์ของแบรนด์ไว้ได้ครบถ้วน

เดิมที Jasper เคยใช้ชื่อว่า Jarvis เปิดตัวครั้งแรกในเดือนมกราคม 2021 ที่เมืองออสติน รัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา และพัฒนาต่อเนื่องจนกลายเป็นหนึ่งในเครื่องมือเขียนด้วย AI ที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะงานด้านการตลาด บล็อก และโซเชียลมีเดีย

จุดขายหลักของ Jasper AI: ไม่ได้แค่เขียนให้ แต่เขียนให้ “เป็นแบรนด์คุณ”

จุดเด่นของ Jasper AI คือการช่วยสร้างเนื้อหาในระดับใหญ่แบบ Scalable Content Creation รองรับงานเขียนจำนวนมาก โดยยังคงความเป็นธรรมชาติของภาษา ด้วยการใช้เทคโนโลยี Natural Language Processing (NLP) ขั้นสูง

มันรองรับเนื้อหาหลากหลายรูปแบบ เช่น

  • บทความบล็อก

  • อีเมลการตลาด

  • คำอธิบายสินค้า

  • หน้า Landing Page

ที่สำคัญ คุณยังสามารถปรับโทนเสียงให้ตรงกับ Brand Voice ของธุรกิจได้ ทำให้คอนเทนต์ทุกชิ้นที่ออกไป พูดด้วยน้ำเสียงเดียวกัน ไม่ว่าจะผ่านช่องทางไหน

ต่างจากแชตบอต AI ทั่วไป Jasper ถูกวางตัวให้เป็น นักเขียนคอนเทนต์สายยาว สร้างเนื้อหาที่มีโครงสร้างครบ รายละเอียดแน่น เหมาะกับทีมการตลาดและแบรนด์ที่ต้องการผลิตคอนเทนต์ต่อเนื่องอย่างมืออาชีพ

ทำอะไรได้บ้างในโลกการตลาดและคอนเทนต์

Jasper AI ถูกออกแบบมาให้ตอบโจทย์โดยเฉพาะกับทีมมาร์เก็ตติ้งและธุรกิจที่ต้องการเร่งเครื่องการสร้างเนื้อหา แต่ยังอยากคุมโทนให้เหมือนมีครีเอทีฟประจำแบรนด์

ตัวอย่างงานที่ Jasper ช่วยได้ เช่น

  • เขียนบทความบล็อกแบบเต็มความยาว

  • ปรับแต่งเนื้อหาเว็บไซต์ให้เหมาะกับ SEO

  • สร้างโพสต์โซเชียลมีเดียให้ดูน่าสนใจและตรงกลุ่มเป้าหมาย

  • เขียนจดหมายข่าว (Newsletter) และอีเมลการตลาด

  • ร่างก๊อปปี้โฆษณาในหลายเวอร์ชัน

สำหรับธุรกิจที่ต้องการเนื้อหาหลายภาษา Jasper ยังช่วย

  • รีพurpose คอนเทนต์เดิมให้กลายเป็นฟอร์แมตใหม่ ๆ

  • แปลและดัดแปลงเนื้อหาให้เหมาะกับภาษาท้องถิ่น

จึงเหมาะมากกับ แบรนด์ระดับสากล ที่ต้องการเข้าถึงลูกค้าหลากหลายประเทศ แต่ยังอยากคุมโทนให้เป็นหนึ่งเดียว

ใช้งานบนอะไรได้บ้าง? มือใหม่ใช้ยากไหม?

การเข้าถึง Jasper AI ทำได้ผ่านแพลตฟอร์มเว็บ ใช้งานได้ทั้งบน

  • Windows

  • Mac

  • Linux

ผ่านเว็บเบราว์เซอร์มาตรฐาน นอกจากนี้ยังมีส่วนขยายสำหรับ Chrome ที่ช่วยให้คุณดึง AI ไปใช้เขียนข้อความบนเว็บไซต์ต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็วและสะดวกขึ้น เช่น ฟอร์ม โซเชียลมีเดีย หรือระบบหลังบ้านต่าง ๆ

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน Jasper ยัง ไม่มีแอปมือถือ ทั้งบน iOS และ Android ใครที่ชอบทำงานผ่านมือถือเป็นหลักอาจรู้สึกขัดใจอยู่บ้าง

ในด้านการทำงานร่วมกัน Jasper สามารถบูรณาการกับเครื่องมืออย่าง Google Docs ทำให้ทีมสามารถร่าง ปรับแก้ และทำงานร่วมกันบนเนื้อหาได้ง่ายขึ้นในที่เดียว

สุดท้ายแล้ว Jasper ไม่ได้ถูกเสนอให้เป็นแค่เครื่องมือช่วยเขียน แต่ถูกวางให้เป็นเหมือน “นักเขียน AI” คู่ใจทีมมาร์เก็ตติ้ง ที่ช่วยให้คุณสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น (แม้จะยังไม่ทดแทนความคิดมนุษย์ได้ทั้งหมดก็ตาม)

ใช้ Jasper กับ Thought Leadership และ A/B Testing ยังไงให้คุ้ม?

ลองนึกภาพว่าคุณเป็นผู้ประกอบการที่อยากสร้างภาพลักษณ์ “ผู้นำทางความคิด (Thought Leader)” บน LinkedIn หรือกำลังจะปล่อยแคมเปญโฆษณาที่ต้องทำ A/B Testing หลายเวอร์ชัน

แทนที่จะนั่งคิดและร่างเองทุกชิ้น Jasper AI สามารถช่วยคุณได้ในไม่กี่นาที เช่น

  • สร้างโพสต์ LinkedIn ที่ดูมืออาชีพ น่าเชื่อถือ และเข้ากับตัวตนของคุณ

  • ช่วยแตกไอเดียเนื้อหาเพื่อเล่าเรื่องธุรกิจ ประสบการณ์ หรือมุมมองเชิงลึก

  • ร่างข้อความโฆษณาหลายเวอร์ชัน เพื่อใช้ทดสอบ A/B Testing ได้อย่างรวดเร็ว

  • สร้างแคปชัน ภาพรวมคอนเทนต์ หรือ outline บทความโดยไม่ต้องเริ่มจากศูนย์

A/B Testing คืออะไร?

A/B Testing หรือ Split Testing คือการเปรียบเทียบคอนเทนต์ 2 เวอร์ชัน เพื่อดูว่าแบบไหน “เวิร์กกว่า” โดยทดสอบกับกลุ่มเป้าหมายจริง เช่น ตัวอย่างง่าย ๆ บนโฆษณา Facebook:

  • เวอร์ชัน A : พาดหัวว่า “โปรสุดคุ้ม! ลด 50% วันนี้เท่านั้น!”

  • เวอร์ชัน B : พาดหัวว่า “ซื้อ 1 แถม 1 ดีลที่คุณไม่ควรพลาด!”

ระบบจะยิงโฆษณาทั้งสองแบบไปยังกลุ่มเป้าหมายใกล้เคียงกัน จากนั้นดูผลว่าแบบไหนได้คลิกหรือยอดซื้อสูงกว่า แล้วคุณก็นำเวอร์ชันที่ชนะไปขยายผลต่อได้ทันที

A/B Testing เอาไปใช้กับอะไรได้บ้าง?

คุณสามารถใช้ A/B Testing ร่วมกับ Jasper เพื่อเร่งการสร้างเวอร์ชันคอนเทนต์ได้ในหลายด้าน เช่น

  • ทดสอบพาดหัว (Headline) ว่าแบบไหนทำให้คนหยุดเลื่อนแล้วกดอ่านมากกว่า

  • ทดสอบภาพหรือวิดีโอ ว่าสไตล์ไหนดึงดูดสายตามากกว่ากัน

  • ทดสอบ Call-to-Action (CTA) เช่น คำไหนกระตุ้นให้คนคลิกหรือซื้อได้มากที่สุด

  • ทดสอบอีเมลหรือหน้าเว็บไซต์ ว่าดีไซน์และข้อความรูปแบบไหนแปลงเป็นยอดขายหรือการสมัครสมาชิกได้ดีกว่า

แพ็กเกจราคา Jasper AI: เหมาะกับใครแบบไหน?

รูปแบบการสมัครสมาชิกของ Jasper AI แบ่งออกเป็น 3 ระดับหลัก ๆ เพื่อรองรับผู้ใช้ตั้งแต่รายบุคคลจนถึงองค์กรใหญ่

  • Creator – 49 ดอลลาร์สหรัฐฯ /เดือน (ราว 1,650 บาท)
    เหมาะสำหรับผู้ใช้รายบุคคลที่ต้องการฟีเจอร์เขียนด้วย AI ขั้นพื้นฐาน แต่คุณภาพดี ใช้สร้างคอนเทนต์ส่วนตัวหรือหน้าร้านเล็ก ๆ ได้สบาย

  • Pro – 59 ดอลลาร์สหรัฐฯ /เดือน (ราว 1,986 บาท)
    ออกแบบมาเพื่อทีมขนาดเล็ก เพิ่มเครื่องมือการทำงานร่วมกัน รวมถึงฟีเจอร์ Brand Voice เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการความสม่ำเสมอของโทนแบรนด์ในหลายช่องทาง

  • Business – ราคาแบบกำหนดเอง
    สำหรับองค์กรขนาดใหญ่ที่ต้องการความสามารถ AI ขั้นสูง การผสานรวมกับระบบอื่น ๆ และการซัพพอร์ตแบบเฉพาะทาง

Jasper AI ไม่มีเวอร์ชันฟรี แต่มีช่วงทดลองใช้งานฟรี 7 วัน ให้ผู้ใช้ใหม่เข้าไปสำรวจฟีเจอร์และลองจับฟังก์ชันต่าง ๆ ก่อนตัดสินใจสมัครจริง

ข้อจำกัดที่ต้องรู้: Jasper ไม่ได้แทนมนุษย์ทุกอย่าง

แม้ Jasper จะเก่งและช่วยประหยัดเวลาได้เยอะ แต่ก็ยังมีข้อจำกัดสำคัญที่ต้องเข้าใจ เพื่อจะได้ใช้งานแบบรู้เท่าทัน

สิ่งที่ Jasper ทำได้ไม่ดีนัก ได้แก่:

  • ไม่สามารถทดแทน ความคิดสร้างสรรค์เชิงลึกของมนุษย์

  • ไม่มีความสามารถในการ คิดวิเคราะห์เชิงวิพากษ์ แบบคนเขียนมืออาชีพ

  • ไม่ทำหน้าที่ ตรวจสอบข้อเท็จจริง (Fact-checking)

ผลลัพธ์ที่ได้แม้จะดูดี อ่านลื่น และเป็นมืออาชีพ แต่บางครั้งอาจ

  • ดู “ทั่วไป” เกินไป

  • ขาดมุมมองใหม่ ๆ หรือ Insight ลึกๆ

  • ต้องผ่านการเกลา ปรับ ตรวจทาน และเช็กข้อมูลจากมนุษย์อีกครั้งเสมอ

งานประเภทไหนที่ Jasper ไม่เหมาะเท่าไหร่?

มีบางประเภทงานที่ Jasper ยังไม่ตอบโจทย์เท่าไรนัก เช่น

  • ข่าวแบบเรียลไทม์ ที่ต้องอัปเดตข้อมูลอย่างต่อเนื่อง พร้อมความถูกต้องสูง

  • เอกสารทางเทคนิค (Technical Docs) ที่ต้องอ้างอิงข้อมูลและโครงสร้างเฉพาะทาง

  • งานวิจัยเชิงลึก หรือเนื้อหาที่ต้องการอ้างอิงแหล่งข้อมูลชัดเจน

  • งานด้านการเขียนโค้ด หรือการสร้างภาพด้วย AI

หากคุณต้องการความสามารถเฉพาะทางเหล่านี้ อาจต้องพึ่งเครื่องมืออื่น เช่น GitHub Copilot สำหรับโค้ด หรือเครื่องมือสร้างภาพอย่าง Midjourney เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีเสียงสะท้อนจากผู้ใช้บางส่วนว่า

  • อินเทอร์เฟซของ Jasper ค่อนข้างซับซ้อนสำหรับมือใหม่

  • ต้องใช้เวลาเรียนรู้ระบบพอสมควร

  • คุณภาพเนื้อหาอาจแกว่ง ขึ้นกับหัวข้อและความยากของคอนเทนต์ที่ให้ AI ช่วยเขียน

เสียงวิจารณ์และคู่แข่งในตลาด: Jasper ยัง “คุ้ม” อยู่ไหม?

นักวิเคราะห์อย่าง Max Slater-Robins จาก Techradar มองว่า Jasper AI ไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับผู้ที่ต้องการเนื้อหาที่มี ความคิดริเริ่มสูง และต้องอาศัย การค้นคว้าอย่างจริงจัง เพราะตัวระบบไม่ได้ทำการตรวจสอบข้อเท็จจริงหรือยืนยันแหล่งที่มาของข้อมูลให้

สำหรับผู้ใช้รายบุคคลที่มองหาเครื่องมือเขียนด้วย AI แบบ ฟรีหรือราคาย่อมเยา ราคาของ Jasper อาจถือว่าสูง เมื่อเปรียบเทียบกับตัวเลือกฟรีหรือราคาต่ำ เช่น ChatGPT หรือเครื่องมืออื่น ๆ ที่เปิดให้ใช้บางฟีเจอร์ฟรี

ถ้าคุณต้องการความสามารถ AI ที่

  • ดึงข้อมูลแบบเรียลไทม์

  • ช่วยเขียนโค้ด

  • สร้างรูปภาพจากข้อความ

คุณอาจต้องใช้เครื่องมือเฉพาะทางอื่น ๆ ร่วมด้วย ไม่สามารถหวังให้ Jasper ทำได้ครบทุกอย่างในตัวเดียว

ตัวเลือกอื่นที่น่าสนใจ นอกจาก Jasper AI

ถ้าโจทย์ของคุณคือ “อยากได้เครื่องมือแบบ Jasper แต่ราคา เบา หรือฟีเจอร์คนละสาย” ยังมีทางเลือกอื่นในตลาด เช่น

  • Copy AI – เน้นสร้างก๊อปปี้โฆษณาและข้อความสั้นด้านการตลาด

  • Rytr – จุดเด่นคือใช้งานง่าย ราคาย่อมเยา เหมาะกับฟรีแลนซ์และรายบุคคล

  • Writesonic – รองรับทั้งคอนเทนต์สายบล็อก โฆษณา และหน้า Landing Page พร้อมฟีเจอร์หลากหลาย

แต่ละเครื่องมือมีจุดเด่น จุดด้อย และประสบการณ์ใช้งานที่ต่างกันออกไป ขึ้นกับสไตล์และความต้องการของผู้ใช้

โอกาสและความท้าทายของ Jasper AI ในสนามแข่ง AI Content

ในมุมมองเชิงธุรกิจ Jasper AI ยังมีพื้นที่ให้เติบโตได้อีกมาก โดยเฉพาะในด้านต่อไปนี้:

  • การรองรับหลายภาษาอย่างจริงจัง เพื่อเข้าถึงตลาดที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก

  • การเพิ่มฟีเจอร์สำหรับงานเขียนเชิงวิชาการ รองรับกลุ่มนักศึกษาและนักวิจัย

  • การจับมือเป็นพันธมิตรกับแพลตฟอร์มอื่น เพื่อผสานฟังก์ชันการใช้งานให้ครบวงจรมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม Jasper ต้องเผชิญกับความท้าทายใหญ่ ๆ เช่น

  • คู่แข่งหน้าใหม่ ที่ออกเครื่องมือ AI เขียนคอนเทนต์ได้ดีในราคาต่ำกว่า

  • เทคโนโลยี AI ที่พัฒนาเร็วมาก ทำให้ต้องเร่งอัปเดตตัวเองตลอดเวลา

  • การแข่งขันด้านราคา ที่อาจบีบให้ต้องปรับแพ็กเกจให้คุ้มค่าขึ้น ซึ่งส่งผลต่อกำไรโดยตรง

สรุป: ใครควรใช้ Jasper AI และควรใช้แบบไหน?

ถ้าให้สรุปแบบตรงไปตรงมา Jasper AI เหมาะกับ

  • ธุรกิจและทีมมาร์เก็ตติ้งที่ต้องผลิตคอนเทนต์จำนวนมากอย่างสม่ำเสมอ

  • แบรนด์ที่ให้ความสำคัญกับโทนเสียงและเอกลักษณ์ของแบรนด์ในทุกช่องทาง

  • ทีมที่ต้องการเครื่องมือช่วยร่าง ปรับแต่ง และต่อยอดไอเดีย มากกว่าจะให้ AI คิดทุกอย่างแทน

แต่ถ้าคุณเป็น

  • ผู้ใช้เดี่ยวที่งบจำกัดและแค่ต้องการ AI ช่วยเขียนพื้นฐาน

  • คนที่ต้องการงานวิจัยลึก อ้างอิงแน่น และต้องตรวจสอบข้อเท็จจริง

  • ผู้ใช้ที่ต้องการความสามารถด้านโค้ด ภาพ หรือข้อมูลเรียลไทม์

คุณอาจต้องพิจารณาเครื่องมืออื่น หรือใช้ Jasper ควบคู่กับแพลตฟอร์ม AI แบบเฉพาะทาง

ข้อเท็จจริงสำคัญคือ: Jasper ไม่ได้มาแทนมนุษย์ แต่มาเป็นเครื่องมือเร่งเครื่องให้คนทำคอนเทนต์ทำงานเร็วขึ้น คิดได้หลากหลายขึ้น และมีเวลาไปโฟกัสกับ “กลยุทธ์” และ “ไอเดีย” มากกว่าการพิมพ์คำซ้ำ ๆ เองทั้งหมด